พระสมเด็จโรยแร่เหล็กเปียกพระธาตุพนมปี๒๒เหรียญสุริยะราหูพ่ายเสริมดวง

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756101863723.jpg

    หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม องค์นี้ แม้แต่พระอภิญญาอย่าง หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ยังยกย่องและยอมรับว่าหลวงพ่อจวนท่านนี้เก่งจริงๆๆพลังจิตกล้าแกร่งเหลือเกิน
    หลวงพ่อจวน เป็นพระองค์หนึ่ง ที่หลวงพ่อฤาษีฯ ให้ลูกศิษย์ไปกราบ และทำบุญด้วย เนื่องจากหลวงพ่อ ไปเจอหลวงพ่อจวนที่พระจุฬามณี โดยหลวงพ่อจวนไปทั้งกายเนื้อ
    มีอยู่เที่ยวหนึ่งหลวงพ่อท่านบอกว่า " เฮ้ย ! พวกแกลองสืบดูซิ มีหลวงตาองค์หนึ่งขาว ๆ ท้วม ๆ ล่ะนะ ชื่อ จวน อยู่สิงห์บุรี ลองดูสิว่ามีพระชื่อนี้อยู่สิงห์บุรีวัดไหน ช่วยบอกให้ด้วยหาไม่ยากหรอก ท่านดังด้วย หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม"
    ถาม : หลวงพ่อหาทำไมครับ
    ท่านบอกว่า : "วันก่อนขึ้นไปพระจุฬามณีเห็นหลวงตาจวนเดินตุ๊บ ๆ ตั๊บ ๆ อยู่ เขาเก่งว่ะ เขาไปทั้งตัวเลย ไม่ได้ใช้มโนมยิทธิถอดจิตไปนะนั่น เล่นไปทั้งตัวเลยล่ะ"
    ถาม : ยังอยู่ไหมครับ ?
    ตอบ : เรียบร้อยไปแล้ว ถ้าอยู่ไม่กล้าเล่ากลัวท่านเหยียบเอา (หัวเราะ) วัดหนองสุ่ม ขาว ๆ ยิ้มทั้งวันน่ะ น่ารักมาก....
    "สมัยที่หลวงพ่อจวนยังอยู่ จะไม่ให้ทำหนังสือวัตถุมงคล ท่านบอกว่า ของ ๆ ฉันถ้าจะดังเดี๋ยวดังเอง"
    หลวงพ่อจวนได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๖ สิริอายุได้ ๗๙ ปี พรรษา ๕๕
    หมายเหตุ: "พระจุฬามณี"
    หมายถึง เจดีย์พระจุฬามณี"บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
    สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีปราสาทเนรมิต กับมี พระเจดีย์จุฬามณี อันเป็นที่ประดิษฐานพระเมาลีของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จออกมหาภิเนกษกรมณ์ และเมื่อพระพุทธองค์นิพพานแล้วก็ได้เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วองค์ขวาด้วย
    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จหลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม รุ่นสร้างกุฎิปี๒๕๓๓ และพระสมเด็จหลัง หลวงพ่อจวน ๒ องค์
    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250825_130314.jpg IMG_20250825_130335.jpg
     
  2. Karoonsur

    Karoonsur เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กรกฎาคม 2018
    โพสต์:
    422
    ค่าพลัง:
    +256
    จองครับ
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756205635486.jpg

    หลวงจวน พ่อแพ ยังยอมรับ ไม่ธรรมดา
    ความดีของหลวงปู่ใบ เมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์(ฆราวาส) อยู่กระท่อมหางคลอง หลวงพ่อแพ เขมังกโร วัดพิกุลทอง เคยไปหาหลวงปู่ที่กระท่อม หลวงปู่ได้ปูเสื่อต้อนรับหลวงพ่อแพ หลวงพ่อแพพูดกับหลวงปู่ใบว่า เป็นผู้มีศีลนั่งด้วยกันได้ ต่างกันที่คนละสีเท่านั้นและยังได้บอกกับหลวงปู่ใบ ให้เก็บเครื่องบูชาไว้อย่าเอาไปทิ้ง เช่น ดอกบัวหรือธูปเทียนที่ใช้แล้ว หลวงพ่อแพ ท่านจะเอาไปผสมทำพระ(พระเครื่อง)
    การอุปสมบทครั้งที่ ๒
    หลวงปู่ใบ ฐิตธมฺโม ได้อุปสมบทที่วัดพิกุลทอง ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๓๓ ขณะที่มีอายุ ๘๓ ปี
    โดยมีพระธรรมมุนี (หลวงพ่อแพ เขมังกโร) เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระครูสุจิตตานุรักษ์ (หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พระครูโพธาภิวัฒน์(หลวงพ่อกลอ วัดโพธิ์ลังกา) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    เหรียญรุ่น๒ (พระภิกษุ)
    เหรียญสวย พิธีเข้มขลัง พุทธคุณเด่นคงกระพันชาตรีแคล้วคลาด เสน่ห์เมตตามหานิยม การงานเสริมดวงลาภยศสรรญเสริญ โชคลาภ การค้าการขายดีร่ำรวย ซื้อง่าย ขายคล่อง มีดีครบทุกด้านเป็นที่ประจักยิ่งนัก
    เคยมีเด็กลงไปเล่นน้ำคลองแล้วขึ้นมาปรากฏว่าเด็กทุกคนโดนปลิงเกาะหมดทุกคน ยกเว้นเด็กคนนึงซึ้งคล้องเหรียญหลวงตาใบ(เหรียญตอนเป็นฆาราวาส)ไม่ถูกปลิงเกาะ เหรียญของท่านมีเอกลักษณ์ตรงยันต์ด้านหลังด้านล่างสี่ตัวนั้นอ่านว่า "นะมะพะทะ"แต่ตัวยันต์กลมๆมีลักษณะจะคล้ายๆเลขหนึ่งแปลกดีครับซึ้งไม่เหมือนใครและก็ไม่มีใครเหมือน
    เหรียญรุ่นนี้เป็นเหรียญที่สามารถเเเหวกช่องเเหวกทางให้ทำมาหากินได้ราบรื่นขึ้นสะดวกขึ้น
    เหรียญรุ่นแรกสร้างตั้งแต่ท่านยังเป็นฆราวาส!!!!
    เจ้าตำรับพระผงดอกตะไคร้พลิกชะตา
    เหรียญรุ่น 2 หลวงตาใบ ฐิตธัมโม ปี 2538
    หลวงตาท่านเกิดสังเวชที่เห็นวัดวาอารามในหลายๆวัด เเม้กระทั่งวัดที่ท่านจำพรรษาอยู่ คือวัดตึก ทรุดโทรมขาดการบูรณะปฎิสังขรณ์ เนื่องด้วยวัดเองก็ไม่ได้มีปัจจัย บรรดาคณะศิษย์ของหลวงตา ได้ไปกราบขออนุญาตหลวงตา เพื่อสร้างเหรียญ หาปัจจัยบางส่วนมาทะนุบำวัดวาอาราม โดยค่าใช้จ่ายในการสร้างเหรียญคณะศิษย์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสร้างเหรียญ มวลสารในการจัดสร้างเหรียญรุ่นนี้
    1.แผ่นโลหะจารอักขระเลขยันต์ ของหลวงพ่อเเพ วัดพิกุลทอง พระอุปัชาฌ์ท่าน
    2.เเผ่นชนวน เเละแผ่นยันต์ ของหลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม
    3.เเผ่นโลหะจาร ของหลวงพ่อเกษม เขมโก สุสารไตรรัตน (ได้มอบไว้ตอนหลวงพ่อเกษมเดินทางมาเยี่ยมหลวงตา ตอนหลวงตาท่านอาพาธ)
    4.เเผ่นยันต์ เเละตะกรุด ของหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม
    5.แผ่นยันต์จาร ของหลวงปู่โต๊ะ วัดกำเเพง
    6.ก้านช่อ ชนวนเก่า ของหลวงปู่เจ็ก วัดระนาม
    7.แผ่นยันต์ตะกรุด อลูมิเนียม เเละเเผ่นทองเเดง ของหลวงพ่อเชน วัดสิงห์ ผู้เป็นอาจารย์ของหลวงตา
    8.แผ่นยันต์ นะ ๑๐๘ อันนี้ของหลวงตาท่านจารเอง
    9.ยันต์มงกุฎพระเจ้า กันดวงตก ตำราหลวงพ่อเชน วัดสิงห์ หลวงตาท่านจารเอง
    10.ยันต์พุทชงค์ซ่อนหัว ซ่อนหาง เป็นยันต์เฉพาะตนที่หลวงตาท่านได้ผูกยันต์ขึ้นมาเอง
    11.ยันต์พระสิวลีกลับดวง
    12.เหล็กเปียก หนึ่งในตะกูลเหล็กไหล
    13.ปรอทกลางอากาศ
    14.ตะกรุด แผ่นโลหะ ของครูบาอาจารย์ตั้งเเต่สมัยที่ท่านเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ ในหลายๆจังหวัด อาทิเช่น ครูบาอาจารย์สายสมุทรสาคร สายโคราช สายลพบุรี สายหนองคาย เเละสายโลกทิพย์
    15.ตะกรุด หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่
    พิธีการปลุกเสกเหรียญรุ่นนี้
    1.หลวงตาท่านเสกเป็นปฐมฤกษ์ ๗ วัน ๗ คืน
    2.หลวงตาท่านได้ปลุกเสกตามฤกษ์ยามที่ได้กำหนดไว้
    3.หลวงตาท่านได้ปลุกเสกตลอดหหนึ่งไตรมาส ในระหว่างเข้าพรรษา
    มีศิษย์ถามหลวงตาท่านว่า เหรียญหลวงตารุ่นนี้ มีอุปเทห์ ดีเด่นทางไหน
    หลวงตาท่านตอบว่า ....." ตาทำเอง ตาเสกเอง รับผิดชอบเอง ใช้ไม่ได้ผลจะได้มาด่าถูกตัว "........
    หลวงตาใบ ฐิตธัมโม ( พรหมวงษ์ ) ฆราวาสจอมขมังเวทย์แห่งเมืองสิงห์บุรี เจ้าตำรับพระผงดอกตะไคร้แก้ดวงตก อันลือลั่น.....หลวงตาท่านเป็นบุตร คุณพ่อวิง คุณเเม่ฟัก พรหมวงษ์ มีพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน ทั้งหมด 7 คน เป็นชาย 2 เป็นหญิง 5 หลวงตาเป็นบุตรคนที่ 5 ในวัยเด็กได้รับการศึกษา บรรชาเป็นสามเณรที่วัดตึกราชา พออายุได้ 15 ได้ลาสิกขาออกมาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา ครั้นพอครบอายุบวช ได้อุปสมบทที่วัดตึกราชา พระครูเกศีวิกรม หลวงปู่พูล เป็นอุปัชฌาย์ หลวงพ่อไปร่ วัดโพธิ์เเก้วนพคุณ เป็นกรรมาวาจาจารย์ หลวงพ่อช่วง วัดตึกราชา เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้ไปศึกษาพระธรรมวินัย กับหลวงปู่ฉาย วัดป่าธรรมโสภณ เเละได้ศึกษาพระปริยัติธรรม ชั้นตรี ชั้นโท ควบคู่กันไป ขณะอยู่วัดตึกราชา ได้ศึกษาวิชาหมอดู ว่านยาต่างๆ การรักษาโรคต่างๆ จากหลวงปู่สุด หลวงปู่สุดนี้เป็นพระธุดงค์มาจาก อยุธยา พออุปสมบทได้ 5 พรรษา ได้ลาสิกขา ออกมาช่วยบิดามารดาทำนาอีกครั้ง ในระหว่างใช้ชีวิตเป็นฆราวาส ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านได้เป็นพ่อค้าขายน้ำตาล บรรทุกขึ้นไปขายทางเหนือ ขากลับก็ซื้อกล้วยไข่ ไม้ขี้ใต้ น้ำมันยางลงมาขายทางใต้ ฐานะการเป็นอยู่ของตาเเละครอบครัวเริ่มดีขึ้น ได้เเต่งงานกับ เเม่สังวาลย์ ขณะนั้นตามีอายุ 29 ปี เเม่สังวาลย์ มีอายุ 24 ปี มีบุตรสาวด้วยกันอยู่ 1 คน ชื่อคุณมานะ ต่อมาเเม่สังวาลย์ได้ถึงเเก่กรรม เมื่ออายุได้ 31 ปี การจากไปของคู่ชีวิตตา จึงทำให้ตา ต้องเป็นทั้งพ่อเเละเเม่ เลี้ยงดูบุตรสาวคนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้....ตาใบ ท่านมีความรู้ในเรื่องว่านยาสมุนไพร คาถาอาคม การรักษาโรคภัย เเละการทำมงคลตั้งศาล ลงเสาเอกบ้าน รดน้ำมนต์เเก้คุณไสย์ เเละวิชาไล่ผี ตามความเชื่อสมัยนั้นที่ยังมีอยู่ ตาไม่เคยคิดค่ารักษา ข้าวของเงินทองจากใคร จึงทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย พอลูกสาวออกเรือนมีครอบครัว ตาได้มาปลูกกระท่อมใช้ชีวิตเเบบเรียบง่าย เเต่ยังคงช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน ไม่เลือกรวยเลือกจน ตาช่วยหมดเท่าที่ตาจะช่วยได้....ปัจฉิมวัย เมื่อตาอายุ 80 ปี ลูกศิษย์เเละคนที่ตาเคยช่วยเหลือได้ทำบุญต่ออายุให้ตา ตาได้บอกกับผู้มาร่วมงานว่าอยากจะบวชอีกครั้ง ขณะนั้นสุขภาพร่างกายตาเเข็งเเรงดีทุกอย่าง อุปสมบทครั้งที่สอง ณ.วัดพิกุลทอง พระพรหมมุนี หลวงพ่อเเพ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสุจิตตานุรักษ์ หลวงพ่อจวน เป็นพระกรรมาวาจาจาร์ พระครูโพธาภิวัฒน์ หลวงพ่อกลอ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า
    ฐิตธัมโม อุปสมบท เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 ขณะนั้นอายุได้ 83 ปี ต่อมาในปี 2538 หลวงตาท่านมีอาการอาพาธ สาเหตุเกิดจากความชรา ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ เเต่หลวงตามีสติ อยู่ตลอดเวลา
    ....ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 เวลา 8.47 น หลวงตาท่านได้ละสังขาร จากลูกศิษย์ไป ทิ้งไว้เเต่ความดี คำสั่งสอน ในการครั้งนี้นำมาซึ่งความโศกเศร้ามาสู่บรรดาศิษย์เเละผู้เคารพรัก สิริอายุได้ 90 ปี 7 พรรษา
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของระบบความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นแรกหลวงตาใบให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250826_175222.jpg IMG_20250826_175246.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 สิงหาคม 2025
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756206246765.jpg FB_IMG_1756206248998.jpg

    เหรียญโพธิสัมภารานุภาพ วัดถ้ำโพธิสัตว์ จังหวัดสระบุรี สร้างและปลุกเสกโดยอาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ ฆราวาสผู้ทรงคุณอันวิเศษ เหรียญรุ่นนี้เน้นไปทางด้านปราบทุกข์เข็ญ ปราบศัตรูผู้คิดร้าย เป็นไปตามชื่อรุ่น “มารสยบ”
    อาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ เกิดเมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๔๗๗ ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ครับ ท่านเป็นบุตรแฝดคนสุดท้องของคุณพ่อสิน-คุณแม่แดง แขวัฒนะ
    อาจารย์บุญเพ็ญ เริ่มรับราชการที่กรมตำรวจเมื่อ ๓ มกราคม ๒๕๐๔ ตำแหน่งสุดท้ายได้รับพระราชทานยศเป็น พ.ต.อ.(พิเศษ) ตำแหน่ง รอง ผบก.(กอ.รมน.) กพ. ทำหน้าที่นายตำรวจปฏิบัติราชการพิเศษ กอ.รมน. ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๑ ท่านได้เริ่มบุกเบิกสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ที่บ้านลาดหญ้า ฝั่งธนบุรี โดยท่านได้รักษาคนเจ็บไข้และทุกข์ร้อนสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ยกเว้นวันพระ
    ในปี ๒๕๑๙ ท่านได้ปิดสำนัก และมาเปิดใหม่ที่ลาดพร้าวและที่บ้านถนนวิภาวดีรังสิต
    ลูกศิษย์รุ่นเก่า (ไม่ประสงค์ออกนาม) ได้เล่าให้ผมฟังว่า นอกจากอาจารย์บุญเพ็ญจะรักษาโรคให้หายได้อย่างอัศจรรย์ใจแล้ว ท่านยังสามารถติดต่อและทำพิธีเชิญเจ้ากรรมนายเวร ให้เข้ามารับการขอขมาและขออโหสิกรรมในอดีตกาลได้อีกด้วย แกว่ามีลูกศิษย์ของอาจารย์บุญเพ็ญหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยพิธีกรรมดังกล่าวข้างต้น แกว่าบางคนได้เป็นใหญ่เป็นโตในประเทศ เอ่ยชื่อไปรับรองต้องร้องเสียงหลง และแม้กระทั่ง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมท ก็ยังให้ความเคารพนับถือในตัวของท่าน
    อาจารย์บุญเพ็ญถึงแก่กรรมเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๒ ณ โรงพยาบาลสมิติเวช สิริรวมอายุได้ ๕๕ ปี ตรงตามที่ท่านเคยบอกกับกลุ่มลูกศิษย์ของท่านเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่าท่านจะไปเมื่ออายุ ๕๕ ปี
    ในส่วนวัตถุมงคลของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรมนั้น ต้องบอกว่าทุกครั้งที่สร้างจะมีการกำหนดและมีการประกอบพิธีกรรมที่ลึกล้ำและยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ที่ดูและเห็นด้วยตา อย่างการกำหนดฤกษ์ (ตามภาพประกอบ) หรือจะเป็นเรื่องเหนือโลก อย่างการเปิดตาที่สามเพื่อติดต่อหรืออัญเชิญ ล้วนมีส่วนส่งเสริมให้พุทธคุณของเหรียญแต่ละรุ่นโดดเด่นและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประมาณว่าเลือกแขวน เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์เลยครับ
    ปัจจุบัน “เหรียญองค์ประธานแห่งไตรภพ ปี ๒๕๑๓” ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรกของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ถูกจัดเป็นของหายากและได้รับความนิยมค่อนข้างสูงมากครับ
    เหรียญมารสยบ ถ้ำพระโพธิสัตว์
    หนึ่งในตำนานฆราวาส
    อาจารย์ พันตำรวจเอก( พิเศษ)
    บุญเพ็ญ แขวัฒนา
    สื่อญาณ พระพรหม ช่วยเหลือ คนมานักต่อนัก
    พระพรหม มา แล้ว เสด็จมา ยก หนุน ดวงชะตาไม่ให้ตกต่ำ ดวงดีแล้วจะ ร่ำรวย ดวงชะตาโดดเด่น เกิด ตบะเดชะ มหาอำนาจ บารมี พ้นปัญหาอุปสรรค มากีดกั้นขัดขวาง
    โบราณว่า “ คนลิขิต ไม่เท่าฟ้าลิขิต ” พลังฟ้าประทาน อยู่ในองค์ พระพรหม อมตมหาเทพ...องค์นี้ พระพรหม โบราณย้ำ นักหนาว่า ใครใช้ จะได้พรอันประเสริฐ ลิขิตดวงชะตา ลิขิตอำนาจ วาสนา พาไปเจอแต่สิ่งดีๆ
    พระพรหม...เอาไว้เสริมดวง เสริมหน้าที่ การงาน เอาไว้กันไว้แก้ดวงตก ไว้ยกดวงแตก ดวงไม่ดี ดวงชง ทำมาหากินไม่เจริญก้าวหน้า
    เหรียญพระพรหม นี้ ที่ อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ทำพิธี อัญเชิญมา เพื่อสงเคราะห์ ดวงชะตา ยก หนุน ค้ำจุน ดวงชะตาให้ ดีเลิศประเสริฐศรี เมื่อดวงดีแล้ว ทำอะไรก็สำเร็จ จับอะไรก็สมหวัง มีแต่ เกิด สิริมงคล เพิ่มทรัพย์สมบัติ ยศ อำนาจ
    พระพรหม จะช่วย ตัดกรรมหนักที่มาลิดรอนให้ลดทอนอำนาจลงไปก่อน ให้ผู้บูชา ได้ทำบุญ ทำกุศลก่อน ได้เสวยผลแห่งบุญ ทานที่ทำไว้ก่อน เมื่อกรรมไม่มารอน ได้เสวยบุญทาน ที่ทำที่สร้าง ย่อมเป็นมานะให้ สร้างบุญดี กรรมดี ต่อไป กรรมเก่าที่จะมา ก็ไม่มีทางจะซ้ำ ไม่มีช่องจะโผล่ให้ผล
    แต่พระพรหม จะช่วยยก
    ดวงศิษย์ที่แตก ที่ตก ให้ขึ้นมาอยู่เหนือคนอื่นดุจยืนอยู่บนแผ่นดินที่ทับถม สูงกว่าเขา
    ท้าวมหาพรหมธาดาวิมเหศวร ท่าน
    อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ชุด พระพรหม , สยบมาร สำเร็จ สมปรารถนา ท่าน อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ฆราวาสสายเทพ สำเร็จวิชาพรหมศาสตร์ รักษาโรค รู้กรรม คลายทุกข์ อาจารย์ของ เหล่า ไฮโซ นักการเมือง คนดัง สมัยนั้น ขลังจริงไม่อิงนิยาย
    พันตำรวจเอก (พิเศษ) บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    ผู้เพ่งเสียงค่ำครวญ จากสรรพสัตว์
    สำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม
    (ตอนที่ ๑)
    อาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    เป็นอาจารย์ฆราวาส
    ร่วมยุคสมัยเดียว กับ อาจารย์ชุม ไชยคีรี,
    อาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ ฯลฯ
    สมัยที่อาจารย์ยังมีชีวิต ท่านได้รับคำยกย่องและความเชื่อถือในเรื่องของ
    คุณธรรมและ ความมหัศจรรย์ทางจิต
    ในส่วนคำสอน อาจารย์บุญเพ็ญได้เน้นปฏิบัติจนตกผลึกออกมาเป็นบทความทางศาสนาหลายต่อหลายเรื่อง อย่างเช่น การปฏิบัติอานาปานสติสมาธิ,คุณค่าชองสติ ฯลฯ
    ในด้านความมหัศจรรย์ของจิต ท่านสามารถรักษาโรค,รักษาคุณไสย ร่วมไปถึงการหยั่งรู้อดีต อนาคต ความเป็นไปต่างๆ ตลอดจนการเปิดตาทิพย์หรือตาที่สามให้กับสานุศิษย์ผู้นับถือใช้ติดต่อกับวิญญาณไปจนถึงพวกเทพพวกพรหมครับ
    เรื่องราวความสามารถเฉพาะตัวของ
    อาจารย์บุญเพ็ญ ข้างต้น ทำให้มีผู้คนมากมายต่างตรงเข้าไปปฏิบัติธรรม และขอความช่วยเหลือจากท่านครับ
    พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (ยศในสมัยนั้น) ได้เขียนบันทึกเรื่องราวของตัว ท่านกับ
    อาจารย์บุญเพ็ญ
    ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมว่า
    บทความของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ อันนี้ถือเป็นการบอกเล่าตัวตนของอาจารย์บุญเพ็ญ
    และบริบทในสมัยนั้นได้ดีมาก
    บทความนี้อาจจะยาว แต่เชื่อเถอะครับ ว่าประโยชน์มีกับท่านที่สนใจแน่นอน
    เรื่องมีอยู่ว่า
    ผม (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) ได้รู้จักกับ
    อาจารย์บุญเพ็ญมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
    นับตั้งแต่วันที่รู้จักก็ได้มีความเคารพนับถือรักใคร่ในตัวอาจารย์บุญเพ็ญ ตลอดมา
    มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่เขาเคารพนับถืออาจารย์บุญเพ็ญ เอามากๆ เพราะเขาเห็นว่า
    "อาจารย์บุญเพ็ญเป็นผู้วิเศษสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ แสดงอิทธิ ปาฏิหาริย์ต่างๆ อีกได้มาก"
    คนที่นับถืออาจารย์บุญเพ็ญ เช่นนี้มิใช่เพียงคนสองคน แต่จะมีเป็นจำนวนร้อยหรือพันอย่างไร
    ผมก็คะเนไม่ถูก ทราบได้แต่ว่ามากเหลือเกิน
    คนที่นับถืออาจารย์บุญเพ็ญ
    ในแบบนี้ เวลาพบกับอาจารย์บุญเพ็ญ
    ก็มักจะลงหมอบกราบ และหมอบคลานเหมือน
    อยู่กับพระภิกษุผู้เป็นพระอาจารย์
    หรือต่อหน้าเจ้านายที่เขาเคารพนับถือ
    ผมเอง (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) รู้จักอาจารย์บุญเพ็ญ
    ด้วยเหตุที่ธรรมดาสามัญ ไม่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ หรือมิได้ตั้งใจที่จะไปขอให้
    อาจารย์บุญเพ็ญแสดงอิทธิ ปาฏิหาริย์เพื่อรักษาโรคให้ผม หรือเพื่อเหตุอื่นใดก็ดีแต่อย่างใดทั้งสิ้น เป็นการพบปะระหว่างคนสองคนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อกัน มีความหวังดีเจตนาดีต่อกันเป็นอย่างยิ่ง
    คึกฤทธิ์ ปราโมทย์
    ของมงคลคู่คนมีบุญ
    ....
    ....
    ศิษย์กวง
    26 ธันวาคม 2019 ·
    พันตำรวจเอก (พิเศษ) บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    สำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม
    (ตอนจบ-ผู้เพ่งเสียงคร่ำครวญมวลสรรพสัตว์)
    ต่อหน้าลูกศิษย์และคนที่นับถืออีกเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยคนนั้น อาจารย์บุญเพ็ญจะแสดงตัวหรือแสดงกิริยาท่าทางอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะไม่เคยเห็น
    เรื่องด้วยวันที่อาจารย์บุญเพ็ญกำหนดให้มีคนเข้าไปหาเพื่อแก้โรคหรือทุกข์ร้อนให้ได้นั้นเป็นวันที่ผมไม่เคยไปพบกับอาจารย์บุญเพ็ญสักครั้ง ผมไปพบแต่เมื่ออาจารย์บุญเพ็ญว่างการงานในทางนี้ได้อยู่อย่างสบายใจ จึงจะไปคุยกันด้วยความสบายใจทั้งสองฝ่าย
    สิ่งที่ผมรักและนับถืออาจารย์บุญเพ็ญมากก็คือความบริสุทธิ์ในวาจาและความคิดเห็น อาจารย์บุญเพ็ญเป็นคนง่ายไม่มีเรื่องลึกลับซับซ้อนอะไรทั้งสิ้น จะพูดจากับอาจารย์บุญเพ็ญไม่ต้องระแวงว่าอาจารย์บุญเพ็ญจะโกหกหรือมีความหมายอย่างอื่นใดเกินไปกว่าที่พูด และก็สบายใจอีกอย่างหนึ่งที่ตัวผมเองไม่ต้องแม้แต่คิดว่า จะต้องโกหกอาจารย์บุญเพ็ญด้วยเรื่องใดๆ เป็นอันว่าพบกันครั้งใดคุยกันครั้งใด ก็คุยกันด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่องในใจทั้งสองฝ่าย
    คนที่มีฤทธิ์อำนาจมาก มีคนนับถือมากมายอย่างอาจารย์บุญเพ็ญนั้น ท่าทางกิริยาก็จะต้องเปลี่ยนไปบ้างให้ผิดจากคนธรรมดาหรือไม่เหมือนธรรมดา แต่อาการเช่นนี้ไม่มีในตัวอาจารย์บุญเพ็ญเลย
    อาจารย์บุญเพ็ญเป็นคนที่มีการศึกษาแผนปัจจุบัน เพราะเคยไปร่ำเรียนอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียถึงสิบปี เวลาจะพูดอะไรกับผม อาจารย์บุญเพ็ญก็เป็นคนอย่างนั้นมิได้มีสิ่งอื่นเข้ามาแทรกแซงทำให้ผิดปกติไป ที่สำคัญก็คือเวลาผมไปคุยกับอาจารย์บุญเพ็ญนั้น ผมสามารถที่จะพูดจาได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องปิดบังเคลือบแฝงหรือเสแสร้งทำให้ตัวผมเองกลายเป็นคนอื่นไป
    ด้วยเหตุนี้ผม (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) จึงมีแต่ความสบายใจทุกครั้งที่ได้พบกับอาจารย์บุญเพ็ญ
    พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช✍️
    อาจารย์บุญเพ็ญ เกิดเมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๔๗๗ ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ครับ ท่านเป็นบุตรแฝดคนสุดท้องของคุณพ่อสิน-คุณแม่แดง แขวัฒนะ
    อาจารย์บุญเพ็ญ เริ่มรับราชการที่กรมตำรวจเมื่อ ๓ มกราคม ๒๕๐๔ ตำแหน่งสุดท้ายได้รับพระราชทานยศเป็น พ.ต.อ.(พิเศษ) ตำแหน่ง รอง ผบก.(กอ.รมน.) กพ. ทำหน้าที่นายตำรวจปฏิบัติราชการพิเศษ กอ.รมน.
    ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๑ ท่านได้เริ่มบุกเบิกสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ที่บ้านลาดหญ้า ฝั่งธนบุรี โดยท่านได้รักษาคนเจ็บไข้และทุกข์ร้อนสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ยกเว้นวันพระ
    ในปี ๒๕๑๙ ท่านได้ปิดสำนักและมาเปิดใหม่ที่ลาดพร้าวและที่บ้านถนนวิภาวดีรังสิต
    ลูกศิษย์รุ่นเก่า (ไม่ประสงค์ออกนาม) ได้เล่าให้ผมฟังว่า นอกจากอาจารย์บุญเพ็ญจะรักษาโรคให้หายได้อย่างอัศจรรย์ใจแล้ว ท่านยังสามารถติดต่อและทำพิธีเชิญเจ้ากรรมนายเวร ให้เข้ามารับการขอขมาและขออโหสิกรรมในอดีตกาลได้อีกด้วย
    แกว่ามีลูกศิษย์ของอาจารย์บุญเพ็ญหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยพิธีกรรมดังกล่าวข้างต้น แกว่าบางคนได้เป็นใหญ่เป็นโตในประเทศ เอ่ยชื่อไปรับรองต้องร้องเสียงหลง
    อาจารย์บุญเพ็ญถึงแก่กรรมเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๒ ณ โรงพยา
    บาลสมิติเวช สิริรวมอายุได้ ๕๕ ปี ตรงตามที่ท่านเคยบอกกับกลุ่มลูกศิษย์ของท่านเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่าท่านจะไปเมื่ออายุ ๕๕ ปี
    ในส่วนวัตถุมงคลของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรมนั้น ต้องบอกว่าทุกครั้งที่สร้างจะมีการกำหนดและมีการประกอบพิธีกรรมที่ลึกล้ำและยอดเยี่ยม
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ที่ดูและเห็นด้วยตา อย่างการกำหนดฤกษ์ (ตามภาพประกอบ) หรือจะเป็นเรื่องเหนือโลก อย่างการเปิดตาที่สามเพื่อติดต่อหรืออัญเชิญ ล้วนมีส่วนส่งเสริมให้พุทธคุณของเหรียญแต่ละรุ่นโดดเด่นและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประมาณว่าเลือกแขวน เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์เลยครับ
    ปัจจุบัน “เหรียญองค์ประธานแห่งไตรภพ ปี ๒๕๑๓” (ตามภาพประกอบ) ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรกของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ถูกจัดและได้รับความนิยมค่อนข้างสูง
    ผมถามคุณลุงคู่สนทนาว่า “คิดถึงท่านอาจารย์ไหม” แกว่าคิดถึง ทุกวันนี้ยามว่างไม่มีคนกวนใจแกก็จะนึกทบทวนธรรมะที่อาจารย์บุญเพ็ญได้เคยสอน
    แกว่านำมาไตร่ตรองแล้วใช้ประโยชน์ได้ทั้งในทางโลกและทางธรรมจริงๆ เช่น
    “การปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมนั้น ต้องศึกษาในสัจธรรมอันถูกต้อง คือเชื่อในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและต้องนำมาปฏิบัติด้วย
    ถ้าไม่ยอมปฏิบัติ คิดนอกลู่นอกทาง เชื่อในทรงเจ้าเข้าผี การนับถือแบบนั้น เรียกว่านับถือแต่ปาก ใจไม่ได้นับถืออะไรเลย”
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของระบบความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญโพธิสัมภารานุภาพ วัดถ้ำโพธิสัตว์ จ.สระบุรี

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250826_181005.jpg IMG_20250826_181027.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 สิงหาคม 2025
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1705575226885-jpg.jpg


    พระทุกรุ่นสร้างกันเองที่วัด''หลวงพ่อตี๋'วัดบางคณฑีใน
    จ.สมุทรสงคราม เป็นแหล่งกำเนิดพระเกจิอาจารย์ผู้โด่งดัง และเข้มขลังในพุทธาคมมหาเวทย์มาแต่สมัยเก่าก่อน จนถึงทุกวันนี้ ที่รู้จักกันดีก็อย่างเช่น หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ ฯลฯ รวมทั้ง หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ก็เป็นลูกหลานของชาวบางคนทีโดยตรง
    และ ที่มองข้ามไม่ได้อีกท่านหนึ่ง คือ หลวงพ่อตี๋ หรือ พระครูพินิจสมุทรคุณ เจ้าอาวาสวัดบางคณฑีใน (ชื่อวัดสะกดตามนี้) ต.บางคนที อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม อดีต อาจารย์สักยันต์ ผู้โด่งดังแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง ที่ชาวบ้านแถวคลองบางนกแขวก คลองดำเนิน เรียกท่านว่า “อาจารย์ตี๋ จอมขมังเวทย์” (ปัจจุบันท่านได้เลิกสักยันต์แล้ว)
    หลวงพ่อตี๋ เป็นพระรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว มีเชื้อสายจีน พื้นเพต้นตระกูลของท่านเป็นชาวบางคนที มีคนร่ำลือกันว่า ท่านดุ แต่แท้จริงแล้ว ท่านเป็นพระที่พูดคุยเสียงดังฟังชัดเจนมากกว่า และค่อนข้างใจดี เป็นพระที่พูดจา “ตรงเป๊ะ” ไม่มีอ้อมค้อม ดีพูดดี ชั่วพูดชั่ว ไม่มีเสแสร้งแกล้งเอาใจใครทั้งสิ้น
    เคยมีนักการเมือง เข้ามาขอพรท่าน เพื่อให้มีชัยในการเลือกตั้ง ท่านพูดว่า “ขอพรเหรอ เออดี..เข้ามา..พวกมึงพนมมือตั้งใจนะ ถ้าพวกมึงเป็นคนดี ขอให้ความดีคุ้มครอง ขอให้ชาวบ้านเลือกพวกมึง ให้พวกมึงมีความเจริญยิ่งขึ้นไป... แต่ถ้าเลือกพวกมึงไปแล้ว พวกมึงไปทำชั่ว กินบ้านกินเมือง ขอให้พวกมึงฉิบหาย...เอาละไปได้”... นี่คือ "คำพร" จากหลวงพ่อตี๋ ที่มักมีผู้คนเข้าใจว่า ท่านเป็นพระนักเลง
    หลวงพ่อตี๋ เป็นศิษย์หลายอาจารย์ โดยเฉพาะหลวงพ่อหลา อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคณฑีใน ฯลฯ ท่านบอกว่า พระเกจิอาจารย์ที่เก่งๆ จะต้องเก่งด้วยตัวเอง เพราะอาจารย์เป็นเพียงผู้สอนวิธีการเท่านั้น...การจะเก่งขลัง จะแน่ แค่ไหน ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ การฝึกฝนจิต ความมุมานะ และความพากเพียรของตัวเอง มากกว่า


    พระผงปิดตาจัมโบ้ ๑ หลวงพ่อตี๋ วัดบางคณฑีใน สมุทรสาคร
    รายละเอียด * พระผงปิดตาจัมโบ้ ๑ หลวงพ่อตี๋ วัดบางคณฑีใน สมุทรสาคร


    'พระทุกรุ่นสร้างกันเองที่วัด''หลวงพ่อตี๋'วัดบางคณฑีใน
    จ.สมุทรสงคราม เป็นแหล่งกำเนิดพระเกจิอาจารย์ผู้โด่งดัง และเข้มขลังในพุทธาคมมหาเวทย์มาแต่สมัยเก่าก่อน จนถึงทุกวันนี้ ที่รู้จักกันดีก็อย่างเช่น หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ ฯลฯ รวมทั้ง หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ก็เป็นลูกหลานของชาวบางคนทีโดยตรง
    และ ที่มองข้ามไม่ได้อีกท่านหนึ่ง คือ หลวงพ่อตี๋ หรือ พระครูพินิจสมุทรคุณ เจ้าอาวาสวัดบางคณฑีใน (ชื่อวัดสะกดตามนี้) ต.บางคนที อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม อดีต อาจารย์สักยันต์ ผู้โด่งดังแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง ที่ชาวบ้านแถวคลองบางนกแขวก คลองดำเนิน เรียกท่านว่า “อาจารย์ตี๋ จอมขมังเวทย์” (ปัจจุบันท่านได้เลิกสักยันต์แล้ว)
    หลวงพ่อตี๋ เป็นพระรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว มีเชื้อสายจีน พื้นเพต้นตระกูลของท่านเป็นชาวบางคนที มีคนร่ำลือกันว่า ท่านดุ แต่แท้จริงแล้ว ท่านเป็นพระที่พูดคุยเสียงดังฟังชัดเจนมากกว่า และค่อนข้างใจดี เป็นพระที่พูดจา “ตรงเป๊ะ” ไม่มีอ้อมค้อม ดีพูดดี ชั่วพูดชั่ว ไม่มีเสแสร้งแกล้งเอาใจใครทั้งสิ้น
    เคยมีนักการเมือง เข้ามาขอพรท่าน เพื่อให้มีชัยในการเลือกตั้ง ท่านพูดว่า “ขอพรเหรอ เออดี..เข้ามา..พวกมึงพนมมือตั้งใจนะ ถ้าพวกมึงเป็นคนดี ขอให้ความดีคุ้มครอง ขอให้ชาวบ้านเลือกพวกมึง ให้พวกมึงมีความเจริญยิ่งขึ้นไป... แต่ถ้าเลือกพวกมึงไปแล้ว พวกมึงไปทำชั่ว กินบ้านกินเมือง ขอให้พวกมึงฉิบหาย...เอาละไปได้”... นี่คือ "คำพร" จากหลวงพ่อตี๋ ที่มักมีผู้คนเข้าใจว่า ท่านเป็นพระนักเลง
    หลวงพ่อตี๋ เป็นศิษย์หลายอาจารย์ โดยเฉพาะหลวงพ่อหลา อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคณฑีใน ฯลฯ ท่านบอกว่า พระเกจิอาจารย์ที่เก่งๆ จะต้องเก่งด้วยตัวเอง เพราะอาจารย์เป็นเพียงผู้สอนวิธีการเท่านั้น...การจะเก่งขลัง จะแน่ แค่ไหน ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ การฝึกฝนจิต ความมุมานะ และความพากเพียรของตัวเอง มากกว่า


    ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อตี๋ จึงได้พยายามเล่าเรียนฝึกฝนด้วยตนเองมาโดยตลอด จนมั่นใจแล้วจึงได้สร้างพระเครื่องออกมาแจกแก่ลูกศิษย์ลูกหา และชาวบ้านทั่วๆ ไป
    หลวงพ่อตี๋ บอกว่า การสร้างพระทุกครั้งต้องมีเหตุมีผล ต้องมีที่มาที่ไป ไม่ใช่คิดจะสร้างก็สร้างกันทันที ที่สำคัญ การสร้างพระทุกครั้งจะสร้างกันเองที่วัด ตำผง ผสมผง กดพิมพ์กันเองที่วัดทุกขั้นตอน ไม่ได้จ้างโรงงานที่ไหนทำให้ จึงมั่นใจได้ในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระ และเพื่อให้ชาวบ้านได้รู้ว่า วัดบางคณฑีในไม่เคยสร้างพระแบบสุกเอาเผากิน ทุกอย่างล้วนกำเนิดขึ้นมาจากความตั้งใจจริงทั้งสิ้น
    การสร้างพระแต่ละครั้ง ท่านได้นำมวลสารศักดิ์สิทธิ์จำนวนมาก ที่ได้สะสมไว้สำหรับการสร้างพระโดยเฉพาะ เช่น ผงวิเศษชนิดต่างๆ ที่ท่านได้เพียรลบผงด้วยตนเองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการลบผงที่เขียนขึ้นในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่น ในอุโบสถ หน้าโต๊ะบูชาครู ฯลฯ หรือการลบผงที่เขียนขึ้นตามฤกษ์ยาม เช่น ราชาฤกษ์ ที่เด่นทางความเจริญก้าวหน้า หรือ สมโณฤกษ์ ที่อำนวยผลทางด้านความร่มเย็น ฯลฯ
    หรือการลบผงแบบเฉพาะกิจ เช่น ขณะที่พระกำลังสวดพระปาฏิโมกข์ ก็ยังคงทำขึ้นอยู่เสมอๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการพร้อมที่จะสร้างพระได้ตลอดเวลา
    นอกจากนี้ ยังมี ดินขุยปู ที่มีความขลังในตัวของมันเอง เป็นดินที่กองอยู่บริเวณปากรูปู ซึ่งเกิดจากปูตัวผู้ได้ขุดดินในรู แล้วอมขึ้นนำมาคายไว้บริเวณปากรู เพื่อให้เป็นจุดสังเกตของปูตัวเมีย ในการเข้ามาวางไข่
    โดยเชื่อกันว่า ดินขุยปู เป็นของดีตามธรรมชาติ ในทางไสยศาสตร์ถือว่า ให้ผลทางด้านเมตตามหานิยม และถ้าต้องการให้ดินขุยปูนี้ครอบคลุมไปถึงด้านมหาอุด ครูบาอาจารย์จึงได้กำหนดไว้ว่า ให้ใช้นิ้วหัวแม่เท้ากดอุดลงไปที่รูปู แล้วว่าคาถาก่อนพลีดินขุยปูนั้นมาใช้
    หลวงพ่อตี๋ ยังมี ดินกากยายักษ์ ดินที่มีสีดำสนิท จากป่าในท้องที่ อ.ยะหา จ.ยะลา เพียงแห่งเดียว ที่พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ จ.ปัตตานี นำมาใช้เป็นสวนผสมหลักอย่างหนึ่งของการสร้างพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน รุ่นแรก เมื่อปี ๒๔๙๗ โดยเชื่อว่า ดินกากยายักษ์มีเทวดาและยักษ์ คอยปกปักรักษาตลอดเวลา
    และมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว
    ดินจอมปลวก (ในป่าลึก) ผงรังต่อ (สื่อความหมายถึง ต่อลาภ ต่อเงิน ต่อทอง รวมไปถึงการต่อทุกสิ่งทุกอย่างในทางที่ดีงาม ว่าน ๑๐๘ ชนิด ดินหน้าตะโพน ดินเจ็ดท่า ฯลฯ
    มวลสารทั้งหมดนี้ คือ บางส่วนที่หลวงพ่อตี๋ ได้เพียรเสาะหาเพื่อนำมาผสมสร้างพระเครื่อง เพื่อให้มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง ก่อนที่จะมีพิธีการปลุกเสกเพิ่มพุทธคุณอีกครั้งหนึ่ง
    หลวงพ่อตี๋ ยังบอก ด้วย ว่า การปลุกเสกต้องทำตามฤกษ์ที่กำหนดไว้ โดยก่อนทำพิธีต้องตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีของพระพุทธเจ้าว่า....“ด้วยบุญกุศลที่ได้ทำมา และด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ขอให้พระที่สมบูรณ์ไม่แตกหัก เป็นพระที่สามารถนำไปคุ้มครองชีวิตของผู้บูชาได้”


    หลวงพ่อตี๋ ได้ ที่ผ่านสร้างพระเครื่องไว้หลายรุ่น หลังจากแจกลูกศิษย์และชาวบ้านแล้ว ที่เหลือท่านจะนำไปบรรจุไว้ที่วัด เพื่อเป็นการสืบพระศาสนาต่อไป พอได้โอกาสฤกษ์งามยามดี ท่านจะสร้างพระรุ่นใหม่ออกมาแจกกันอีก เป็นอยู่เช่นนี้ตลอดมา
    เมื่อปี ๒๕๒๑ ท่านได้สร้างพระตามแบบฉบับของท่าน ๔ พิมพ์ คือ ๑.พระปิดตาพิมพ์จัมโบ้ ๒.พระปิดตามหาเสน่ห์ (ใบโพธิ์) ๓.พระพิมพ์ขุนแผน ๔.พิมพ์ฤๅษีบรมครู
    พระทั้ง ๔ พิมพ์นี้ ใช้เนื้อหามวลสารตามที่ได้สะสมไว้เก่าก่อน รวมทั้งผงวิเศษที่ท่านทำขึ้นเฉพาะพิมพ์ผสมลงไปด้วย เพื่อให้พระพิมพ์นั้นๆ มีคุณสมบัติเฉพาะตัว เช่น พระปิดตาพิมพ์จัมโบ้ ผสมผงเกี่ยวกับโชคลาภ พระปิดตาใบโพธิ์ ผสมผงด้านเมตตา พระพิมพ์ขุนแผน ผสมผงด้านมหาเสน่ห์ พิมพ์ฤษีผสมผงที่ให้ผลทางด้านคุ้มครอง และเจริญรุ่งเรือง
    สำหรับพระที่ท่านสร้างขึ้นทั้งหมด ไม่เคยนำไปตระเวนเสก หรือนำเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกที่วัดอื่นใด ท่านจะเสกของท่านเพียงรูปเดียวเสมอ โดยให้เหตุผลว่า ๑.ชาติเสือไม่ขอเนื้อใครกิน ๒.ช้างเผือกอยู่ในป่า ใครไม่เห็นคุณค่าก็ช่างมัน
    เมื่อปลุกเสกเสร็จ ท่านได้แจกพระออกไป ต่อมาปรากฏว่า มีประสบการณ์ ในหลายด้าน มีผู้คนจำนวนมากพากันมาขอพระจากท่านไม่เว้นว่าง ด้วยอุปนิสัยส่วนตัวของท่าน ที่ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย และเรื่องมากกับท่าน ท่านจึงตัดสินใจ เก็บพระชุดนี้ไว้ในกุฏิหลังเก่า และไม่เคยนำออกมาแจกใครอีกเลย
    ปัจจุบัน พระรุ่นนี้จึงยังมีตกค้างอยู่กับท่านพอสมควร เพราะท่านไม่ได้นำออกให้บูชา หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์แต่อย่างใด ของดีเลยถูกเก็บเงียบ แบบเสกแล้วเสกอีกมาหลายสิบปี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาหลวงพ่อตี๋วัดบางคณฑี ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250826_181557.jpg IMG_20250826_181612.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    [​IMG] [​IMG]

    พระสมเด็จของขวัญ พิมพ์ตุ๊กตา ที่สร้างแต่ปี 2542 พิธีพุทธาภิเษกครั้งประวัติศาสตร์ สมโภชพระกริ่งชินบัญชร ฐานบัวรอบ วัดอินทรวิหาร (บางขุนพรหม) รุ่นแรกและรุ่นเดียว พุทธาภิเษก เสาร์ 5 ปี 2543 ซึ่งเป็นวันแข็ง วันที่ 5 เดือน 5 ปี 5 ขึ้น 5 ค่ำ ปีมังกรทอง (มะโรงใหญ่) ซึ่งจะมีอย่างนี้ 1 ครั้งในรอบ 132 ปี พระที่สร้างในปีนี้ไม่ว่าของวัดระฆัง , วัดสุทัศฯ/วัดบ้าจาน/วัดป่าหนองหล่ม (หลวงปู่หมุน) , สุสานทุ่งมน (หลวงปู่หงษ์) ล้วนทรงคุณค่าไปหมดแล้วครับ
    พิธีเททองพระกริ่งโดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม และมีสุดยอดพระเกจิระดับแนวหน้า 5 ภาค คือ
    ๑.หลวงพ่ออุตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี ,
    ๒.พ่อท่านเขียว วัดห้วยเงาะ ปัตตานี ,
    ๓. หลวงปู่โถม วัดธรรมปัญญาราม สุโขทัย ,
    ๔. หลวงปู่ฤทธิ์ วัดชลประทานราชดำริ บุรีรัมย์ ,
    ๕.หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม นครปฐม
    นั่งปรกบริกรรมอธิฐานจิต ปลุกเสกขณะเททอง หน้าองค์หลวงพ่อโต และพระสงฆ์ ทรงสมณศักดิ์ 150 รูป เจริญพระคาถาชัยมงคล และ ยังมีพิธีมหาพุทธาภิเษกที่ยิ่งใหญ่มากติดต่อกันหลายวัน หลายคืน และเกิดปาฎิหารเป็นที่ประจักษ์ในพิธี เหมือนมีดาวตกพุ่งผ่านบนท้องฟ้า เชื่อว่าพระเครื่องชุดนี้จะมีพุทธคุณครอบจักรวาล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) ยังชมพระกริ่งชินบัญชรบัวรอบครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จของขวัญพิมพ์ตุ๊กตา
    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250826_185353.jpg IMG_20250826_185410.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756213037727.jpg

    เหรียญ ๙๕ ปีครูบาอินวัดฟ้าหลั่ง
    พระครูวรวุฒิคุณ” หรือ “หลวงปู่ครูบาอิน อินโท” หรือ “ครูบาฟ้าหลั่ง-ฟ้าลั่น” อมตะมหาเถราจารย์แห่งนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ผู้สูงยิ่งด้วยศีล จริยาวัตร และพุทธาคม เชี่ยวชาญสรรพวิชาตามตำราโบราณล้านนา จนเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป ดังคำกล่าวของบรรดาพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ว่า
    “ขอเธอจงไปกราบครูบาอินที่เชียงใหม่และขอศึกษาวิชาจากท่านให้ดีๆ เถิด ท่านเป็นพระผู้เก่งกล้าสามารถมากจริงๆ” เป็นคำกล่าวของหลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร วัดโฆสิตาราม บ้านบ้านเเค ตำบลบางขุด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท
    “ดีอยู่แล้ว ดีอยู่แล้ว พระของครูบาอิน ไม่ต้องเสกอะไรอีกแล้ว” เป็นคำกล่าวของหลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
    “จิตของครูบาอิน ประภัสสรยิ่งแล้ว” เป็นคำกล่าวของหลวงพ่อชม วัดโป่ง จังหวัดชลบุรี
    “ครูบาอิน ท่านมีจิตมีจิตบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งเลยทีเดียว” เป็นคำกล่าวของครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา (ครูบาวงศ์) วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
    “หลวงปู่ครูบาอิน วัดฟ้าหลั่งนั้น ดีที่หนึ่งเลย” เป็นคำกล่าวของหลวงปู่สิม พุทธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง ตำบลบ้านถ้ำ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
    “ครูบาอินท่านเป็นพระสุปฏิปันโน ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบนะ” เป็นคำกล่าวของหลวงพ่อดาบส สุมโน อาศรมไผ่มรกต บ้านลูกกลอน ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
    ครูบาอิน อินโท
    อภิญญาอภินิหารพลังจิตตานุภาพ
    ของอมตะพระเถราจารย์เจ้าแห่งแผ่นดินล้านนา
    ในแวดวงผู้นิยมของขลังและวัตถุมงคล เรื่องที่เล่าสู่กันฟังก็คงหนีไม่พ้น อภินิหารหรือประสบการณ์วัตถุมงคลของครูบาอาจารย์ที่ตนเองเคารพนับถือ สำหรับพระครูวรวุฒิคุณ หรือ หลวงปู่ครูบาอิน อินฺโทเองก็เช่นกัน มีเรื่องราวประสบการณ์เกี่ยวกับองค์หลวงปู่และวัตถุมงคลของท่านที่เล่าสู่กันฟังอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ก็เป็นความเชื่อ ความเคารพศรัทธาส่วนบุคคล นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นการลำลึกถึงเมตตาบารมีขององค์หลวงปู่ครูบาอิน โดยมิได้มุ่งหวังให้เกิดความเชื่อ ความเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับอภิญญาอภินิหารในวัตถุมงคลของหลวงปู่ครูบาอินแต่อย่างใด
    ผู้ที่อยู่ในวงการพระ ต้องเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับพระเครื่องไม่ด้วยตนเอง ก็ฟังคนอื่นเขาเล่ามาอีกที ความเชื่อในเรื่องพระเครื่องบางครั้งอาจเป็นจุดกำเนิดให้ คนๆ หนึ่ง หันมาเก็บพระเครื่อง พระบูชา จนบางคนผันตัวเองไปเป็นนักนิยมพระ นักพระเครื่องตัวยงเลยก็มี ส่วนใหญ่ก็ด้วยความเชื่อแทบทั้งนั้น เรื่อราวอภินิหารมีอยู่คู่แผงพระด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่ฟังก็ต้องตั้งใจฟัง เอาสติเป็นตัวตัดสิน ว่ามีความเป็นจริงมากน้อยเพียงไร แล้วสิ่งที่เราได้รับรู้เหล่านั้น มีผลต่อการปฏิบัติดีปฏิบัติถูกของเราหรือไม่อย่างไร อย่าลืมว่า พระเครื่องวัตถุมงคลจะคุ้มกันหรือเอื้อผลในทางที่ดีต่อผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านั้น
    สังเขปประวัติหลวงปู่
    พระครูวรวุฒิคุณ หรือ หลวงปู่ครูบาอิน อินโท (ครูบาฟ้าหลั่ง) มีชื่อเดิมว่า อิน เป็นบุตรของพ่อหนุ่ม แม่คำป้อ เขียวคำสุข ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๖ (ตรงกับวันเสาร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๓ เหนือ ปีเถาะ) ณ บ้านทุ่งปุย ตำบลยางคาม อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ครูบาอิน สืบเชื้อสายชาวลั๊วะจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งเป็นกลุ่มชนส่วนใหญ่ของบ้านทุ่งปุยในขณะนั้น (ปัจจุบันอยู่ในเขต ตำบลสันติสุข อำเภอดอยหล่อ) ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ (ปีที่ครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓) โดยเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในขณะนั้นคือ เจ้าอินทรวโรรสสุริยวงษ์ (ครองเมืองเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๔๔-๒๔๕๒ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๕ คนด้วยกัน ครอบครัวของท่านมีอาชีพทำนา ทำไร่
    เมื่อสิ้นบุญพ่อหนุ่ม ครูบาอินท่านได้มาเป็นเด็กวัดทุ่งปุย และได้ บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๖๐ อายุได้ ๑๔ ปี โดยมีเจ้าอธิการยศ (ครูบามหายศ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ที่วัดทุ่งปุยและ เมื่ออายุ ๒๐ ปี ท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พันธสีมาวัดป่าลาน ตำบลยางคราม เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๖ เวลา ๑๐.๐๐ น. อายุได้ ๒๐ ปี บริบูรณ์ ฉายาในตอนนั้นคือ พระอิน อินโท โดยมีครูบามหายศ วัดท่าวังพร้าว เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการกว้าง วัดสองแคว เป็นพระกรรมวาจารย์ และมีพระอธิการอ้าย วัดทุ่งปุย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วก็ได้เล่าเรียนศึกษาปฏิบัติกรรมฐานกับครูบามหายศ จนต่อมาเมื่อตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทุ่งปุยว่างลง ท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งปุย พ.ศ. ๒๔๘๕ และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลยางคราม พ.ศ. ๒๔๙๔ ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ พ.ศ. ๒๔๙๖
    ปีพ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านได้รับนิมนต์มาเป็นประธานสร้างโรงเรียนวัดฟ้าหลั่ง และได้เป็นประธานบูรณะวัดร้างฟ้าหลั่งให้เจริญรุ่งเรือง มีเสนาสนะเป็นทีปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรมของบรรดาศรัทธาญาติโยม จนได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูวรวุฒิคุณ”
    หลวงปู่ครูบาอิน เป็นพระสุปฎิปันโนโดยแท้ ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ มีสีลา จาระวัตร เป็นที่หน้าเลื้อมใสเป็นอย่างยิ่งแก่ศรัทธาประชาชนที่ได้เข้าสักการะกราบไหว้ แล้วจะอบอุ่นสบายใจ เป็นที่สุดจากคำบอกเล่าของบุคคลที่เข้านมัสการท่าน อีกทั้งท่านยังเชี่ยวชาญในสรรพวิชาพุทธาคม ซึ่งท่านก็ได้เมตตาปัดเป่าทุกข์ ให้แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคารพสักการะที่เดินทางมากราบนมัสการท่านอยู่เสมอ

    นกระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๔๓ ในวัยร่วมร้อยปี ท่านจึงเดินทางกลับมาพำนักที่วัดคันธาวาส (ทุ่งปุย) และเป็นกำลังสำคัญในการบูรณะ สร้างเสนาสนะให้แก่วัดทุ่งปุยโดยมีพระครูสุคนธ์บุญญากร เจ้าอาวาสวัดทุ่งปุยเป็นผู้คอยอุปัฏฐากดูแล แต่ด้วยวัยที่ชราภาพมาก สุขภาพร่างกายของท่านจึงร่วงโรยไปตามวัฏสังสาร
    วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๖ หลวงปู่ครูบาอินเข้าโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่เป็นครั้งสุดท้าย จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๖ เวลา ๑๓.๑๕ น. อาการเริ่มทรุดลงเรื่อยๆ จนถึงเวลา ๑๙.๔๐ น. ท่านก็จากไปอย่างสงบ สิริรวมอายุ ๑๐๑ ปี พรรษา ๘๑
    หลังจากมรณภาพ คณะศรัทธาลูกศิษย์ลูกหา ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศล สวดพระอภิธรรม และบรรจุสรีระสังขารหลวงปู่ที่ไม่เน่าเปื่อย แห้งแข็งและปิดทองไว้จนเหลืองอร่ามในโลงแก้ว และจัดสถานที่ให้ศรัทธาสาธุชนได้กราบนมัสการบนกุฏิวรวุฒิคุณ วัดคันธาวาส (ทุ่งปุย) และได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ครูบาอิน อินฺโท ได้อย่างสมเกียรติ สมสมณะฐานะของท่าน ระหว่างวันที่ ๓๐ มกราคม-๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ณ เมรุชั่วคราว วัดคันธาวาส (ทุ่งปุย)
    วัตถุมงคลของหลวงปู่
    หลวงปู่ครูบาอิน ท่านไม่นิยมชมชอบให้ใครกล่าวอ้างถึงอิทธิฤทธิ์ของวัตถุมงคลที่ท่านได้อธิษฐานจิตปลุกเสก ถึงแม้จะมีข่าวประสบการณ์วัตถุมงคลของท่านอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะด้านแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ มหาอุดกันปืน แคล้วคลาดปลอดภัย และผลด้านเมตตามหานิยม จนเป็นที่เคารพศรัทธาและแสวงหาของผู้นิยมวัตถุมงคล แต่หากมีใครมาเล่าให้ท่านฟังถึงประสบการณ์ต่างๆ เหล่านั้น ท่านก็จะกล่าวเพียงว่า เขาเหล่านั้นยังไม่หมดกรรม ยังไม่ถึงฆาต เป็นผลของการรักษาศีลปฏิบัติดีของคนๆ นั้น วัตถุมงคลของท่านเพียงแต่เตือนสติให้ไม่ประมาท และให้ปฏิบัติตนอยู่ในศีลในธรรมเท่านั้น แต่กระนั้นก็ตาม หลวงปู่ครูบาอินก็ได้รับการยอมรับนับถือในฐานะพระเกจิอาจารย์ที่สูงยิ่งด้วยศีล จริยาวัตร และเชี่ยวชาญสรรพวิชาพุทธาคมตามตำราโบราณล้านนา ได้รับนิมนต์เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลอยู่เสมอ และเมื่อท่านเข้าสู่วัยสูงอายุ ลูกศิษย์ลูกหาได้ขอให้ท่านงดรับกิจนิมนต์เดินทางไปร่วมพิธีพุทธาภิเษก แต่ก็ยังมีผู้นำเอาวัตถุมงคลมาขอให้ท่านเมตตาอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยววัตถุมงคลถึงที่วัดอยู่เนืองๆ ซึ่งท่านก็สนองจิตศรัทธาทำให้ด้วยความเมตตาเสมอมา
    นับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงปู่ครูบาอินได้สร้างวัตถุมงคลเพื่อแจกจ่ายแก่ศรัทธาชาวบ้านที่หวังที่พึ่งทางใจ ตามตำหรับตำราที่ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนมา ควบคู่ไปกับการทำเทียนบูชาซึ่งเป็นธรรมเนียมของชาวล้านนา ไม่ว่าจะเป็นเทียนสะเดาะเคราะห์ รับโชค สืบชะตา หรือเทียนบูชาเพื่อปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ วัตถุมงคลของท่านในยุคแรกก็เป็นตะกรุดและยันต์ สร้างจากวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นยันต์โตน (ตะกรุดโทน) ยันต์ก๋าสะท้อน ยันต์กลุ่ม ยันต์คาดเอว เป็นต้น จวบจนกระทั่งในปี ๒๕๑๘ จึงได้มีลูกศิษย์ลูกหาจากกรุงเทพฯ ได้มาจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นแรกเป็นล็อคเก็ตพลาสติก และในปีถัดมาก็ได้จัดสร้างเหรียญรุ่นแรกถวายท่าน และมีการสร้างวัตถุมงคลเรื่อยมา
    วัตถุมงคลของหลวงปู่ครูบาอินส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุมงคลที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งฆาราวาส และบรรพชิตจัดสร้างมาถวายท่าน ทางวัดฟ้าหลั่งและวัดทุ่งปุย จึงไม่ได้มีการจดบันทึกรุ่นและจำนวนการสร้างไว้ให้ชัดเจน ข้อมูลที่ทราบเกี่ยวกับวัตถุมงคลของหลวงปู่ จึงอาศัยจากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ผู้สร้างถวาย และจากการจดจำของพระเณรในวัด อีกทั้งวัตถุมงคลแม้จะมีมากมายหลายรุ่น แต่ละรุ่นก็มีจำนวนเพียงเล็กน้อย ตามกำลังศรัทธาของผู้ที่สร้างถวายเท่านั้น เมื่อสร้างเสร็จหลวงปู่ก็ได้เมตตาอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยวแล้วก็แจกจ่ายแก่ผู้ที่มากราบนมัสการ ส่วนหนึ่งแบ่งให้เช่าบูชาเพื่อร่วมทำบุญสร้างเสนาสนะของทางวัด และร่วมทำบุญกับหลวงปู่ครูบาอินตามที่จะมีผู้มาขอเมตตาให้ท่านอุปถัมภ์งานบุญต่างๆ อยู่เนืองๆ
    กล่าวถึงการแจกพระของหลวงปู่ ผู้ที่เข้าไปกราบนมัสการท่านจะได้รับแจกวัตถุมงคลจากท่านไม่ใช่เพียงแค่ ๑ หรือ ๒ องค์ แต่ท่านมักจะให้ “เป็นกำ” ด้วยเหตุนี้ วัตถุมงคลแต่ละรุ่นที่ท่านแจกจึงใช้เวลาไม่นานก็หมดไปจากวัด
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญครูบาอินวัดฟ้าหลั่ง อายุ๙๕ ปี ปี ๒๕๓๙
    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250826_185138.jpg IMG_20250826_185158.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756213719205.jpg FB_IMG_1756214793779.jpg

    นอกจากครูบาแก้ว ชยเสนโนวัดน้ำจำ อ.สันกำแพง แล้ว ยังมีอ.สารภีอีกรูปครับ ที่ครูบากฤษดา ท่านให้ความเคารพมากๆ นั้นคือ ครูบากองแก้ว ญาณวิชัยโยวัดต้นยางหลวง ครับ ครูบากฤษดาท่านว่า พระยุคเก่าอยู่ทันครูบาเจ้าศีลธรรมแต่เป็นรุ่นน้องรุ่นลูกในสายธรรมครูบาเจ้าเปิ้น ครูบากองแก้ว สมัยก่อนท่านชอบมาเข้ากรรมแถวห้วยยาบ ตามวัดร้างมาพร้อมกับเณรหรือไม่ก็เด็กวัด บ้างก็มารูปเดียวบ่ฉันเนื้อสัตว์ใดๆทานข้าวกับน้ำอ้อยสมัยก่อน แถวๆห้วยยาบห้วยไซเคี้ยวน้ำอ้อยขาย ครูบากองแก้วท่านเจนจบในอภิญญาหก ฉลาดในคัมภีร์มูลกัจจายนะ
    ข้อมูลประวัติ ครูบากองแก้ว วัดต้นยางหลวง เชียงใหม่
    ครูบากองแก้ว วัดต้นยางหลวง อำเภอสารภี เชียงใหม่ พระอริยะสงฆ์รูปสำคัญของเชียงใหม่ เป็นผู้ที่บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายให้ความเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง ท่านถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2440 ณ.บ้านร้อง ต.ป่าบง อ.สารภี เชียงใหม่ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน ของโยมบิดาชื่อมา โยมมารดาชื่อหล้า ครั้นพออายุได้ 14 ปี จึงเข้าบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดต้นยางหลวง ต่อมา พ.ศ.2459 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี เจ้ากาบแก้ว ณ.เชียงใหม่ เป็นโยมอุปัฏฐาก มีครูบาสิทธิ วัดศรีคำชมภู เป็นพระอุปัชฌาย์ พระคันธวงศ์ วัดศรีคำชมภูเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอินทรส วัดไชยสถานเป็นพระอนุสาวนาจารย์ และได้รับฉายาว่า ญาณวิชโย
    ครูบากองแก้วท่านเป็นผู้มีความรู้แตกฉาน ในสมัยนั้นหาที่เรียนนักธรรมตามแบบภาคกลางได้ยาก แต่ท่านก็ได้ร่ำเรียนจนสามารถสอบนักธรรมได้ ต่อมาก็ได้เป็นครูสอนนักธรรมแก่พระภิกษุสามเณรทั้งหลายจนมีพระภิกษุสามเณร สามารถสอบกนักธรรมได้หลายรูปท่านจึงเปิดโอกาสให้ภิกษุอื่นสอนแทน
    ประมาณปี พ.ศ.2474 ได้มีภิกษุชาวอินเดียนาม พระโลกนาท ได้เข้ามาในนครเชียงใหม่ ครูบากองแก้วได้เข้าศึกษาธรรม และแนวทางการเรียนทางวิปัสสนาธุระจากภิกษุชาวอินเดีย จนทราบซึ้งในพระธรรม จึงตั้งจิตฉันมังสวิรัติเพียงวันละมื้อ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
    ครูบากองแก้วท่านถือวัตรออกธุดงทุกปี ท่านจะะุดงค์ไปทั่วภาคเหนือ บางครั้งข้ามไปเวียงจันทร์ หลวงพระบาง และบางครั้งธุดงค์ไปถึงประเทศพม่า และครั้งหนึ่งในป่าครูบากองแก้วท่านก็ได้เคยพบกับพระอาจารย์มั่น ท่ามกลางป่ามาแล้ว
    ครั้งที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิไชย ได้ริเริ่มสร้างทางขึ้นสู่ดอยสุเทพ ครูบากองแก้วก็ได้ชักชวนศรัทธาชาวบ้านเข้าร่วมสร้างทางในครั้งนั้นจนถนน ประวัติศาสตร์ได้เสร็จสมบูรณ์ในที่สุด
    วัตถุมงคลของครูบากองแก้ว วัดต้นยางหลวง
    วัตถุมงคลของท่านนั้นมีมากมายหลายอย่าง อาทิ เสื้อยันต์ ชานเมี่ยงเสก ตะกรุดกาสะท้อน (นิยมมาก หายาก) พระเนื้อดินเผาสร้างปี พ.ศ.2517 พิมพ์ต่างๆ 4 พิมพ์ ได้แก่ พิมพ์รูปเหมือนสี่เหลียม พระพิมพ์รูปเหมือนสามเหลียมเล็ก พิมพ์นางกวัก พิมพ์พระสีวลี เหรียญรุ่นแรกปี 2517 (ยอดนิยม) และเหรียญจตุรพรรุ่นแรกพิมพ์นั่งพานปี 2520 (นิยม เสกไตรมาสพิธีใหญ่ มวลสารเยี่ยม) และเหรียญรุ่นต่างๆ อีกหลายรุ่นด้วยกัน
    วัดถุมงคลของครูบากองแก้วดีเลิศหลายด้าน เสื้อยันต์นั้นคงกระพัน ตะกรุดกาสะท้อนนั้นดีในการป้องกันสะท้อนสิ่งร้ายต่างๆ เหรียญและวัตถุมงคลอื่นๆดีทางแคล้วคลาด มีประสบการณ์มากมาย เป็นที่เสาะแสวงหาของคนทั้งหลาย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มารูปภาพอย่างสูงครับ

    เหรียญครูบากองแก้ว รุ่น เงินไหลมา ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250826_202327.jpg IMG_20250826_202359.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 สิงหาคม 2025
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756216076582.jpg FB_IMG_1756215886455.jpg

    พระครูสิริธัชสมาจารย์
    หลวงปู่บุญตา วิสุทฺธสีโล
    วัดคลองเกตุ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี
    เหรียญรุ่น “กันฟ้า-มหาลาภ” แบบของเหรียญนี้เป็นการสร้างล้อพิมพ์เหรียญรุ่นฉลองวิหาร พ.ศ.2524
    อันโด่งดังจากประสบการณ์ฟ้าผ่า กลางศีรษะรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ
    เดือนมีนาคม 2537 ของลูกศิษย์หลวงปู่ซึ่งเป็นชาว อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี มีอาชีพรับเหมาก็สร้าง ท่านใดที่เป็นศิษย์สายตรงของหลวงปู่คงจะทราบถึงเรื่องราวที่กล่าวนี้เป็นอย่างดี .....
    เหรียญรุ่น “กันฟ้า-มหาลาภ” นี้หลวงปู่บุญตา ท่านได้ปลุกเสกเดี่ยวในกุฏิที่ท่านจำวัดตลอดคืน
    ของ วันที่ 5 มิถุนายน 2537 และนำไปปลุกเสกรับอรุณในอุโบสถวัดคลองเกตุ วันที่ 6 มิถุนายน 2537
    อีกครั้งหนึ่ง
    หลวงพ่อบุญตา หรือ พระครูสิริธัชสมาจารย์ วัดคลองเกตุ อ.โคกสำโรง ลพบุรี ท่านเป็นชาวอุบลราชธานี เกิด เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2449 อุปสมบทเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2472 ที่วัดหนองม้า ต.หนองฮะ อ.ศรีขรภูมิ จ.สุรินทร์ โดยมีพระอธิการกลัด เจ้าอาวาสวัดสะเม็ด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์กา วัดสะเม็ด เป็นพระกรรมวาจารย์ พระอธิการเผือ วัดบ้านเครือ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านได้รับฉายาว่า "วิสุทธสีโล" แปลว่า "ผู้มีศีลอันบริสุทธิ์" เมื่อบวชแล้วได้ศึกษาทั้งปริยัติและปฏิบัติ ท่านได้ธุดงค์ฝากตัวเป็นศิษย์ ท่านเจ้าคุณอุบาลี(จันทร์) วัดบรมนิวาส หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ศึกษาด้านการปฏิบัติภาวนา ต่อมาท่านได้ไปกราบเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว หลวงพ่อทอง วัดเขากบ เป็นต้น ดังนั้นในเรื่องการปฏิบัติภาวนา วิทยาคมที่หลวงพ่อบุญตา ได้ศึกษามาก็มากพอตัว หลวงพ่อบุญตา เป็นยอดพระเกจิที่โด่งดังอย่างมากในช่วงหลังปี 2520 เพราะมีคนแขวนพระเครื่องของท่านแล้วมีประสบการณ์ เช่นโดนฟ้าผ่าอย่างจังไม่เป็นไร ลงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ส่วนด้าน แคล้วคลาดอุบัติเหตุก็มีคนเจอบ่อย เป็นต้น ถ้าท่านไม่เก่งจริงพวกทหาร ตำรวจ ที่ลพบุรี คงไม่ฝากตัวเป็นศิษย์กันมากมาย หลวงพ่อบุญตา เป็นพระปฏิบัติดีและมีวิชาแก่กล้ารูปหนึ่ง ก่อนที่หลวงพ่อมาจำพรรษาที่วัดคลองเกตุ ท่านเคยอยู่ที่วัดสิงห์คูยาง ได้เคยสร้างเหรียญรุ่นแรก ออกปี 2512 จำนวนน้อยมากๆ เหรียญที่สร้างชื่อให้หลวงพ่อบุญตา เป็นที่รู้จักมากขึ้นคือเหรียญรุ่นฟ้าผ่า เป็นเหรียญนั่งเต็มองค์ สร้างปี 2517 เหรียญรุ่นปลอดภัยแบบครึ่งองค์ มีดหมอแบบปากกาของหลวงพ่อบุญตา ก็ได้รับความนิยมหายากส์ เช่นกัน เพราะท่านสร้างตามตำราสายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ ปัจจุบันพระเครื่องของหลวงพ่อบุญตา วัดคลองเกตุ เป็นที่นิยมสะสมมากโดยเฉพาะในสายทหารทางลพบุรี เค้าว่ามีผู้บูชาแล้วมีประสบการณ์ดี มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งเคยเล่าปะสบการณ์พระของหลวงพ่อบุญตา ให้ทางร้านเราฟัง เค้าบอกว่าพระของท่านเด่นด้านคุ้มครองป้องกันภัย เมตตาค้าขายก็ดีครับ พระเครื่องของหลวงพ่อบุญตา นับวันหายากเรื่อยๆเมื่อก่อนยังเจอบ่อยๆโดยเฉพาะเหรียญฟ้าผ่า แต่เดี่ยวนี้ไม่ค่อยเจอเลยครับ
    สมเด็จปรกโพธิ์เสก ๒๓ พรรษาและรูปหล่อมหาอุตย์เสาร์๕ หลวงปู่บุญตา
    กสิณไฟเหนือฟ้า
    พระครูสิริธัชสมาจารย์(หลวงปู่บุญตา วิสุทธสีโล) วัดคลองเกตุ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี
    มีนามเดิมว่า บุญตา นามสกุล พาซื่อ โยมบิดาชื่อ นายอุด โยมมารดาชื่อ นางทุม พาซื่อ
    เกิดที่บ้านโนนสะคาม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2449
    ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4 ท่าน คือ
    1. นายอ้วน พาซื่อ
    2. นายรุณ พาซื่อ
    3. นางลา พาซื่อ
    4. หลวงปู่บุญตา วิสุทธสีโล
    เมื่ออายุได้ 3 ขวบ บิดาย้ายถิ่นฐานไปอยู่บ้านพระเสาร์ อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร
    ชีวิตในวัยเยาว์อายุ 12 ปี ได้ศึกษาภาษาไทย ณ วัดพระเสาร์ จนถึงชั้น ป. 3 จึงออกมาช่วยบิดามารดาทำนา
    จนกระทั่งอายุ 16 ปี บิดามารดาพาย้ายถิ่นฐานไปอยู่บ้านจาน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์
    และได้ย้ายไปอยู่บ้านหนองมะนาว ต.ขอนแก่น อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์
    จนอายุได้ 23 ปี มารดาก็เสียชีวิต ท่านจึงได้บวชหน้าไฟเพื่อทดแทนคุณมารดา
    ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2472 ที่วัดหนองม้า ต.หนองฮะ อ.ศรีขรภูมิ จ.สุรินทร์
    โดยมีพระอธิการกลัด เจ้าอาวาสวัดสะเม็ด เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระอาจารย์กา วัดสะเม็ด เป็นพระกรรมวาจา
    พระอธิการเผือ วัดบ้านเครือ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    ท่านได้รับฉายาว่า "วิสุทธสีโล" แปลว่า "ผู้มีศีลอันบริสุทธิ์"
    เมื่อบวชแล้วได้จำพรรษาอยู่กับพระอาจารย์กลัด พระอุปัชฌาย์ในวัดสะเม็ด
    ได้เริ่มเรียนการปฏิบัติกัมมัฏฐานอย่างจริงจังกับผู้เป็นอุปัชฌาย์
    พร้อมกับเรียนพระปริยัติธรรมควบคู่ไปด้วยและก็สอบได้นักธรรมชั้นตรีในพรรษาแรก
    เมื่อจิตใจพึงพอใจอยู่กับความสงบประกอบกับหลวงปู่ท่านได้สมาธิแล้ว
    ก็ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายที่จะต้องอยู่กับสิ่งแวดล้อมแห่งผู้คน
    จึงขออนุญาตพระอาจารย์กลัดแสวงหาครูบาอาจารย์สอนวิชา
    โดยไปจำพรรษาที่วัดกลาง จังหวัดบุรีรัมย์
    เพราะทราบว่ามีครูบาอาจารย์ดีในวัดหลายองค์
    ท่านจึงได้ศึกษาวิชาต่างๆ หลายแขนงทั้งทางด้านปฏิบัติธรรม ด้านคาถาอาคม
    ไสยศาสตร์ แต่เนื่องจากวิชาอาคมต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นภาษาขอมท่านจึงคิดที่หาที่เรียนภาษาขอม
    จึงเดินทางไปยังวัดเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
    เรียนภาษาบาลีและอักขระขอม ใช้เวลาเรียนอยู่ 4 ปีเต็มจนแตกฉานในภาษาบาลีและอักขระขอม
    จบแล้วจึงไปจำพรรษาที่วัดพระเสาร์เป็นเวลา 3 พรรษา
    และท่านก็ปรารถนาจะกราบนมัสการพระธาตุพนม ซึ่งไม่เคยไปมาก่อน
    ท่านจึงออกเดินทางธุดงค์ไปยังวัดพระธาตุพนม ค่ำไหนก็ปักกลดที่นั่น
    ทำการสำรวจจิตใจด้วยตนเอง ทบทวนด้วยเรื่องของสังขารอยู่ในป่าทึบ
    จนกระทั่งถึงวัดพระธาตุพนม และอยู่ที่วัดพระธาตุพนม 7 วัน
    จากนั้นออกธุดงค์ต่อไปทางจังหวัดเชียงใหม่ไปพักอยู่วัดอุโมงค์
    เป็นวัดที่พระชาวศรีลังกามาสอนธรรมะ
    ท่านอยู่ที่นั่น 15 วัน ก็ธุดงค์ต่อไปทั่วภาคเหนือและภาคอิสาน
    ปี พ.ศ. 2474 หลวงปู่เดินธุดงค์อยู่เชียงใหม่
    ท่านทราบว่าเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) แสดงธรรมอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง
    ท่านดีใจมากที่จะได้พบพระสุปฏิปันโน
    และท่านก็ได้รับความเมตตาชี้แนะแนวทางธรรม
    หลังจากนั้นท่านจึงธุดงค์ไปวัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
    ไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อเสาร์ กันตสีโล
    ซึ่งหลวงพ่อเสาร์ ท่านเชี่ยวชาญเรื่องปัฏฐวีกสิณ เตโชกสิณ อาโปกสิณ และวาโยกสิณ
    หลวงพ่อเสาร์ท่านได้เมตตาสอนปัฏฐวีกสิณให้
    โดยนำดินมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดเท่าหม้อใหญ่และขนาดขันน้ำ โดยมองให้เห็นอยู่อย่างนั้น
    แล้วลืมตามาเพ่งใหม่คือ การเพ่งดินเป็นอารมณ์ และในการฝึกนั้นจะมีพระมหาปิ่น ปญฺญาธโร
    และพระอาจารย์สิงห์ ขันตคยาโม เป็นผู้เข้มงวดในการฝึก
    จนกระทั่งหลวงปู่บุญตา เข้าถึงปฐวีกสิณอย่างรวดเร็วกว่าศิษย์ท่านอื่นๆ
    จากนั้นท่านจึงกราบลาหลวงพ่อเสาร์ และพระมหาปิ่น ธุดงค์มาทางจังหวัดลพบุรี
    และมาพักอยู่วัดพรหมมาสตร์ มาอยู่กับหลวงพ่อพุทธวรญาณได้ศึกษาธรรมะอยู่ 1 พรรษา
    จากนั้นจึงเดินทางเข้าไปกรุงเทพฯ ไปอยู่วัดมหาธาตุ
    พร้อมกับปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานกับพระเทพสิทธิมุนี ภาวนายุบหนอ พองหนอ
    เพ่งสติให้เป็นมหาสติปัฏฐาน ปฏิบัติได้ 2 เดือนเศษก็มีความชำนาญและช่ำชองอย่างรวดเร็ว
    ออกจากวัดมหาธาตุ ย้อนกลับไปยังจังหวัดนครสวรรค์
    ได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม พุทธสโร แห่งวัดหนองโพ ได้ศึกษาวิชากับหลวงพ่อเดิมหลายอย่าง
    เช่น การสร้างมีดหมอเทพศาสตราตามตำรับเดิมแท้ ฯลฯ
    และท่านได้ไปเรียนวิชากับหลวงพ่อทองวัดเขากบ ซึ่งท่านมีชื่อเสียงในการเล่นแร่แปรธาตุ
    จากนั้นได้เข้าศึกษาพระธรรมที่วัดศรีษะเมือง หรือวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีชื่อเสียงทางปริยัติธรรม
    หลวงปู่บุญตาจึงได้ศึกษาจนสำเร็จนักธรรมชั้นโทและนักธรรมชั้นเอก
    ท่านอยู่ที่ในนครสวรรค์ 4 พรรษา จากนั้นก็กลับมาลพบุรี มาจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองบัว ต.คลองเกตุ
    อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส ในปี 2483
    ท่านอยู่ที่วัดหนองบัว 3 พรรษา จากนั้นจึงกลับไปเยี่ยมภูมิลำเนาเกิด โดยไปจำพรรษาที่วัดพระเสาร์
    เป็นเวลา 3 พรรษา จากนั้นก็กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองบัวอีกครั้งหนึ่ง
    ในการอยู่วัดหนองบัวท่านก็ได้โน้มน้าวจิตใจของญาติโยมเข้าวัดปฏิบัติธรรม
    ควบคู่ไปกลับการสอนปริยัติธรรมให้กับพระภิกษุสามเณร
    รวมทั้งเป็นที่พึ่งของญาติโยมในภาวะเจ็บไข้ท่านก็ใช้พลังอำนาจทางจิตทำการรักษา
    รวมทั้งผู้ที่ถูกคุณไสยมนต์ดำ หลวงปู่สยบมาแล้วทั้งนั้น
    ชื่อเสียงด้านการสอนธรรมะและปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ ทำให้ผู้ใหญ่ระดับสูงในอำเภอโคกสำโรง
    อาราธนานิมนต์ไปยังอารามแห่งใหม่
    ท่านอยู่วัดหนองบัวครั้งหลัง 3 พรรษา ปี 2492 ก็ได้รับคำสั่งให้ไปปกครองวัดสิงห์คูยาง
    ซึ่งอยู่ใจกลางชุมชนตลาดอำเภอโคกสำโรง ท่านพัฒนาวัดสิงห์คูยาง จนก้าวหน้า
    และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพระครูสังฆรักษ์บุญตา พระฐานานุกรมของพระกิตติญาณมุนี
    (พระพุทธวรญาณ) เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี รวมระยะเวลาปกครองวัดสิงห์คูยาง 23 พรรษา
    ขณะที่ท่านพำนักอยู่วัดสิงห์คูยางนั้นท่านเดินทางสู่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
    เพื่อขอรับการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางของพระธรรมธีราชมุนี (โชดกญาณสิทธิ ป.ธ.9)
    ในรุ่นที่ 3 และได้รับการยกย่องจากพระเดชพระคุณ พระพิมลปัญญาว่า เป็นพระวิปัสสนาจารย์ชั้นเยี่ยม
    เพราะเข้าสมาธิได้เป็นที่ 1 สามารถทำให้ร่างกายไม่ไหวติงนานนับ ถึง 1 วัน 1 คืน
    ถึงขั้นมีผู้ทดสอบยกร่างของท่านจากที่เดิมไปที่แห่งใหม่ โดยที่ท่านั่งของท่านยังคงเดิมไม่ไหวติง
    เพราะหลวงปู่ท่านเข้าถึงสภาวะจิตขั้นสูงแล้ว
    วัดคลองเกตุ ต.คลองเกตุ อ.โคกสำโรง ถึงยุคเสื่อมโทรมร้างเจ้าอาวาส
    ชาวบ้านตำบลคลองเกตุได้พร้อมใจกันไปขอร้องท่านผู้ใหญ่ในอำเภอ
    ขออาราธนานิมนต์ไปปกครองวัดคลองเกตุไปเป็นหลักของชาวบ้านคลองเกตุ
    เพราะความศรัทธาที่มีต่อท่านตั้งแต่ครั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองบัว ซึ่งอยู่ในตำบลเดียวกัน
    คณะสงฆ์ผู้ใหญ่ได้สอบถามหลวงปู่ หลวงปู่ก็ตอบตกลงเพราะว่าวัดสิงห์คูยางเจริญแล้ว
    และอยู่กลางอำเภอ และเห็นว่าวัดคลองเกตุเงียบสงบ
    เหมาะแก่การเจริญภาวนา ปฏิบัติธรรม ท่านจึงตอบตกลงทันที
    วันที่ 25 มกราคม 2514 ขบวนชาวบ้านคลองเกตุ ได้จัดขบวนไปรับหลวงปู่ถึงวัดสิงห์คูยาง
    เพื่อไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดคลองเกตุ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
    หลวงปู่ท่านก็ได้ไปบริหารจัดการและพัฒนาจนเจริญก้าวหน้าจนเป็นวัดคลองเกตุในปัจจุบัน
    หลวงปู่บุญตาท่านมีความช่ำชองในการเพ่งกสิณไฟเป็นพิเศษ
    ถึงขนาดที่กำหนดจิตเสกพระให้แก่ผู้ศรัทธาเพียงชั่วอึดใจ
    พระที่ท่านเสกให้ถึงกับร้อนจัดขึ้นทันที
    และที่น่าอัศจรรย์คือมีผู้ห้อยพระของท่านถูกฟ้าผ่า แต่รอดตายได้อย่างปาฏิหารย์
    วัตถุมงคลของท่านทุกรุ่น ประสบการณ์เพียบ....เรื่องแคล้วคลาด ปลอดภัย โชคลาภ
    มีพูดคุยปากต่อปากของลูกศิษย์ของท่านไม่ขาดปากตลอดจนถึงปัจจุบันนี้
    และวัตถุมงคลของท่านไม่มีวางให้เห็นตามแผงพระทั่วไป เพราะลูกศิษย์เห็นจะเก็บไว้หมด
    นานๆ ทีจึงจะเห็นวัตถุมงคลของท่านออกมาให้เห็นตามตลาดพระบ้าง
    กสิณไฟเหนือฟ้า วาจาสิทธิ์
    ลูกศิษย์ของหลวงพ่อบุญตา ทั้งใกล้และไกลได้ประจักษ์ถึงคุณวิเศษของท่านคือ วาจาสิทธิ์
    ถ้อยคำที่ท่านพูดออกไปนั้นมักเป็นความจริงเสมอ จนได้รับการยกย่องว่า หลวงปู่บุญตาวาจาสิทธิ์
    หลวงปู่ท่านเป็นพระกัมมัฏฐานที่มีจิตใจสะอาดมองโลกในงแง่ดีเสมอ
    กายวาจาและจิตใจของท่านบริสุทธิ์จริงไม่มีการพลั้งเผลอขาดสติ
    จิตใจแน่วแน่อยู่ในพุทธคุณ วาจาที่กล่าวออกมาจึงบังเกิดความศักดิ์สิทธิ์
    เป็นที่รู้กันไม่ว่าหลวงปู่จะพูดอะไรก็เป็นไปอย่างนั้น จะทักใครให้อยู่ดีมีความสุข
    คนนั้นก็จะเป็นไปตามที่หลวงปู่พูด คนเกเรข่มเหงไม่ว่าผู้เฒ่าผู้เฒ่าผู้แก่ระรานเขาไปทั่ว
    เมื่อหลวงปู่ทราบก็จะสั่งสอนให้กลับเนื้อกลับตัวเสียใหม่
    ให้ปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีงามก่อนจะสาย หากคนนั้นรับปากแล้วไม่กระทำตามหรือดูหมิ่น
    ในคำสอนของหลวงปู่ก็จะต้องได้รับความวิบัติจนถึงหายนะไปในที่สุดดังที่ประจักษ์กันมาแล้ว
    คำพูดของท่านที่ลูกศิษย์ได้ยินเสมอคือ ช่างเขาเถอะ
    หลวงปู่ท่านเป็นผู้ที่ให้เสมอ ผู้ใดขออะไร ท่านก็มีแต่ให้ ท่านมักพูดน้อย
    วาจาไพเราะ ผิวพรรณผ่องใสงดงาม ผู้ที่เข้ามากราบท่าน พบท่านแล้วจะเกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง
    สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของท่านก็คือ การเพิ่มพลังกำลังใจให้แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก
    หรือที่ภาษาของชาวบ้านเรียกว่า ต่ออายุหรือต่อชะตา
    ชาวบ้านใกล้ไกลจะมาให้ท่านสงเคราะห์อยู่อย่างสม่ำเสมอ คนป่วยที่ว่าไม่น่ารอด
    ไปหาหมอไหนๆ ก็ส่ายหน้า แต่ถ้ามากราบนิมนต์ให้ท่านทำหรือแนะนำให้ไปปฏิบัติ
    ก็จะหายจากอาการที่เป็นอยู่ และจะดีขึ้นในวันต่อมา เป็นความมหัศจรรย์จริงๆ
    หลวงปู่ท่านจะอบรมสั่งสอนให้ศิษย์เป็นคนดีหนีทุกข์ยากได้สำเร็จ
    ดั่งคำพูดของท่านว่า "อาตมาเป็นพระภิกษุสงฆ์ บวชแล้วได้อาศัยอาหารของชาวบ้าน
    เลี้ยงตัวตนจึงนับด้วยพระคุณ ดุจทองคำอันมีค่า
    แต่ยังด้อยกว่าข้าวเพียงหนึ่งคำที่ฉันผ่านลำคอ
    ดังนั้น แม้เวลาใดขณะใดญาติโยมมาหา อาตมาก็ต้องต้อนรับขับสู้ด้วยจิตที่มีเมตตายินดี"
    หลวงปู่ท่านได้เมตตาอบรมความคิดคติธรรมคำพรประสิทธิ์แด่ลูกศิษย์ ดังนี้
    1. ให้ทำความสงบทางจิตใจ
    2. ให้ขยันหมั่นเพียร
    3. อย่าเกียจคร้านให้สร้างเนื้อสร้างตัวโดยเร็ว
    4. ให้ทำตัวเป็นคนดี จะได้หลุดพ้นความยากจนและความทุกข์
    5. มีให้เกินใช้ มีมากใช้น้อย
    6. ได้ให้เกินเสีย คือทำงานมีเงินควรเก็บไว้แต่เวลาใช้ก็อย่าใช้มากให้ประหยัด
    7. คบเพื่อนที่ดี เพื่อนที่แนะนำไปในทางที่ดี
    8. สวดมนต์ภาวนา สร้างกุศลเพื่อหลุดพ้นภพชาติ
    ขอให้ญาติโยมทุกคนหมั่นเจริญภาวนาหาเหตุผลแยกแยะความดีความชั่ว
    ดูให้ออกมองให้เห็นและหมั่นทำความดีรักษาศีล เจริญธรรม
    ชีวิตที่อับเฉาของญาติโยมก็จะดีขึ้นมีความสุขขึ้น
    เพราะพระธรรมย่อมนำความสุขสงบความร่มเย็นมาให้
    สมัยก่อนมีลูกศิษย์ได้ถามหลวงปู่บุญตาว่า ทำไมฟ้าจึงผ่าคนแล้วไม่ตายครับ
    หลวงปู่ตอบว่า ฟ้าคงจะทดลองบุญบารมีเขากระมัง
    ลูกศิษย์ท่านนั้นก็ถามว่า ทดลองบารมีใครหรือครับ
    หลวงปู่ตอบกลับไปว่า ลองสวดมนต์บ่อยๆ นั่งกัมมัฏฐานเรื่อยๆ นะ เดี๋ยวก็จะรู้เอง
    ลูกศิษย์คนนั้นก็ได้แต่รับปากว่า...ครับ...หลวงปู่...

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท
    (ปิดรายการ)

    IMG_20250826_202212.jpg IMG_20250826_202240.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 สิงหาคม 2025
  10. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    112
    ค่าพลัง:
    +90
    จองบูชาครับ
     
  11. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    112
    ค่าพลัง:
    +90
    จองบูชาครับ
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756220915794.jpg 1756221105800.jpg

    สมเด็จปรกโพธิ์ใหญ่ ผู้รู้เล่าว่าหลวงปู่ถมเจอรูปพิมพ์นี้จากหนังสือ ท่านชอบจึงเรียกช่างทำพระมาสร้างตามแบบที่ท่านต้องการ โดยมีมวลสารผงวัดสุทัศน์ยาวประมาณ 1 นิ้วมือเป็นมวลสารหลัก ท่านปลุกเสกเดี่ยว
    พระผงสมเด็จปรกโพธิ์ หลวงปู่ถม วัดเชิงท่า อายุครบรอบ 94 ความเป็นมาของสมเด็จพิมพ์นี้ หลวงปู่ถม มีความคิดจะสร้างพระผง จึงให้พี่แผน วัดพรหมมาศหาพิมพ์มาให้ดูหลายพิมพ์ หลวงปู่ถูกใจสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ของหลวงพ่อกวย จึงเลือกพิมพ์นี้ให้สร้าง่ พระรุ่นนี้ออกให้เช่าครั้งแรกเมื่อปี 50 อายุ 94 หลวงปู่ถมมรณภาพ 15 มีนาคมปี 52 อายุ 96 แต่ว่าจำหน่ายยังไม่หมด เมื่อครบรอบวันมรณภาพทางวัดจึงได้ทำกล่องใส่พระขึ้นมาใหม่แล้วเขียนว่า ที่ระลึกครบรอบ 1 ปีหลวงปู่ถม 15 มีนาคม 53 ท่านสมาชิกบางท่านไม่ทราบความเป็นมาเห็นหน้ากล่องปี53 จึงคิดว่าไม่ทัน จึงยืนยันว่าสมเด็จปรกโพธิ์รุ่นนี้ทันแน่นอนครับ
    ประวัติ พระครูโสภณธรรมรัต หลวงปู่ถม ธัมมทีโป
    แม้ท่านจะมิใช่พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ก็เป็นที่ล่วงรู้ในหมู่ชาวเมืองละโว้ว่า พระรูปนี้ไม่ธรรมดา ไม่ต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์เพราะมีดีในตัวเอง แถมมีวัตถุมงคลขลังมากด้วยประสบการณ์
    ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2455 หลวงปู่ถมได้ถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวของกำนันลอย และนางเนย แห่งตระกูลสงวนวงษ์ ซึ่งเป็นชาวบ้านโพธิ์ผีไห้ (ปัจจุบันเป็นต.โพธิ์เก้าต้น) อ.เมือง จ.ลพบุรี
    ในวัยเด็กได้อาศัยหัดเรียนเขียนอ่านกับผู้เป็นบิดา จนถึงปีพ.ศ.2462 ได้ไปพักอาศัยกับสามเณรแถม ที่วัดเชิงท่า ซึ่งขณะนั้นพระครูโวทานสมณคุต (หลวงพ่อรุ่ง พรหมสโร) เจ้าอาวาส ท่านได้เปิดโรงเรียนทำการสอนลูกหลานของชาวบ้านท่าหิน
    ในช่วงนั้นจึงมีโอกาสเรียนหนังสือแบบเรียนเร็ว มูลบทบรรพกิจ รวมทั้งหัดอ่านเขียนหนังสือขอมด้วย และได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประจำจังหวัด ตั้งอยู่ที่ตึกวิชาเยนทร์
    ปีพ.ศ.2465 พระครูธรรมรักขิต ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาได้บวชเรียนอยู่ที่วัดสุทัศน์ กทม. ได้รับตัวไปพักอาศัยด้วย เพื่อหวังให้หลานชายได้มีความรู้ภูมิปัญญาเท่าเทียมกับเด็กในกรุง
    การศึกษาในคราวนั้น สำเร็จชั้นประถมศึกษาและวิชาพิเศษที่ได้รับมาก็คือ วิชาช่างไม้
    ช่วงที่พำนักในวัดสุทัศน์นั้น ได้มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระสังราช(แพ) และพระมหาสนธิ์ (พระศรีสัจจญาณมุนี) โดยได้รับความเมตตาเอ็นดูจากท่านทั้งสองอย่างมาก
    หลังจบการศึกษาที่วัดสุทัศน์ก็กลับมาช่วยครอบครัวทำนา แต่หากมีเวลาเมื่อใด ก็จะเดินทางกลับมากราบสมเด็จพระสังราช(แพ) และพระมหาสนธิ์ (พระศรีสัจจญาณมุนี) อยู่เสมอๆ
    กระทั่งอายุ 20 ปี จึงเข้าอุปสมบทที่วัดโคกหม้อ โดยมีพระครูโวทานสมณคุต (หลวงพ่อรุ่ง) เจ้าอาวาสวัดเชิงท่า-วัดกวิศราราม เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการบุญ วัดโคกหม้อ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เฉย วัดเชิงท่า เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    ความตั้งใจของท่านครั้งนั้น จะบวชเพื่อเอาดีทางด้านพระปริยัติและนักธรรม แต่การณ์กลับเป็นว่า ท่านต้องช่วยเหลือหลวงพ่อบุญในการซ่อมบำรุงเสนาสนะของวัดโคกหม้อ โดยอาศัยวิชาช่างไม้ที่ได้มาจากวัดสุทัศน์
    ต่อมาได้มีโอกาสพบกับหลวงพ่อรุ่งพระอุปัชฌาย์ จึงขออนุญาตหลวงพ่อบุญมาจำพรรษาที่วัดเชิงท่าเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยในปีพ.ศ.2497 และสามารถสอบนักธรรมเอกได้ในปีพ.ศ.2481 หลังจากหลวงพ่อรุ่งมรณภาพได้ประมาณหนึ่งปี
    ภายหลังหลวงปู่ถมก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสสืบแทน แต่ท่านปฏิเสธไม่ขอรับตำแหน่ง โดยเอาใบตราตั้งไปคืนเจ้าคณะจังหวัด โดยยกเหตุผลว่าท่านนั้นมีคุณวุฒิและวัยวุฒิยังน้อยอยู่
    จนถึงสมัยของพระพุทธวรญาณ (ทองย้อย) ท่านได้ขอร้องแกมบังคับให้รับตำแหน่ง ดังนั้น ในปีพ.ศ.2504 เป็นปีที่ท่านไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงปกครองดูแลวัดเชิงท่านตั้งแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้
    ด้วยฝีมือในเชิงช่าง และความเป็นพระนักพัฒนาผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม เมื่อได้เป็นผู้นำแล้ว ท่านก็มุ่งมั่นสร้างสรรค์ความเจริญให้วัดเชิงท่า รวมทั้งสร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
    การสร้างพิพิธภัณฑ์หอโสภณศิลป์ สำหรับใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ภูมิปัญญาของชาวบ้าน เพื่อไว้ให้ลูกหลานชาวเมืองลพบุรีและผู้ที่สนใจได้มีโอกาสเรียนรู้
    อาคารพิพิธภัณฑ์ซึ่งท่านเป็นแกนนำรวมกับคณะสงฆ์และฆราวาสที่มีจิตศรัทธา มีจุดมุ่งมั่นในทางเดียวกัน ทำให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นมาเริ่มต้นเมื่อปีพ.ศ.2540 สำเร็จลงด้วยงบประมาณเกือบ 10 ล้านบาท
    สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเป็นองค์ประธานในการเปิดอาคารเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2545
    ทั้งนี้ ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าชม โดยไม่เก็บค่าเข้าชม
    ในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลหลายรุ่นย่อมจะขาดท่านไปไม่ได้ เพราะต่างเชื่อในความขลังอันเกิดจากพลังจิตของท่าน

    เท่าที่ได้รับการกล่าวขานก็คือ น้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ได้รับมักจะประสบกับความโชคดีมีลาภอย่างไม่คาดคิดมาก่อน
    ศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่ได้รับความเชื่อถือคือ การเจิมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ได้รับการเล่าสืบต่อๆกันมาว่า เมื่อครั้งที่หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู ลพบุรี ยังมีชีวิตอยู่ มีผู้ไปขอให้ท่านเจิมรถยนต์ให้
    หลวงพ่อพริ้งได้กล่าวต่อเจ้าของรถว่าตำราของฉันมันชอบลองของนะ
    ปรากฏว่าเป็นตามที่ท่านลั่นวาจาไว้ทุกครั้ง
    เมื่อเสร็จพิธีเจิมรถ เจ้าของนำรถออกนอกวัด มักจะพบประสบการณ์ตามที่หลวงพ่อพริ้งบอกไว้เป็นประจำ
    ภายหลังท่านได้บอกต่อผู้ที่จะนำรถไปให้ท่านเจิมว่าหากไม่ต้องการเจออุบัติเหตุประเภทปลอดภัยโดยตลอด ไปหาพระอาจารย์ถม วัดเชิงท่า ให้ท่านเจิมให้ ฉันรับรอง
    คำพูดของหลวงพ่อพริ้งเหมือนเป็นเครื่องการันตีในสรรพคุณ เพราะนับแต่นั้นเป็นต้นมา ได้ผู้นำรถมาให้ท่านเจิมมากขึ้นๆ
    ในส่วนของวัตถุมงคลนั้น ที่โด่งดังมีประสบการณ์ให้กล่าวขานถึงความขลังศักดิ์สิทธิ์ก็คือ เหรียญพระสมเด็จเกศทะลุซุ้ม ปี15,พระกริ่งธรรมรัตน์ พระสมเด็จเนื้อผง ,พระนาคปรก,พระย้อนยุคพระเครื่องเมืองลพบุรี,พระปิดตามหาลาภ พระร่วงโสภณญาณรังษี ประสบการณ์ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางด้านแคล้วคลาด ปกป้องคุ้มครอง เมตตามหานิยมเป็นเอก
    *********************
    ในส่วนของพุทธาคมนั้นเป็นที่แน่นอนว่าหลวงปู่ถมได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อรุ่ง ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์อย่างแน่นอนเพราะได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิด
    หลวงพ่อรุ่งนับเป็นเกจิอาจารย์เมืองละโว้ที่มีชื่อเสียงมากองค์หนึ่ง เก่งทางด้านการศึกษาและทำตะกรุด มีบารมีทางกระแสจิตแก่กล้ามาก
    ตะกรุดของท่านจะแจกเฉพาะผู้ใกล้ชิดเท่านั้น กล่าวกันว่าเวลาปลุกเสกตะกรุดจะร้อนและแดงเป็นไฟเลยทีเดียว
    นอกจากนี้ การได้เข้า-ออกวัดสุทัศน์เป็นประจำตั้งแต่สมัยเด็กจนกระทั่งบวชเรียน จึงทำให้ท่านได้วิชาจากสมเด็จพระสังฆราช(แพ) และเจ้าคุณศรีฯ(สนธิ์) มามิใช่น้อย
    ด้วยเหตุนี้ จึงปรากฏคุณวิเศษความเข้มขลังในวัตถุมงคลพระกริ่งที่ท่านได้สืบสานตำรับตำราการสร้างจากผู้เป็นพระอาจารย์ทั้งสอง
    ทั้งนี้นับว่าท่านเป็นศิษย์สายตรงวัดสุทัศน์เพียงหนึ่งเดียวในจังหวัดลพบุรี
    เกจิอาจารย์ดังของลพบุรีอีกองค์ที่ท่านได้รับถ่ายทอดวิทยาคมมาก็คือ หลวงปู่จัน วัดนางหนู เกจิยุคสงครามอินโดจีนที่เชื่อได้ในความคงกระพัน
    รวมทั้งได้รับการจารตะกรุดตามตำรับหลวงปู่ศุข เกสโร วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาทอีกด้วย
    นี่ย่อมแสดงถึงความเป็นศิษย์มีครูที่น่าสนใจยิ่ง!!!
    แม้จะเป็นศิษย์อาจารย์ดังในอดีตหลายต่อหลายท่าน แต่หลวงปู่ถมไม่เคยโอ้อวดให้ใครได้ยินสักครั้ง และไม่นิยมการโฆษณาชวนเชื่อแต่อย่างใดโดยให้เหตุและผลว่า
    จริงอยู่นิ่งๆก็ดัง ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
    แต่ไม่ว่าท่านจะดังหรือไม่ นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ
    เพราะทุกวันนี้หลวงปู่โถมท่านคงมุ่งเน้นทางด้านปฏิบัติและบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ต่อญาติโยมในทุกสภาวะโดยไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน
    วัตรปฏิบัติของท่านงดงาม เปี่ยมด้วยความจริงใจ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จปรกโพธิ์ ๙ ใบหลวงปู่ถม วัดเชิงท่า ลพบุรี

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250826_221838.jpg IMG_20250826_221907.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756228442281.jpg FB_IMG_1756227871948.jpg

    ลป.ศรีท่านเป็นพระมีเมตตาสูงและได้พรพิเศษมาจากหลวงพ่อองค์ดำจากประเทศอินเดียทำให้ท่านหายจากอาการป่วยอย่างน่าอัศจรรย์ ท่านจึงสร้างองค์จำลองไว้ที่วัดใครได้ไปกราบก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าท่าศักดิ์สิทธิ์จริง ๆประวัติหลวงปู่ศรีท่านน่าทึ่งมาก พระที่ท่านปลุกเสกก็เช่นกัน ใครยังไม่มีก็น่าจะหาไว้อาราธนาสักองค์
    พระครูสิริภัทรกิจ หรือ "หลวงปู่ศรี ปริสุทโธ" วัดหน้าพระลานต.หน้าพระลาน อ.เฉลิม พระเกียรติจ.สระบุรี
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีบารมีธรรมแห่งความเมตตาสูง เป็นที่นับถือศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั่วไปท่านดังเงียบๆ ในท้องถิ่น แต่งานไหนงานนั้นถ้าต้องการให้วัตถุมงคลเข้มขลังต้องนิมนต์หลวงปู่ศรีรูปนี้ ไปร่วมปลุกเสกว่ากันว่าพลังจิตท่านสามารถติดต่อด้วยญาณกับหลวงพ่อองค์ดำที่นาลันทาได้"หลวงปู่ศรี" สร้างโบสถ์ไว้เป็นสิบๆ หลัง แล้วตอนนี้กำลังสร้างหลังที่ 13ไม่มีบารมีทำไม่ได้ปัจจุบันอายุ 81 ปีจากประวัติระบุว่าท่านเกิดที่เมืองลพบุรี บวชที่เมืองลพบุรี ศึกษาสายตักกศิลาวัดเขาวงกต สายหลวงพ่อเภา ซึ่งมีหลวงพ่อสุต วัดปฐมพานิชเป็นพี่เลี้ยง ตอนอยู่ลพบุรีไปเรียนวิชาสายหลวงพ่อก๋ง วัดเขาสมอคอน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่ศรี วัดหน้าพระลาน พิมพ์พระพุทธรูป ปี๒๕๑๓

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250827_000648.jpg IMG_20250827_000715.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756228752632.jpg 1756229223851.jpg

    พระพุทธโคดม พิมพ์ซุ้มประตู เนื้อดินเผา
    หลวงพ่อขอมวัดไผ่โรงวัวหลวงพ่อกวยวัดโฆษิตาราม
    ร่วมปลุกเสกอธิษฐานจิต
    ข้อมูลประวัติ หลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว จ.สุพรรณบุรี

    ไกลออกไปจากเมืองหลวง เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว บริเวณทุ่งแถบนั้นเต็มไปด้วยต้นข้าวที่กำลังออกรวงเหลืองอร่าม ข้าวแต่ละรวงเบ่งบานและอวบโต จนลำต้นไม่อาจทานน้ำหนักของเมล็ดข้าวได้ ต้องโน้มตัวทอดลงสู่พื้นดิน บริเวณนั้นมีชื่อเรียกว่า "บ้านไผ่เดาะ" อยู่ในตำบลบางตะเคียน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดนี้เองนับแล้วคืออู่ข้าวอู่น้ำ ของเมืองไทยก็คงไม่ผิด
    บ้านไผ่เดาะ เป็นชุมชนที่หนาแน่นพอสมควร อาชีพหลักของผู้คนที่นั่นคือการทำนา อันเป็นอาชีพดั้งเดิมที่บรรพบุรุษมอบให้ไว้ เนื่องจากเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ ทำนาได้ผลมากมาย ความสงบสุขจึงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป
    ณ ที่นี่แหละ คือถิ่นกำเนิดของเด็กคนหนึ่ง ที่มีชื่อว่า "เป้า" เด็กชายเป้าผู้นี้เมื่อเติบใหญ่ได้กลายเป็นผู้ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึง อย่างมาก น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก แต่ก่อนที่จะถึงเวลานั้นขอให้เราย้อนกลับ ไปสู่ครั้งปฐมวัยของเด็กน้อยผู้นี้กันเถอะ
    เด็กชายเป้าเป็นบุตรของชาวนาโดยตรงผู้หนึ่ง บิดาชื่อว่า "นายช้าง" มารดาชื่อว่า "นางเปรม" มีพี่น้องรวมทั้งสิ้น ๘ คน เป้าเป็นบุตรคนที่ ๕ เมื่อเป้าเกิดทั้งพ่อแม่ญาติพี่น้อง ก็รู้ว่าเป้าไม่ใช่คนแข็งแรงอะไรนัก เพราะเป้าเป็นเด็กผอม พุงป่อง และเจ็บออดๆ แอดๆ เสมอแต่ว่าอาการนั้นก็ไม่หนักหนาอะไร คงเลี้ยงดูกันได้เรื่อยมา
    ชีวิตในวัยเด็กนั้นเป้าก็เหมือนกับเด็กอื่นๆทั่วไป คือชอบเล่นฝุ่นสนุกซุกซนตะลอนๆ ไปตามชายทุ่งและดำผุดดำว่ายอยู่ในคลองบึงที่ไม่ห่างจากบ้านนัก ทั้งๆที่เป็นเด็กซึ่งพ่อแม่ออกจะเป็นห่วงอยู่ เพราะเกรงว่าโรคภัยจะแทรกแซง เนื่องจากความอ่อนแอ แต่เป้าก็คงซุกซน และเจริญวัยเรื่อยมา พร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เป้าเริ่มมีภาระเล็กๆน้อยๆ คือติดตามผู้ใหญ่ออกไปทำนา ตามแรงความสามารถเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการสอนวิชาชีพที่จะกลายเป็นสมบัติติดตัวไปวันข้างหน้าอีก วิธีหนึ่ง
    แต่กับพ่อกับแม่ของเป้าแล้วคิดไปไกลกว่านั้นอีก คือชีวิตของชาวนาจะมีอะไรไปมากกว่าตื่นเช้าออกสู่ทุ่งกว้าง เย็นลงก็กลับบ้าน วิชาความรู้อื่นนั้นคงไม่มี ในเมื่อหาเวลาที่จะร่ำเรียนไม่ได้ ความคิดที่วูบขึ้นมาเช่นนั้น ในขณะนั้นทำให้พ่อแม่ของเป้าตัดสินใจส่งลูกชายน้อยๆ ไปขอรับวิชาความรู้ จากแหล่งรวมของสรรพวิชาทั้งหลาย นั่นก็คือวัด วัดแรกที่เป้าได้ร่ำเรียนคือวัดใกล้ๆบ้านนั่นเอง เป้าได้รับรู้ธรรมเนียมใหม่ กล่าวคือเป้าต้องรับใช้ปรนนิบัติพระภิกษุผู้เป็นอาจารย์ด้วยหลังจากเลิก เรียนแล้ว ซึ่งก็หาทำให้เด็กน้อยเบื่อหน่ายไม่ การรับใช้อาจารย์ก็เหมือนกับรับใช้พ่อแม่ ดังนั้นเป้าจึงมิได้รังเกียจ ตรงกันข้ามกับมีความกระตือรือร้น เมื่ออาจารย์เรียกหาความรู้ในด้านอ่านออกเขียนภาษาไทยของเด็กชายเป้าก็ก้าว หน้าไปอย่างรวดเร็วอ่านเขียนได้คล่องแคล่ว และด้วยความกระตือรือร้นของเด็กผู้นี้ ทำให้อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาบังเกิดความเมตตา สอนเด็กชายเป้าให้รู้จักอ่านเขียนภาษาขอมต่อไป
    ว่ากันว่าใครก็ตามในสมัยนั้นยุคนั้น ถ้าเรียนภาษาขอมก็ถือว่าเป็นการเรียนในชั้นสูง แต่เรียนไปได้ไม่นาน เป็นก็จำต้องย้ายวัดเพื่อการศึกษาต่อไป ตามธรรมเนียมของนักเรียนใหม่ พระอาจารย์ย่อจะปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้ เป้าจึงต้องย้อนเรียนภาษาไทยอีกครั้งเป็นการทบทวน ดูเหมือนว่าความรู้ในภาษาไทยที่เป้ามีอยู่แล้วจะเป็นที่รับรองของพระอาจารย์ เป้าจึงได้ก้าวต่อไปสู่ชั้นสูงคือเรียนภาษาขอมอีกครั้ง
    ในครั้งนี้เด็กน้อยผู้นี้ได้แสดงความสามารถ ให้ประจักษ์อีกครั้งหนึ่งเพราะชั่วเวลาไม่นาน เป้าก็อ่านหนังสือของเลยหน้าเด็กๆรุ่นเดียวกันจนเป็นที่เลื่องลือยกย่อง อาจารย์เองก็ถึงกับออกปากชมไม่ขาดปากเลย เพื่อนๆของเป้าถึงกับออกปากอย่างล้อเลียน เป้าน่ากลัวไม่ใช่คนไทย แต่เป็นขอม จึงอ่านเขียนหนังสือขอมได้คล่องแคล่วนัก และแล้วฉายาว่า "ขอม" ก็ปรากฏขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แต่เมื่อเรียกกันไปนานๆ ชื่อเป้าก็ชักเลือนหายไปทุกที เพื่อนฝูงและผู้รู้จักมักคุ้นตลอดจนคนที่สูงอายุกว่า ต่างยอมรับเอาฉายาขอมเข้าไว้อย่างสะดวกปากคำหนึ่งก็ขอมสองคำก็ขอม ที่สุดชื่อเป้าอันเป้าชื่อเดิมของเด็กน้อยผู้นี้ ก็สูญหายไปจากปากอย่างเด็ดขาด กลายเป็นเด็กชายขอมขึ้นมาแทนที่
    กล่าวถึงการศึกษาที่วัด อันเสมือนโรงเรียนสำหรับยุคนั้น เปรียบได้กับการคึกษาของนักเรียนประจำในยุคนี้ กล่าวคือต้องพำนักอยู่ทีวัดตลอดไป โดยมีอาจารย์ที่เป็นทั้งครูและผู้ปกครองไปพร้อมๆกัน แต่นั่นก็หาใช่ว่านักเรียนของวัดจะไม่มีโอกาสได้กลับบ้าน ที่จริงเมื่อถึงเวลาอันสมควร นักเรียนวัดก็กลับบ้านกันทั้งนั้น เป้า หรือบัดนี้มีชื่อใหม่ตามความนิยมว่า "ขอม" ก็กลับบ้านเหมือนกัน เมื่อถึงบ้านความซุกซนแบบเดิมๆ ที่เป้าเคยเล่นซุกซนก็หายไป เป้าหรือขอมกลายเป็นเด็กที่มีระเบียบรู้จักการปรนนิบัติรับใช้ผู้สูงอายุ กว่า การพูดจาก็ฉาดฉานจะอ่านจะเขียนก็คล่องแคล่ว สร้างความชื่นใจให้กับผู้ที่เป็นพ่อแม่เป็นอย่างยิ่ง จนทำให้นายช้างและนางเปรมลงความเห็นพ้องต้องกันว่า ตนนั้นได้แก้วไว้ในมือแล้วสมควรที่จะได้รับการเจียรไนต่อไป ดังนั้นหลังจากที่ศึกษาอยู่ ณ วัดบางสามได้ระยะหนึ่งของก็ถูกส่งตัวเข้ากรุงซึ่งเป็นการเผชิญชีวิตครั้ง ใหญ่สำหรับเด็กเล็กๆ คนหนึ่งที่ไม่เคยจากบ้านไปไหนไกลเกินกว่าวัดบางสาม แต่การไปครั้งนี้หมายถึงอนาคตที่จะชี้บอกว่า ต่อไปจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ดังคำเปรียบเทียบที่ผู้ใหญ่ชอบพูดกันหรือไม่ แทนที่จะเป็นเพียงชาวไร่ชาวนาดังบรรพบุรุษของตน และแน่ล่ะกรุงเทพฯ ช่างเป็นคำที่หวานหูเสียนี่กระไร สวรรค์สำหรับทุกคน ใครได้ไปแล้วมักไม่ยอมกลับกัน
    ขอมถูกพ่อแม่พามาฝากไว้วัดสระเกศ เนื่องจากมีภิกษุที่รู้จักคุ้นเคยกับทางบ้านจำพรรษาอยู่ที่นั่น วัดสระเกศก็เลยได้เป็นบ้านที่สองของเด็กชายขอม พร้อมๆ กับการเข้าโรงเรียนประถมศึกษาซึ่งตั้งอยู่ที่วัดนั้นด้วย บัดนี้แทนที่จะเรียนแบบแผนเก่า แต่ขอมได้เรียนหลักสูตรการศึกษา แบบใหม่ที่หลวงท่านกำหนดให้อนุชนได้เล่าเรียน ชีวิตอันเป็นประจำวันของขอม ในกรุงเทพฯ ก็เริ่มต้นด้วยการตื่นแต่เช้าตรู่ หาอาหารใส่ปากใส่ท้องแต่พออิ่ม แล้วก็มุ่งหน้าไปยังโรงเรียน คร่ำเคร่งอยู่กับการเรียนไปจนบ้ายคล้อยจึงกลับวัด คอยปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์ที่ขอมอาศัยอยู่ด้วย และได้อาศัยข้าวก้นบาตรของพระอาจารย์นั้นเอง เป็นอาหารยังชีพเรื่อยมา
    เวลาผ่านไปจากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน และจากเดือนเป็นปี ขอมคงปฏิบัติตนเสมอต้นเสมอปลายกับการศึกษา ขณะที่การรับใช้พระอาจารย์ก็รักษาไว้มิให้ขาดตกบกพร่อง เป็นอยู่เช่นนี้ล่วงได้ ๓ ปี ขอมจบการศึกษาในชั้นประถมปีที่ ๓ ก็เดินทางกลับสู่อ้อมอกของพ่อแม่อีกครั้งหนึ่งขอมกลับบ้านอย่างคนที่ไปชุบ ตัวในเมืองหลวงมาแล้วเมื่อย่างก้าวไปที่ใด ก็มีแต่คนนิยมชมชอบ จะพูดจาก็มีคนนับถือ และแม้ว่าชีวิตเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม ซึ่งก็หมายถึงวัยแห่งความกระตือรือร้น และการเที่ยวเตร่สนุกสนานเฮฮากับเพื่อนฝูงและสาวพื้นบ้านเป็นสิ่งที่หลีก เลี่ยงไม่ได้ก็ตามแต่หนุ่มน้อยขอมก็ไม่ยอมปล่อยใจให้ล่องลอยไปเกินกว่าขอบ เขต สิ่งที่ขอมคิดมากในขณะนั้นคือ ทำนาช่วยภาระของพ่อแม่ แต่เรานั้นหาได้เป็นคนโดยสมบูรณ์ไม่หากยังไม่ได้บวชเรียน ดังนั้นเมื่อขอมอายุครบบวช พ่อแม่ก็จัดการบวชให้ที่วัดบางสาม อันเป็นวัดใกล้บ้านและสถานศึกษาเดิมของขอม เพราะระยะเวลานี้ ขอมมีนิสัยไปในทางรักสันโดษ ชอบพินิจพิเคราะห์ตรึกตรองต่างกว่าเพื่อนวัยเดียวกันคนอื่นๆ
    พิธีอุปสมบทขอมจัดทำกันอย่างเต็มที่เท่าที่ฐานะจะอำนวยได้ และท่ามกลางความชื่นชมของทุกคนเนื่องจากพ่อแม่ของขอมเป็นผู้ที่กว้างขวางมี คนไปมาคบหาด้วยจำนวนมาก การบวชคราวนี้จึงมี พระครูวินยานุโยคแห่งวัดสองพี่น้อง เป็นองค์อุปัชฌาย์ พระอาจารย์กอนวัดบางสาม เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์เผือกวัดบางซอ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ขอมได้รับฉายาที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้คือ "อนิโชภิกขุ"
    นวกะภิกษุอนิโช หรือเด็กชายเป้าที่เพื่อนๆ เรียกกันว่า "ขอม" ก็ได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ ตั้งแต่บัดนั้น พระขอม หรือ อนิโชภิกษุ เมื่อจำพรราอยู่ที่วัดบางสามก็ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาพระธรรมวินัยด้วยความ เอาใจใส่อย่างยิ่ง และได้ปฏิบัติตนในในศีลจารวัตร เป็นอย่างดีอยู่หลายปีจนกระทั่งเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงก็มาถึง ยังมีสำนักสงฆ์สร้างขึ้นใหม่แห่งหนึ่ง มีชื่อเรียกตามความนิยมของชาวบ้านว่า "วัดไผ่โรงวัว" ที่นี่ไม่มีสมภารเจ้าวัด บรรดาชาวบ้านย่านนั้นซึ่งจับตาดูพระขอมมาตั้งแต่ต้น ลงความเห็นพ้องต้องกันว่า ผู้ที่สมควรได้ตำแหน่งสมภารวัดใหม่นี้ไม่มีท่านใดเหมาะเท่าพระขอม เมื่อลงความเห็นกันดังนี้ ต่างก็พากันไปนิมนต์ อนิโชภิกษุหรือพระขอม ให้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดไผ่โรงวัวก่อน พระขอมซึ่งเคยเป็นที่คุ้นเคยกับพุทธบริษัทที่นั่นไม่อาจขัดศรัทธาได้ จึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดนั้นเป็นเวลา ๒ ปี
    ชีวิตของท่านอโชภิกษุในช่วงนี้ หากจะขาดก็คือขาดสถานศึกษาเล่าเรียน เพราะวัดไผ่โรงวัวเป็นวัดใหม่ ขาดสถานศึกษาเล่าเรียน สิ่งนี้ทำให้พระขอมได้พิจารณาตนเองและเห็นว่าอันธรรมวินัยของพระศาสดานั้น ท่านยังเข้าไม่ถึงพอที่จะเป็นสมภารเจวัดได้ หากผู้ศรัทธายังประสงค์จะให้ท่านเป็นผู้นำของวัดนี้อยู่ ท่านก็จำต้องเสาะแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ดังนั้นท่านจึงขอย้ายไปจำพรรษาที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งอยู่ในตัวเมืองสุพรรณบุรี แล้วไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดประตูสารใกล้ๆกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ที่ท่านจำพรรษาอยู่นั่นเอง การศึกษาพระปริยัติธรรมของพระขอมดำเนินไป 3 ปี ก็สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก อันเป็นความรู้ชั้นเถรภูมิ
    คราวนี้ท่านกลับมาสู่วัดไผ่โรงวัวอีกครั้งหนึ่งอย่างสมภาคภูมิ กลับมาอย่างผู้พร้อมที่จะบริหารกิจให้พระศาสนาเต็มที่ ดังได้กล่าวมาแล้วว่าวัดไผ่โรงวัวเป็นวัดใหม่ ความใหม่นี้เอง เป็นความใหม่ที่ยังไม่ถึงพร้อมกล่าวง่ายๆ คือไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน กุฏิที่อยู่จำพรรษาของภิกษุ สามเณร ก็เป็นกระต๊อบมุงจากเก่าๆ มีอยู่เพียง ๒ หลัง ศาลาการเปรียญที่จะเป็นที่บำเพ็ญกุศลของทายก ทายิกา เป็นเพียงโรงทำด้วยไม้ไผ่หลังคามุงจาก อาศัยพื้นดินเป็นพื้นของศาลาน่าอนาถใจยิ่ง
    ภาระของพระขอม คือปรับปรุงศาสนาสถานแห่งนี้ให้น่าพักพิง สมกับเป็นวัดเสียก่อน เพื่อจะได้เป็นหนทางนำไปซึ่งการปรับปรุงจิตใจ ของชาวบ้านผู้ศรัทธาเป็นขั้นที่ สอง และเนื่องจากบรรดาชาวบ้านต่างก็มีศรัทธาพระขอมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว งานปรับปรุงก่อสร้างชั้นแรกจึงผ่านไปได้ไม่ยาก เริ่มด้วยการถมดิน ไม่ให้น้ำท่วมวัดได้ เพราะบริเวณดังกล่าวนี้เป็นที่ลุ่มมาก ถึงฤดูฝนคราใดน้ำท่วมทุกปีและท่วมมากขนาดเรือยนต์เรือแจมแล่นถึงกุฏิได้ เมื่อถมดินเสร็จท่านได้จัดการขุดสระน้ำสำหรับเป็นที่สรงน้ำของพระภิกษุ สามเณร และเพื่อชาวบ้านทั้งหลายจะได้อาศัยอาบกินโดยทั่วไป แล้วซ่อมกฏิที่ชำรุด ทรุดโทรม สร้างศาลาการเปรียญ สร้างโบสถ์ จัดสรรให้เหมาะสมเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม สมกับคำว่า "วัด" ศรัทธาของประชาชนก็เพิ่มมากขึ้น
    นับแต่พระขอม สละเพศฆารวาสมาสู่พระพุทธศาสนา ท่านมีความตั้งใจมั่น ดังที่เรียกว่า มโนปณิธาน เรื่องนี้ท่านกล่าวกับผู้ใกล้ชิดว่า "..อาตมาได้ฟังพระท่านเทศน์ว่า บุคคลผู้ใดเลื่อมใส ได้สร้างพระพุทธรูปจะเล็กเท่าต้นคาก็ดี โตกว่าต้นคาก็ดี ผู้นั้นจะได้เป็นพรหมเป็นอินทร์ หมื่นชาติ แสนชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ หมื่นชาติแสนชาติ ผู้นั้นจะไม่เป็นผู้ตกต่ำเลยจนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน ถ้าผู้ใดสร้างพระพุทธรูปด้วยทองคำ ผู้นั้นจะได้เกิดเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.." ด้วยมโนปณิธานนี้เองทำให้ท่านขอมคิดเริ่มสร้างพระพุทธโคดมด้วยทองสัมฤทธิ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พ.ศ. ๒๕๑๒ ท่านขอมก็เริ่มบอกบุญแก่ญาติโยมใช้เวลา ๒ ปีกว่าจะเริ่มสร้างได้ เนื่องจากเป็นงานใหญ่นั่นเอง ถึงต้องใช้เวลาสร้างทั้งหมด ๑๒ ปี ด้วยกัน จะแล้วเสร็จ พ.ศ. ๑๕๑๒ หลังจากนั่นท่านขอมก็เริ่มสร้างสิ่งก่อสร้างอีกหลายอย่าง อาทิเช่น สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล แดนสวรรค์ นรกภูมิ เมืองกบิลพัสดุ์และอีกหลายๆ อย่างด้วยกัน ดังที่เป็นกันอยู่เท่าทุกวันนี้
    ถ้าถามว่าหลวงพ่อขอมจะสร้างสิ่งก่อสร้างไว้มากมายเพื่ออะไร ท่านก็ตอบว่า อาตมาสร้างไว้เพื่อให้ผู้ศรัทธาและอนุชนรุ่นหลัง ได้ศึกษาเรื่องราวของพุทธประวัติ นอกจากงานก่อสร้างแล้วหลวงพ่อขอมท่านก็ยังเป็นนักเขียน นักแต่งที่มีความสามารถไม่ยิ่งไม่หย่อนไปกว่าด้านงานก่อสร้าง ผลงานของท่านปรากฏอยู่หลายเรื่องเฉพาะ ที่จัดพิมพ์แจกเป็นธรรมทานไปแล้วก็มีเรื่อง ธรรมฑูตเถื่อน พุทธไกรฤกษ์ สมถะและวิปัสสนา
    จนมาถึงวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓ เวลา ๑๖.๔๕ น. หลวงพ่อขอมก็มรณภาพลงด้วยโรคหัวใจล้มเหลว รวมสิริอายุ ๘๘ ปี ๖๘ พรรษา ทำให้นักถึงคำปฏิญาณ ของท่านอนิโช ที่กล่าวไว้ ๕ ข้อ คือ
    ๑. ชีวิตของเราที่เหลือขอช่วยพระพุทธองค์ไปจนตาย
    ๒. เมื่อมีชีวิตอยู่ ถ้าเรามีเงิน ส่วนตัวสัก ๑ บาท เราก็จะอายพุทธบริษัทเป็นอย่างยิ่ง
    ๓. เราจะให้รูปพระองค์เกลื่อนไปในพื้นธรณี
    ๔. โอ..โลกนี้ ไม่ใช่ของฉัน
    ๕. เราต้องตาย ตายใต้ผ้าเหลืองของเรา
    บัดนี้ท่านอนิโชนั้น ได้ทำคำปฏิญาณของท่านได้สมบูรณ์แล้วทุกประการ ท่านพระครูผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเด็กชายเป้าในอดีต ซึ่งบัดนี้สละทุกสิ่งเพื่อเจริญรอยตามบาทพระพุทธองค์ ท่านคือศิษย์พระคถาคต ผู้มุ่งมั่น
    ผมมีข้อมูลดีๆ ของคุณเบญจพร มาเล่าให้ฟังกันครับคือ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2518 ทางวัดบางนมโค จัดพิธีมหาพุทธภิเษกในงานทำบุญ 100 ปีของหลวงพ่อปาน ซึ่งครั้งกระนั้นมีพระอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมมาร่วมพิธีปรกปลุกเสก 4 องค์ด้วยกันคือ
    หลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว
    หลวงพ่อเชิญ วัดโคกทอง
    หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา
    หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย ซึ่งท่านเป็นพระเถระจารย์ในศิษย์หลวงพ่อปาน ที่วัดบางนมโคต้องนิมนต์ท่านมาร่วมพิธีทุกครั้งเมื่อมีงาน....
    หลวงพ่อมีเข้าไปในโบสถ์วัดบางนมโค เป็นองค์ที่ 3 ต่อจากหลวงพ่อเชิญและหลวงพ่อเมี้ยนและด้วยความที่หลวงพ่อมีเป็นพระอาจารย์ที่มีอุปนิสัยนอบน้อมถ่อมตนเห็นว่าตนเองยัง มีอายุน้อย ท่านจึงเลือกธรรมมาสน์ที่หันหน้าเข้าหาประธานตรงที่นาคนั่งขานนาคในเวลาอุปสมบท ขณะนั้นหลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัวมาถึงพอดี ท่านจึงขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ที่เหลือซึ่งตั้งอยู่หน้าพระประธาน อันเป็นที่นั่งพระอุปัชฒาย์จึงหันหน้าชนกับหลวงพ่อมีโดยมีประรำอิทธิ์มงคลขึ้นอยู่ระหว่างกลาง พอพระภิกษุสงฆ์สวดพุทธาภิเษา หลวงพ่อมีก็เข้าสมาธิจิตปลุกเสก ฉับพลันนั้นท่านก็รู้สึกว่า มีสิ่งของตกลงมาธรรมาสน์ใกล้หน้าแข็งของท่านดัง "กึก" หลวงพ่อมีนั่งเข้าสมาธิจิตเฉยเมยไม่ได้มีความสนใจไยดีต่อเสียงรอบข้างแต่อย่างใด สักครู่หนึ่ง ก็มีเสียงตกลงมาดังกึกบนธรรมาสน์ที่เดียวกันอีกครั้งและมีเสียงกุกๆกักๆพอได้ยิน หลวงพ่อมีทราบได้ในทันทีว่า ถูกลองของแน่แล้ว แต่ไม่มีอารมณ์หวั่นไหวยังคงนั่นหลับตาเฉย พร้อมกับเข้า เตโชกสิณ อธิษฐานจิตให้เห็นว่าสิ่งที่ตกลงมา 2 ครั้งนั้นมันเป็นอะไรกันแน่ ด้วยทิพยอำนาจแห่งเตโชกสิณ สิ่งที่ปรากฏภายในดวงจิตของหลวงพ่อมีก็คือ ตะปูโลงผี ขนาด 3 นิ้ว 2 ตัว กำลังเคลื่อนไหวดุจมีชีวิตอยู่ไปมา หลวงพ่อมีจึงลืมตาก้มหน้าลงมามองดูด้วยตาเนื้อเพื่อให้รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไร สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาหลวงพ่อมีขณะนั้นตะปูจริงๆและกำลังหันปลายแหลมตั้งชี้พุ่งขึ้นมาหาหลวงพ่อมีทั้ง 2 ตัว พระเถระแห่งวัดมารวิชัย วางมือขวาลงไปใช้นิ้วชี้กดตะปู 2 ตัว พร้อมกับว่าพระพระคาถาเป่าพรวดลงไปเบาๆตาปูโลงผีก็หมดฤทธิ์ ท่านจึงเก็บไว้ใต้ผ้าอาสนะแล้วเริ่มเข้าสมาธิจิตปลุกเสกอิทธิมหามงคลต่อไป ทันใดนั้น ก็มีตะปูตกลงมาใกล้หน้าแข้งท่านอีกเป็นตัวที่ 3 ตัวที่4 และตัวที่ 5 ซึ่งหลวงพ่อมีก็เก็บแล้วเขี่ยเข้าไปในอาสนะที่ท่านนั่งจนครบ 5 ตัว อธิษฐานจิตเพื่อดูให้รู้แน่ว่าถูกพระอาจารย์ดีองค์ไหนในจำนวนทั้ง 3 รูป คือ หลวงพ่อขอม หลวงพ่อเชิญ หลวงพ่อเมี้ยน ภาพของพระอาจารย์ที่แกล้งทดสอบวิทยาคมก็ผุดขึ้นจักขุทวารและมโนทวาร....
    หลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว พระอาจารย์ผู้เลิศล้ำแห่งจังหวัดสุพรรณบุรีนั่นเอง หลวงพ่อมียังไม่แน่ใจว่าจะเป็นหลวงพ่อขอมหรือไม่ท่านจึงอธิษฐานนึกถึงภาพหลวงพ่อเชิญและหลวงพ่อเมี้ยนตามลำดับ แต่ภาพนิมิตที่เกิดขึ้นภายในความคิดทุกครั้งกลับกลายเป็นภาพของหลวงพ่อขอมเช่นเดิม องเป็นหลวงพ่อขอมแน่ๆหลวงพ่อมีนึกคิด พอเสร็จพิธีพุทธาภิเษกจบที่ 4 ผู้คนเข้าไปกราบสักการะหลวงพ่อขอมอย่างล้นหลาม เพราะท่านเป็นพระเกจิมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในขณะนั้น หลวงพ่อมีหยิบตะปูใส่พาน 4 ตัว แล้วเก็บไว้ 1 ตัว เพื่อเป็นที่ระลึก 1 ตัว และเอาดอกไม้ธูปเทียนวางทับปิดบังตะปูไว้ เดินตรงรี่เข้าไปถวายหลวงพ่อขอม เป็นการแสดงความคารวะ หลวงพ่อขอมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ยอมรับเฉยๆเสียอย่างนั้น หลวงพ่อมีจึงพูดขึ้นว่า "หลวงพ่อผมเอาดอกไม้ธูปเทียนมาถวาย"
    หลวงพ่อขอมจึงรับประเคนจากหลวงพ่อมี อย่างขัดไม่ได้ ปกติท่านไม่ได้รับทั้งพานคงใช้มือรวบเอาเฉพาะธูปเทียนเท่านั้น ท่านจึงมองเห็นตะปูวางอยู่ในพาน หลวงพ่อขอมจึงเอ่ยถามหลวงพ่อมีขึ้นว่า "นั่นอะไร"
    หลวงพ่อมี ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ แบบคนจริงว่า "ตะปูของหลวงพ่อ ผมนำมาถวายคืน" หลวงพ่อจึงรับพานไป แล้วพูดติดขำขันอย่างสบายอารมย์ เป็นการยอมรับหลวงพ่อมี แถมรู้ทันถามตรงๆขึ้นว่า "แล้วตะปูอีกตัวหนึ่ง เก็บเข้าไว้ในย่ามทำไม" หลวงพ่อมีตอบอย่างนอบน้อมว่า "ขอเก็บไว้เป็นที่ระลึกครับ"
    นั่นแสดงถึงความลึกล้ำในเวทวิทยาคมขององค์พระเกจิอาจารย์สมัยนั้นว่าลึกล้ำเก่งกาจ มีอำนาจพลังทางจิตมากมายขนาดไหน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระพุทธโคดมพิมพ์ซุ้มประตูปี๒๕๐๕ หลวงพ่อขอมวัดไผ่โรงวัว หลวงพ่อกวยร่วมปลุกเสกอธิษฐานจิต

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250827_002041.jpg IMG_20250827_002103.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    ss.jpg

    พระสมเด็จ รุ่นแรก (เข็มหัก) เนื้อผงพุทธคุณบรรจุเกษา หลวงปู่พวง
    หลวงพ่อทบสร้างสมเด็จเอาไว้มีคนนำไปใช้แพทย์ฉีดยาไม่เข้าแถมเข็มฉีดยาหักอีกต่างหากมีเพียงพระสมเด็จหลวงพ่อทบองค์เดียวฮือฮาทั้งโรงพยาบาล พิธีจันทร์เพ็ญฤกษ์งามยามดีกว่าจะหาฤกษ์แบบนี้ยากนักหลวงปู่พวงจึงได้ตั้งใจสร้างพระสมเด็จรุ่นแรกตามครู เริ่มด้วยการลบถมผงปัถมังตามสูตรพ่อทบ ผสมผงปัถมังเก่าพ่อทบพ่อเขียนพ่ออ้วนที่ลบถมไว้หลายสิบปีนำมาผสมกันผสมเข้ากับเกษรดอกไม้ถวายพระประธานทุกวันพระ ผงเก่าสมเด็จวัดระฆังบางขุนพรหมเกศไชโย ผงสมเด็จหลวงพ่อทบทุกรุ่น ผงวิเศษดินอาถรรย์จากการเดินธุดงค์ ว่านสบู่เลือด ว่านไพรดำ ว่านเพชรกลับ ว่านเพชรหลีก ดินโปร่ง ดิน 7 ท่า ดินขุยปู ดินขี้ตะไคล้โบสถ์วัดชนแดน ดินขี้ตะไคล้โบสถ์วัดดงขุย ดินขี้ตะไคล้วิหาวัดน้ำพุสามัคคี ผงพุทธคุณ ผงธูปบูชาพระ เกษาหลวงปู่พวง ข้าวก้นบาตร พระผงหลวงปู่ทวด ปี 97 ผงแร่เหล็กน้ำพี้ พระสมเด็จรุ่นแรกหลวงปู่พวงตั้งใจสร้างอย่างยิ่งเพื่อให้เป็นพุทธานุสติพกติดตัวไว้จะเป็นเมตตามหานิยมไปใหนมาใหนจะแคล้วคลาดดีทำธุรกิจต่างๆจะมีความเจริญก้าวหน้ารวดเร็วทันใจ นิมิตรเห็นหลวงพ่อทบมาบอก “ไม่ต้องหาของกูแล้วใช้แทนกันได้เลยกูมาทำให้เอง
    ประวัติ หลวงปู่พวง ฐานวโร วัดน้ำพุสามัคคี จ.เพชรบูรณ์
    หลวงปู่พวง ฐานวโร เทพเจ้าวัดน้ำพุ เมืองมะขามหวาน
    พระเถราจารย์เรืองอาคมขลังแห่งเทือกเขารัง จ.เพชรบูรณ์ พระผู้เฒ่าสิขีขลังเปี่ยมด้วยเมตตาจิตเนื้อนาบุญแห่งเมืองมะขามหวาน ธรรมทายาทหลวงพ่อทบ วัดชนแดน
    หลวงปู่พวง ท่านเป็นศิษย์เอกหลวงพ่อทบ วัดชนแดน สืบวิชาหลวงพ่อเขียน สำนักขุนเณร ลูกศิษย์หลวงพ่ออ้วน วัดดงขุย ออกธุดงค์เจอครูดีในป่าลึก หลวงปู่พวง ฐานะวโร พระผู้เฒ่า อายุมาก พรรษากาล แห่งนครพ่อขุนผาเมือง เทพเจ้ามหาเวทเทือกเขารังศุนย์รวมใจของชาวบ้าน พระอาจารย์ ของหลวงปู่พวง แต่ละรูปนี่ เป็นพระเกจิดังยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เลยนะค่ะ ว่ากันว่า หลวงปู่พวงรูปนี้แหละค่ะ ที่ช่วย หลวงพ่อทบ วัดชนแดน ท่านจารตะกรุด ม้วนตะกรุดด้วย ตอนที่ท่านไปฝากตัวเป็นศิตย์ และร่ำเรียนวิชากับหลวงพ่อทบ วัดชนแดน ดังนั้น หากใครหา พระเครื่องหลวงพ่อทบ บูชาไม่ได้ ดูไม่เป็น กลัวเจอของเก๊ ก็แนะนำ ให้มาบูชา ของ หลวงปู่พวง ได้เลยค่ะ สวย แท้ ดูง่าย โค้ด เลขชัดเจน น้องดา รับประกันให้เลยค่ะว่าแท้แน่นอนค่ะ ทหาร ตำรวจ ฝากตัวเป็นศิตย์ หลวงปู่พวงกันเยอะมากค่ะ เพียงเพราะ พระเครื่อง เครื่องราง ที่ท่านปลุกเสกนั้น มีประสบการณ์ดีจริงๆ ค่ะ ..
    ประวัติโดยย่อ หลวงปู่พวง ฐานะวโร พระเกจิอาจารย์แห่งวัดน้ำพุ ผู้เปี่ยมด้วยเมตตา
    หลวงปู่พวง ฐานะวโร เดิมชื่อ พวง เพชรมูล เกิดเดือน ธันวาคม พ.ศ ๒๔๖๘ โยมบิดาชื่อ นายยวง เพชรมูล โยมมารดาชื่อ นางเพิ่ม เพชรมูล หลวงปู่พวงบวชตั้งแต่เป็นสามเณร เมื่ออายุครบบวชจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้ทำการอุปสมบถเมื่ออายุ 21 ปีได้ฉายา " ฐานะวโร " เนื่องจากเลื่อมใสในพระศาสนาและองค์หลวงพ่อทบ พระเกจิแห่งวัดชนแดน บิดามารดาต่างเห็นพ้องด้วยจึงอนุญาติ พระพวงขยันหมั่นเพียรศึกษาพระธรรมคำสอนด้วยจิตตั้งมั่นและได้ศึกษาสรรพวิชา ไสยเวทย์จากหลวงพ่อทบ ด้วยอุปนิสัยที่เป็นผู้รักเรียนใฝ่หาความรู้ จากนั้นได้ติดตามหลวงพ่อทบไปสำนักขุนเณรได้พบหลวงพ่อเขียน สำนักขุนเณร หลวงพ่อทบได้ฝากฝังหลวงพ่อพวงไว้กับหลวงพ่อเขียน หลวงพ่อพวงได้ฝึกจิตเจริญภาวนาจนสำเร็จ จึงได้เดินทางกลับมาจำวัดที่ดงขุยได้พบหลวงพ่ออ้วน วัดดงขุย จึงได้ขอต่อวิชากับหลวงพ่ออ้วน ก่อนที่จะได้จำวัดหลวงพ่ออ้วนท่านได้ลองภูมิอยู่นานจนเห็นว่ารับได้จึ งอนุญาติให้อยู่ได้เมื่อได้สรรพวิชาอาคมแล้ว หลวงพ่ออ้วนบอกให้ออกธุดงค์เข้าป่าไป หลวงปู่พวงได้ธุดงค์ไปหลายสถานที่เพื่อฝึกจิตให้แกร่ง เจอการทดลองสารพัด เมื่อเห็นที่สุดของชีวิตแล้วได้ธุดงค์มาถึงบ้านเกิด
    ปัจจุบันหลวงปู่พวง ท่านสิริอายุ ๘๖ ปี ๖๕ พรรษา ได้สร้างวัดแห่งแรกคือวัดน้ำพุ เมื่อปี พ.ศ. 2500และทำการ สร้างวัด เมรุ ศาลา กุฏิสงฆ์ โรงเรียนวัดน้ำพุ ฯลฯ สร้างคุณาประโยชน์มากมาย พระเถระผู้ใหญ่มอบชั้นยศหลายครั้ง หลายวาระเพื่อเป็นเกียรติประวัติในการสร้างคุณประโยชน์ไว้ หลวงปู่พวงท่านขอไม่รับ ความเป็นพระใจดีมีเมตตา สรรพวิชาอาคมเข้มขลังศูนย์รวมใจของหมู่บ้าน สมถะเรียบง่ายเป็นกันเอง หลายคนถึงกับเอ่ยว่า “หลวงปู่พวงเทพเจ้าเทือกเขารัง”
    หลวงปู่พวง ฐานะวโรท่านเกิดเดือน ธันวาคม ๒๔๖๘ โยมบิดาชื่อ นายยวง เพชรมูล โยมมารดาชื่อ นางเพิ่ม เพชรมูล หลวงปู่พวงท่านได้บวชตั้งแต่เป็นเณรตั้งแตอายุ 18 เนื่องจากศรัทธาในพระศาสนาและตัวหลวงพ่อทบ วัดชนแดน บิดามารดาต่างเห็นพ้องด้วยจึงอนุญาติให้ท่านบวชสามเณร
    สามเณรพวงขยันหมั่นเพียรศึกษาพระธรรมคำสอนของพระศาสนาด้วยจิตตั้งมั่นและยัง ได้ศึกษาสรรพวิชาไสยเวทย์จากหลวงพ่อทบ ด้วยอุปนิสัยที่เป็นผู้รักเรียนใฝ่หาความรู้จึงทำให้เป็นผู้คงแก่เรียน
    หลวงปู่พวงท่านได้ทำการอุปสมบถเมื่ออายุ 21 ปีได้ฉายา " ฐานวโร " หลังจากบวชพระท่านก็ตั้งใจเรียนกับหลวงพ่อทบจนแตกฉานในอาคมต่างๆจนพอใจจึง ได้ออกไปเรียนจากครูอาจารย์อีกหลายสำนัก
    หลวงปู่พวงท่านเล่าให้ฟังว่า '' สมัยที่ท่านเรียนวิชาอยู่นั้นหลวปู่ขุ้ยและพระอีก 7 รูปจำชื่อไม่ได้แล้วพากันมาขอต่อวิชากับหลวงพ่อทบกลวงพ่อทบท่านเมตตาสอนให้ ทุกองค์แล้วแต่ว่าใครจะได้มากได้น้อยด้วยอุปนิสัยหลวงพ่อทบท่านเขร่งขรึมพูด น้อย "

    หลวงปู่พวง ฐานวโร วัดน้ำพุสามัคคี เพชรบูรณ์
    เจอตัวแล้ว!!! หลวงพ่อที่ม้วนตะกรุดให้หลวงพ่อทบ เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วเป็นพระหนุ่มตอนนี้อายุ 87 ปี 66 พรรษาแถมมีวาจาสิทธิ์
    หลวงปู่ลมัย สำนักสวนสมุนไพร เคยบอกเป็นนัยๆ ว่า " เพชรบูรณ์ ยังมีช้างเผือกอีกเชือกหนึ่ง ชื่อหลวงพ่อพวง อยู่วัดน้ำพุ เขาแทนฉันได้ ของท่านมีรัศมีดีเหลือเกิน "
    ค้นประวัติ สืบความรู้ สืบดูแน่ชัด องค์นี้ ศิษย์แท้ๆหลวงพ่อทบ วัดชนแดน,หลวงพ่อเขียน สำนักขุนเณร และหลวงพ่ออ้วน วัดดงขุย เสกก้อนหินบ้าง ก้านธูปบ้างให้ศิษย์เอาไปใช้ กันปืนได้,ขวานฟันไม่เข้า,รถชนไม่เป็นไร
    หลวงปู่พวง วัดน้ำพุสามัคคีองค์นี้ อายุ 87 ปี 66 พรรษา ( เกิด พ.ศ.2468 ) บวชเมื่อเป็นเณร อายุครบบวชพระก็บวชเลย เรียนวิชากับหลวงพ่อทบ มากที่สุด (น่าจะเป็นศิษย์ที่อยู่กับหลวงพ่อทบนานที่สุดในปัจจุบันนี้ ) หลวงพ่อทบรักมาก สอนให้หมด ทั้งพาไปฝากให้เรียนวิชากับหลวงพ่อเขียน ด้วยตัวของท่านเอง ตอนอยู่กับหลวงพ่อทบ ท่านมีหน้าที่ช่วยหลวงพ่อทบ จารตะกรุดมั่งม้วนมั่ง ถักมั้ง ตอนอยู่กับหลวงพ่อเขียน ท่านมีหน้าที่ตักน้ำใส่ถัง ให้หลวงพ่อเขียนทำน้ำมนต์ ต่อมาท่านฝากตัวเรียนวิชากับหลวงพ่ออ้วน วัดดงขุย ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า หลวงพ่ออ้วนรับศิษย์ยากมาก ถ้าไม่เก่งจริงไม่มีพื้นฐาน ท่านจะปฏิเสธแต่กับหลวงพ่อพวง ท่านทดสอบจนแน่ใจว่า จิตดี บารมีสูง จึงรับเป็นศิษย์ต่อวิชาชั้นสูงให้
    ไม่จำเป็นไม่สร้าง!! วัตถุมงคลหลวงปู่พวง ถ้าไม่ถึงกาลไม่ถึงวาระจริงๆ ท่านไม่สร้างถ้าสร้างแล้วทำแล้ว ต้องเสกให้ถึงจริงๆให้เป็นของวิเศษจริงๆ พึ่งพาอาศัยได้จริง ยกชีวิต ยกฐานะได้จริง อุปมาดั่ง พลิกฟ้า พลิกดิน ได้จริง ท่านถึงจะสร้าง ท่านว่าถ้าทำแล้วดีกว่าท่อนไม้หน่อยเดียว เราจะทำทำไม ?? ถ้าทำแล้วช่วยเขาไม่ได้เราจะทำทำไม เสียชื่อครูอาจารย์เรา !! ที่วัดน้ำพุสามัคคีจึงไม่สร้างพระพร่ำเพรื่อ ทั้งที่ลูกศิษย์รอวัตถุมงคลของท่านมานานนับสิบๆปี และทั้งที่วัดมีสภาพทรุดโทรมน่าบูรณะตั้งนานแล้ว ถามว่า เมื่อไม่มีพระเครื่องแล้วลูกศิษย์ที่นับถือท่านได้อะไรกลับไป ตอบได้ว่า ท่านหยิบอะไรได้ คว้าอะไรไกล้มือได้ เอามาเสกให้ทั้งนั้น ก้อนหินบ้างใบไม้บ้าง ก้านธูปบ้าง ซึ่งก็ปรากฏว่าของที่ท่านให้ไป มีพุทธคุณสูง ช่วยศิษย์ได้ทั้งนั้น
    รุ่นแรก หลวงปู่พวง ฐานวโร วัดน้ำพุ ต.ชนแดน อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ สุดยอดวัตถุมงคลแห่งปี ที่สุดแห่งการรอคอย
    พระเถราจารย์สืบพุทธาคมขลังจาก หลวงพ่อทบ วัดชนแดน หลวงพ่อเขียน สำนักขุนเณร หลวงพ่ออ้วน วัดดงขุย
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250827_005838.jpg IMG_20250827_005900.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1756232619301.jpg

    พระผงเถ้าอังคาร หลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง หลวงพ่อพิมพ์ท่านสร้างตามเจตนา หลวงปู่หน่ายครับ เขาว่ากันว่า เถ้าอังคาร หลวงปู่หน่าย ท่านได้รับมาแต่ผู้เดียวนะครับ และ เสมือนได้บูชา หลวงปู่ ท่าน(มีหลายพิมพ์ เป็น พิมพ์ พระปิดตา สี่เหลี่ยมรูปเหมือน หลวงปู่ ท่าน สมเด็จ หยดน้ำ ขาโต๊ ยังมี หลาย พิมพ์ เช่น พระสังกจาย สมเด็จ พิมพ์ ปากน้ำ )
    เบอร์ 1 จิ้งจกเมืองพิจิตร ศิษย์เอกหลวงปู่หน่าย
    หลวงพ่อพิมพ์ วัดพฤกษะวัน จ.พิจิตรประวัติหลวงพ่อพิมพ์ วัดพฤกษะวัน
    พระครูวิมลปุญญาภรณ์ หลวงพ่อพิมพ์
    เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2478 ตรงกับเดือนยี่ ปีวอก
    ที่บ้านบางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ท่านมีพี่น้อง 3 คน หลวงพ่อพิมพ์เป็นบุตรคนกลาง เมื่อท่านได้อายุครบที่จะอุปสมบทได้ หลวงพ่อพิมพ์ได้อุปสมบทที่
    วัดตลาดชุม วังทอง ในขณะที่อุปสมบทอยู่นั้นท่านได้ท่องหนังสือสวดมนต์ เจ็ดตำนาน สิบสอง ตำนาน จนมีความชำนาญ หลังจากนั้นท่านได้ศึกษา
    วิปัสสนากรรมฐานกับหลวงปู่หน่าย อินทสิโล
    ณ วัดบ้านแจ้ง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา
    เมื่อปี 2515 นอกจากนั้นหลวงพ่อพิมพ์ท่านยังได้
    ศึกษาวิชาอาคมต่างๆกับหลวงปู่หน่าย
    เช่นวิชาสักยันต์ เลขพระคาถา และอีกหลายวิชาที่หลวงพ่อพิมพ์ได้เรียนกับหลวงปู่หน่าย
    ในเรื่องของการสักยันต์จิ้งจก ได้มีเรื่องเล่าถึงประวัติของการสักยันต์ คือ ในครั้งนั้น หลวงปู่หน่ายได้ให้หลวงพ่อพิมพ์ไปเอาตำราโบราณ ที่วัดศรีภวังค์
    ในขณะที่หลวงพ่อพิมพ์กำลังค้นหาตำราอยู่นั้น
    ท่านได้พบงูแสงอาทิตย์ นอนขดตัวอยู่บนตำรา
    หลวงพ่อพิมพ์จึงได้ตั้งจิตอธิษฐาน ว่าจะนำตำราโบราณเล่มนั้นกลับไปยังวัดบ้านแจ้ง งูก็เลื้อยลงจากตำรานั้น และหายวับไปกับตา ท่านจึงได้นำตำราโบราณเล่มนั้นกลับมาให้หลวงปู่หน่ายและเล่าเรื่องให้หลวงปู่หน่ายฟัง เมื่อหลวงพ่อหน่ายได้เปิดตำราเล่มนั้นอ่านท่านก็ได้บอกกับหลวงพ่อพิมพ์ว่า ตำราเล่มนี้เป็นการสักยันต์จิ้งจกที่มีมาช้านานแล้ว และไม่มีใครพบเห็นตำราเล่มนี้มานานแล้ว หลวงปู่หน่ายจึงดีใจมากที่ได้ตำราเล่มนี้มา เพราะเป็นการสักยันต์จึงมีอานุภาพทางด้านเมตตามหานิยมอย่างมาก
    ต่อมาหลวงพ่อพิมพ์จึงได้ขออนุญาตจากหลวงปู่หน่าย สักยันต์จิ้งจกเป็นครั้งแรก ที่วัดบ้านแจ้งซึ่งได้รับความสนใจจากชาวบ้านและศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก
    หลังจากนั้นหลวงพ่อพิมพ์ได้ศึกษาวิชาภูมิศาสตร์หลวงปู่หน่ายอีกมากมาย แต่ที่สำคัญการที่จะเรียนวิชาอาคมต่างๆจากกลุ่มผู้หน่ายนั้น ต้องมีความซื่อสัตย์เพราะสัตว์ท่านไม่สอนเลย หลวงพ่อพิมพ์หลายปีในการศึกษาวิชาหลวงปู่
    เมื่อหลวงปู่หน่ายท่านได้มรณภาพในปี 2531
    หลวงพ่อพิมพ์ได้นำอัฐิของท่านส่วนหนึ่งมายัง
    วัดพฤกษะวัน และได้นำมาบรรจุในรูปหล่อจำลอง
    ของหลวงปู่หน่ายที่สร้างขึ้น และส่วนที่เหลือ
    หลวงพ่อพิมพ์ได้นำมาทำพระผงพิมพ์ต่างๆ
    เพื่อให้ศิษย์ได้นำไปบูชา และป้องกันอันตรายและเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว
    วัตถุมงคลของหลวงพ่อพิมพ์พุทธคุณเด่นทางด้าน
    เมตตาค้าขาย แคล้วคลาด โชคลาภ คงกระพัน
    ผู้สืบทอดวิชาจิ้งจกต่อจากหลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง
    นอกจากเครื่องรางของขลังที่ได้กล่าวมาแล้ว
    ยังมีอีกสิ่งของอีกหลายสิ่งที่หลวงพ่อพิมพ์ท่านได้จัดสร้างขึ้น
    เกียรติประวัติของ พระครูวิมลปุญญาภรณ์
    ปี 2517 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส
    วัดพฤกษะวัน ต.บางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร
    ปี 2534 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ เป็น
    พระครูสัญญาบัตรชั้นโท ได้นามว่า
    พระครูวิมลปุญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดราช
    ปี 2543 ได้รับการโปรดเกล้า เข้ารับพระราชทาน
    เสาเสมาธรรมจักร ในสาขาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดีเด่น
    จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
    หากท่านได้เข้าไปในวัดพฤกษะวัน จะได้พบกับต้นไม้มากมาย ให้ความร่มเย็นแก่ผู้ที่ได้เข้าไปพึ่งพิง
    ในแต่ละวันจะมีศิษย์ยานุศิษย์เข้าไปไหว้หลวงพ่อพิมพ์ และรูปเหมือนหลวงปู่หน่ายวัดบ้านแจ้ง
    และรูปเหมือนหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า
    ที่หลวงปู่หน่ายได้จัดสร้างไว้ อยู่ตลอดเวลา
    "หลวงพ่อพิมพ์ ผลปุญโญ" วัดพฤกษะวัน
    เกจิเมืองชาละวัน/สืบตำนาน"ยันต์จิ้งจก"
    ศิษย์เอกก้นกุฏิหลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง
    "พระดีเกจิดัง"ขอนำเสนอประวัติ" พระครูวิมลปุญญาภรณ์ "หลวงพ่อพิมพ์ ผลปุญโญ" อายุ 80 ปี วัดพฤกษะวัน ต.บางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ศิษย์เอกพุทธาคมของ"หลวงปู่หน่าย อินทสีโล" อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านแจ้ง จ.พระนครศรีอยุธยา ศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท
    ท่านเกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2487 ตรงกับ เดือนยี่ ปีวอก ที่บ้านบางไผ่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ท่านเป็นลูกคนกลางในจำนวนพี่น้อง 3 คน เมื่ออายุครบบวชได้อุปสมบทที่วัดตลาดชุม (วัดทอง) ท่านได้ท่องหนังสือสวดมนต์ เจ็ดตำนาน สิบสองตำนานจนมีความชำนาญ หลังจากนั้นได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงปู่หน่าย อินทสิโล ณ วัดบ้านแจ้ง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี2515
    นอกจากนั้น ท่านยังได้ศึกษาวิชาอาคมต่าง ๆ กับหลวงปู่หน่วย เช่น วิชาการสักยันต์ วิชาคงกระพัน วิชาเมตตามหานิยม และการสักยันต์จิ้งจก ซึ่งมีเรื่องเล่าถึงประวัติของการสักยันต์คือ ในครั้งนั้นหลวงปู่หน่ายให้ท่านไปเอาตำราโบราณที่วัดศรีภวัง ในขณะที่หลวงพ่อพิมพ์ค้นหาตำราก็พบงูแสงอาทิตย์นอนขดตัวอยู่บนตำรา ท่านจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า จะขอนำตำราโบราณเล่มนั้นกลับไปยังวัดบ้านแจ้ง ปรากฏว่า งูก็เลื้อยลงจากตำราเล่มนั้น และหายวับไปกลับตา ท่านจึงนำตำราโบราณกลับมาให้หลวงปู่หน่ายและเล่าเรื่องราวให้ฟัง
    เมื่อหลวงปู่หน่ายเปิดตำราเล่มนั้นอ่าน ท่านก็บอกว่า ตำราเล่มนี้เป็นการสักยันต์จิ้งจกที่มีมาช้านานแล้ว และไม่มีใครพบเห็นตำราเล่มนี้มานานแล้ว โดยท่านดีใจมากที่ได้ตำราเล่นนี้มา เพราะการสักยันต์จะมีอานุภาพทางด้านเมตตามหานิยมอย่างมาก ต่อมาหลวงพ่อพิมพ์จึงขออนุญาตหลวงปู่หน่ายสักยันต์จิ้งจกเป็นครั้งแรกที่วัดบ้านแจ้ง ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวบ้านและศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก
    หลังจากนั้นหลวงพ่อพิมพ์ได้ศึกษาวิชาอาคมอีกมากมาย แต่ที่สำคัญการจะเรียนวิชาอาคมต่างๆจากหลวงปู่หน่ายได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ เพราะถ้าไม่ซื่อสัตย์ท่านจะไม่สอนวิชานั้นให้เลย หลวงพ่อพิมพ์ใช้เวลานาน
    หลายปีในการศึกษาวิชาและสุดยอดวิชาของหลวงปู่หน่ายคือ "ยันต์ทำผงกำบัง"
    การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อพิมพ์ มีอยู่มากมายหลายชนิด ในปี2512 หลวงพ่อพิมพ์
    ได้ก่อสร้างอุโบสถที่วัดพฤกษะวันโดยหลวงปู่หน่ายได้มาจำพรรษาที่วัดเพื่อควบคุมดูแลการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ และได้จัดพิธี
    ผูกพัทธสีมาในปี2515 ในการนี้ หลวงปู่หน่าย
    เมตตาให้สร้างเหรียญรูปเหมือนของท่าน เรียกว่า "เหรียญปากแบะ " เมื่อหลวงปู่หน่ายมรณภาพในปี 2531 หลวงพ่อพิมพ์ได้นำอัฏฐิของท่านส่วนหนึ่งมายังวัดพฤกษะวัน และบรรจุไว้ในรูปจำลองของหลวงปู่ที่สร้างขึ้น ส่วนที่เหลือท่านนำมาทำพระผงพิมพ์ต่างๆ
    การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อพิมพ์ ส่วนมากจะเน้นพุทธคุณไปในทางเมตตา และการค้าขาย ซึ่งท่านจะปลุกเสกเดี่ยวและใช้เวลานานก่อนนำออกมาให้บูชา ที่นิยมกันมากคือ พญาจิ้งจก และนางพญาเต่าทอง รุ่นไตรมาส ปลุกเสกไตรมาส 3 เดือนปี2546 ดีทางเมตตามหานิยม เข้าหาเจ้านายให้จับนางพญาเต่าทองแล้วนึกถึง หลวงปู่ศุข-หลวงปู่หน่าย แล้ว
    ภาวนาหัวใจนางพญา นาสังสิโม 3 จบ
    ก็จะสมปรารถนาทุกประการ และที่พิเศษกว่าทุกปีคือ ในปี2548 หลวงพ่อพิมพ์ได้จัดทำ กำไรพญาจิ้งจกคู่ มีทั้งเนื้อเงินแท้และทองเหลือง ปลุกเสกไตรมาส 3 เดือน

    ในการปลุกเสกวัตถุมงคลนั้น ท่านมักจะเล่าถึงหลวงพ่อหน่ายที่คอยย้ำและพูดอยู่เสมอว่า ในการทำแต่ละครั้งต้องทำให้ดีและทำให้จริง ยิ่งถ้าได้รับนิมนต์เข้าพิธีพุทธาภิเษกก็ยิ่งต้องตระหนักเสมอในการอธิษฐานจิต ซึ่งการอธิษฐานจิตของหลวงปู่หน่ายท่านจะกล่าวนำบทต่างๆซึ่งหลวงพ่อท่านพิมพ์ท่านใช้คำว่าเป็นตับๆ ซึ่งน่าจะหมายถึง บทอาราธนา บทสวดที่เยอะมาก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ หลวงปู่หน่ายท่านบอกหลวงพ่อพิมพ์ว่า ต้องทำให้ดี เพราะเขามองเราอยู่ (เขาในที่นี้น่าจะหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์) และสิ่งนี้ก็เป็นแบบอย่างในการอธิษฐานจิตของหลวงพ่อพิมพ์เช่นกัน
    หลวงพ่อพิมพ์ท่านสืบทอดวิชาโดยตรงจากหลวงปู่หน่าย วัดบ้านแจ้ง ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จึงมั่นใจได้ว่า วิชาท่านสืบต่อมาจากสายหลวงปู่ศุขชัดเจน ท่านบวชมาตั้งแต่เป็นเณรจนปัจจุบันอายุ 80 ปี รวม 60 พรรษา ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับนิมนต์ปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่ตลอด อย่างสม่ำเสมอ ทั้งในจังหวัดพิจิตรและต่างจังหวัด ปฏิบัติกรรมฐานอยู่สม่ำเสมอเป็นนิจ โปรดลูกศิษย์และญาติโยมอยู่ตลอดเวลา
    ท่านมีเมตตาสูง อารมณ์ดี เข้าหาง่าย และค่อนข้างเป็นกันเองกับลูกศิษย์ลูกหา มีลูกศิษย์ทั่วประเทศ สายทางอยุธยารู้จักท่านดี ท่านเป็นมากกว่าพระผู้ทรงอภิญญา เป็นพระแท้ๆ พระบ้านที่กราบไหว้ได้สนิทใจ !
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงพิมพ์ขาโต๊ะ ผสมเถ้าอังคาร หลวงปู่หน่าย สร้างปี ๒๕๓๕ องค์นี้แจก งานไหว้ครู ซองเดิม จากวัด

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250827_013207.jpg IMG_20250827_013237.jpg IMG_20250827_013253.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 สิงหาคม 2025
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1384700430-2-o.jpg 23252325 (1).jpg

    เหรียญหลวงปู่ดุลย์ รุ่นลาภผลพูนทวี ปี๒๕๓๓เหรียญสวยผิวเดิมเกจิร่วมอธิษฐานจิต หลวงปู่สาม อกิญจโน
    หลวงปู่ธรรมรังษี หลวงปู่เจียม หลวงปู่หงษ์ ฯลฯ
    อธิษฐานจิต ณ.อุโบสถวัดบูรพารามวัดอารามหลวง
    จิตส่งออกนอก เพื่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้น เป็น สมุทัย
    ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว เป็น ทุกข์
    จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็น มรรค
    ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็น นิโรธ
    "จงทำญาณให้เห็นจิต เมื่อเห็นจิตได้ ก็จะสามารถแยกรูป ถอดด้วยวิชชามรรคจิต เพื่อที่จะแยกรูปกับกายให้อยู่คนละส่วน แล้วจะเข้าใจพฤติของจิตได้ในลำดับต่อไป"
    จงทำ “ญาณให้เห็นจิต” เหมือนดั่งตาเห็นรูป เมื่อเราสังเกต "กิริยาจิต" ไปเรื่อยๆ จนเข้าใจถึง "เหตุปัจจัย" ของ "อารมณ์ความนึกคิด" ต่างๆได้แล้ว
    "จิต" ก็จะค่อยๆ "รู้เท่าทัน" การเกิดของ "อารมณ์ต่างๆ" อารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ก็จะค่อยๆดับไปเรื่อยๆ จน "จิตว่างจาก อารมณ์" แล้ว "จิต" ก็จะเป็น "อิสระ" อยู่ต่างหากจาก "เวทนาของรูปกาย" ให้รักษาจิต อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง
    การเห็นนี้เป็นการเห็นด้วย "ปัญญาจักษุ"
    หลวงปู่เล่าว่า “เมื่อพิจารณาตามหลักอริยสัจ ๔ โดยเห็นแจ้ง ดังนี้แล้ว ย่อมหมายถึงการผ่านเลยแห่งความรู้ใน ปฏิจฺจสมุปฺบาท ไปแล้ว เนื่องเพราะความรู้ในเหตุแห่งทุกข์ การดำรงอยู่แห่งทุกข์ และวิธีดับทุกข์นั้น คือ แก่นกลางแท้จริงของปฏิจฺจสมุปฺบาท”
    ที่สำคัญยิ่งก็คือ ธรรมะใน อริยสัจ ๔ นี้ เป็นธรรมะหมวด แรกที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ภายใต้ต้นพระ ศรีมหาโพธิ์ เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็น ศิษย์ตถาคต ผู้หนึ่งที่สามารถให้ อรรถาธิบายได้อย่างแจ่มแจ้ง
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250827_184636.jpg IMG_20250827_184700.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 สิงหาคม 2025
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756298128419.jpg FB_IMG_1756298130738.jpg FB_IMG_1756298132983.jpg FB_IMG_1756298135224.jpg FB_IMG_1756298137513.jpg FB_IMG_1756298139720.jpg FB_IMG_1756298141940.jpg FB_IMG_1756298144319.jpg FB_IMG_1756298146742.jpg FB_IMG_1756298148990.jpg

    วัตถุมงคลที่พระเกจิอาจารย์ปลุกเสกเดี่ยวถึง ๑๐ รูป
    พระสมเด็จชินบัญชร รุ่นประวัติศาสตร์ฯ ปี 2535 สมเด็จที่ระลึก 60 พรรษา สมเด็จพระบรมราชนีนาถจัดสร้างโดยมูลนิธิธรรมชีวินวัดอรุณราชวราราม มวลสามากมาย อาทิ ผงวัดระฆัง ผงวัดวัดบางขุนพรหม ผงวัดเกศไชโย ผงวัดสะตือ ผงวัดไก่จ้น ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงตรีนิสิงเห ผงพุทธคุณ ผงธรรมคุณ ผงสังฆคุณ ผงมาตาปิตุปัจฐานมงคล เกษรดอกไม้จากพระอุโบสถ 108 วัด เช่น วัดพระแก้ว วัดโสธร วัดบ้านแหลม วัดพระธาตุพนม วัดพระธาตุดอยสุเทพ ดอกกาหลง ดอกกุหลาบแดง ดอกรักขาว ดอกกุหลาบขาว ดิน 7 ป่า ตะใคร่เสมา ฯลฯ
    เริ่มพิธีพุทธาภิเษกตลอด ปี 2534 ดังนี้
    ครั้งที่ 1 วันที่ 9 ม.ค.2534 หลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม ปลุกเสกเดี่ยว
    ครั้งที่ 2 วันที่ 9 ก.พ.2534 หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม ปลุกเสกเดี่ยว
    ครั้งที่ 3 วันที่ 9 ม.ค.2534 หลวงพ่อเกษม สำนักสุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง ปลุกเสกเดี่ยว
    ครั้งที่ 4 วันที่ 9 เม.ย.2534 หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี ปลุกเสกเดี่ยว
    ครั้งที่ 5 วันที่ 9 พ.ค.2534 หลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ปลุกเสกเดี่ยว
    ครั้งที่ 6 วันที่ 9 มิ.ย.2534 หลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง จังหวัดเชียงใหม่ ปลุกเสกเดี่ยว
    ครั้งที่ 7 วันที่ 9 ก.ค.2534 หลวงปู่ทองมา วัดสว่างท่าสี จังหวัดร้อยเอ็ด ปลุกเสกเดี่ยว
    ครั้งที่ 8 วันที่ 9 ส.ค.2534 หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสูข จังหวัดสิงห์บุรี ปลุกเสกเดี่ยว
    ครั้งที่ 9 วันที่ 9 ก.ย.2534 หลวงพ่ออุตมะ วัดวังวิเวการาม จังหวัดกาญจนบุรี ปลุกเสกเดี่ยว
    ครั้งที่ 10 วันที่ 9 ต.ค.2534 หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา ปลุกเสกเดี่ยว
    ครั้งที่ 11 วันที่ 9 พ.ย.2534 มหาพุทธาภิเษกที่วัดอรุณราชวราราม โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ พร้อมเกจิอาจารย์จากทั่วประเทศอีก 108 รูป
    ครั้งที่ 12 วันที่ 10 ธ.ค.2534 มหาพุทธาภิเษกที่มณฑณท้องสนามหลวงโดยมี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเป็นองค์ประธานจุดเทียนชัยพร้อมด้วยเกจิอาจารย์ทั่วประเทศจำนวน 108 รูปเจริญสมาธิพุทธาภิเษก อาทิ
    1.) สมเด็จพระสังฆราช(สมเด็จวาส) วัดราชบพิตรฯ
    2.) สมเด็จพระญาณสังวร วัดบรวนิเวศวิหาร ( พระสังฆราชองค์ต่อมา
    3.) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา
    4.) สมเด็จพระวันรัด วัดโสมนัสววิหาร
    5.) สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดปธุมคงคา
    6.) พระพรหมคุณาภรณ์ (สมเด็จพุฒาจารย์เกี่ยว)วัดสระเกศ (รักษาการองค์พระสังฆราช)
    7.) พระมหาวีระ ถาวะโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง)
    8.) พระอาจารย์ชื้น พุทธสาโร วัดญาณเสน
    9.) หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    10.) พระครูสันติวรญาณ (หลวงปู่สิม) วัดถ้ำผาปล่อง
    11.) พระอุดมสังวรเถร (หลวงพ่ออุตตะมะ) วัดวังค์วิเวการาม เทพเจ้าแห่งสังขระบุรี
    12.) พระครูฐาปนกิจสุนทร (หลวงพ่อเปิ่น) วัดบางพระ
    13.) พระครูปริมานุรักษ์ (หลวงพ่อพูล) วัดไผ่ล้อม
    14.) หลวงปู่ม่น วัดเนินตามาก
    15.) พระครูเกษมธรรมนันท์ (หลวงพ่อแช่ม) วัดดอนยายหอม เป็นต้น
    และสมเด็จพุทธโฆษาจารย์วัดสามพระยาเป็นประธานดับ เทียนชัย
    โดยทหาร,หมอ,พญาบาลทุกคนที่ได้รับมอบให้เป็นของป้องกันตัวที่ประเทศติมอร์ทุกๆ คนกลับมาด้วยความปลอดภัยไม่มีใครได้รับอันตราย
    อ้างอิง : มูลนิธิธรรมชีวิน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250827_193311.jpg IMG_20250827_193332.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 สิงหาคม 2025
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,954
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1756298757362.jpg FB_IMG_1756298765256.jpg FB_IMG_1756298768810.jpg FB_IMG_1756298771331.jpg FB_IMG_1756298774029.jpg FB_IMG_1756298776626.jpg FB_IMG_1756298779272.jpg

    พระสมเด็จ วัดแจ้งพรหมนคร จ.สิงห์บุรี ด้านหลังฝังเม็ดพระธาตุ พิธีใหญ่
    พระคณาจาธย์ที่ร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษกและอธิษฐานจิต
    1. หลวงปู่หน้อย วัดบ้านปง อ.แม้ริมจ.เซียงใหม่อายุ97 ปี
    2. หลวงปู่อินทร์ วัดฟ้าหลัง อ.สันบำตอง จ.เชียงใหม่ อายุ 93 ปี
    3. หลวงปู่ครูบาดวงดี วัดท่าจำปีอ.สันบำตองจ.เชียงใหม่ อายุ 87 ปี
    4. ครูบาแสงหล้าวัดพระธาตุสองเมือง ประเทศพม่า
    5. ครูบาสร้อยวัดท่าสองยาง จ.ตาก
    6. หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี อายุ 90 ปี
    7. หลวงพ่อเจ๊ก วัดระนาม สิงห์บุรี อายุ 98 ปี
    8. หลวงพ่อใบ วัดตึกราชา สิงห์บุรี อายุ 84 ปี
    9. หลวงพ่อฮวด วัดดอนโพธิ์ทอง สุพรรณบุรี
    10. หลวงพ่อแสวงสำนักสงฆ์ถ้ำตะพาบ อุทัยธานี
    11.หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข สิงห์บุรี

    ให้บูชา 120 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250827_194730.jpg IMG_20250827_194755.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 สิงหาคม 2025
  20. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,161
    ค่าพลัง:
    +5,850
    จองครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...