เหรียญหลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตร ลป.หมุนปลุกเสก สมเด็จหลังรูปเหมือน ลพ โต เขาบ่อทอง

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    112
    ค่าพลัง:
    +90
    จองบูชาครับ
     
  2. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    112
    ค่าพลัง:
    +90
    จองบูชาครับ
     
  3. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    112
    ค่าพลัง:
    +90
    จองบูชาครับ
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757673831520.jpg

    -เรียบเรียงประวัติหลวงปู่สี สิริญาโณ
    โดยพระเสกสรรค์ มหาปุญฺโญ นีระพันธ์
    -แผยแผ่เป็นธรรมทานโดยชมรมงานพระพุทธศาสนาและแผ่นดิน
    (๑)ชาติภูมิ#
    เกิดเมื่อวันที่ 23 เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช 2467 ตรงกับ วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 6 ปี ชวด ที่บ้านเปือย หมู่ที่ 3 ตำบลโนนกาเล็น อำเภอวารินชำราบ (ปัจจุบันเป็นอำเภอสำโรง) จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของโยมพ่ออินทร์ - โยมแม่นาง นามนาง
    มีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน คือ
    1. เด็กหญิงจันทร์มี นามนาง เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก
    2. หลวงปู่สี สิริญาโณ
    3. เด็กชายเนียม นามนาง เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก
    4. นายสง่า นามนาง อยู่ที่บ้านโนนใหญ่ อำเภอทุ่งศรีอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
    5. นางหนู วรรณพาล อยู่ที่บ้านโนนใหญ่ อำเภอทุ่งศรีอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
    6. นางสิงห์ เจริญธง ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
    7. นายฟอง อยู่ที่บ้านบุ่ง หมู่ 4 ตำบลโนนกาเล็น อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี
    8. นายข่อง นามนาง อยู่ที่บ้านเปือย หมู่ 12 ตำบลโนนกาเล็น อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี
    9. นายคำภา นานนาง อยู่ที่บ้านบุ่ง หมู่ 4 ตำบลโนนกาเล็น อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี

    (๒)#ชีวิตวัยเด็ก#
    เด็กชายสี นามนาง เป็นเด็กที่อยู่ในโอวาทของพ่อ - แม่ วานอนสอนง่ายเสมอ ด้วยเหตุที่ เด็กชายสี เป็นคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างผี คือ พี่สาวและน้องชาย ที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก จึงทำให้เด็กชายสีได้เป็นพี่คนโตของน้อง ๆ โดยปริยาย คนเฒ่าคนแก่สมัยนั้นเรียกเด็กชายสี ว่า เป็นคนหามผี หรือหาบผี ในฐานะที่เป็นพี่คนโต เด็กชายสี จึงมีหน้าที่รับผิดชอบมากกว่าน้องคนอื่นๆ หน้าที่หลักคือ งานเลี้ยงควาย, ทำไร่อ้อย, และหาอาหาร ควายกินหญ้าทุกวันก็ต้องไปเลี้ยงทุกวันไม่มีวันจบสิ้น และทุกๆ วันที่ไปเลี้ยงควาย เด็กชายสี ก็จะหาอาหารไปด้วย เพื่อมาเป็นอาหารสำหรับครอบครัว ด้วยความอัตคัดขัดสนนี่เอง ที่ทำให้เด็กชายสี ต้องขยันอดทน ว่องไวใจกล้า แก้ปัญหาเป็น เมื่อวันใดครอบครัวขาดเขิน ข้าวขาดแลง แกงขาดหม้อ เด็กชายสีก็จะแบ่งห่อข้าวที่ไปเลี้ยงควายไว้ครึ่งหนึ่ง เพื่อเก็บไว้กินตอนเย็น ซึ่งเป็นการช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง อย่างน้อยอาหารมื้อเย็นในส่วนของตนน้องก็อิ่มได้หนึ่งคน
    (๓)ชีวิตเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม
    เมื่อน้องโตขึ้น พอที่จะเลี้ยงควายแทนได้แล้ว นายสี ก็เอาใจใส่ในการดูแลไร่อ้อยเป็นหลัก จะเป็นคนที่มีรูปร่างเล็ก แต่ก็แข็งแรง บึกบึน ขยัน อดทน กระฉับกระเฉง ว่องไว ไฟแรง ชอบแสวงหารู้จากรุ่นพี่ คนเฒ่า คนแก่ เป็นประจำ จึงได้ฝึกหัด ช่างจักสน และช่างไม้ด้วย ที่เคยได้บวชเรียน เขียนอ่านเพื่อที่จะให้ตัวเอง อ่านออกเขียนได้ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน หลังจากกลับจากไร่อ้อยในแต่ละวันพอตกเย็น นายสี ก็จะไปเล่นกับคนเฒ่า คนแก่ คนเฒ่าคนแก่จึงชอบ บางคนก็อยากได้มาเป็นเขย งานไร่อ้อยที่นายสีรับผิดชอบอยู่มีที่ประมาณ 3 ไร่เศษ ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษในช่วงต้นอ้อยยังเล็กต้องถอนหญ้าพรวนดิน ใส่ปุ๋ยจนกว่าจะโตสมบูรณ์
    (๔)#เมื่อต้นอ้อยโตแล้ว จึงมีเวลาว่าง ก็จะถางป่า#
    เพิ่นขยายไร่อ้อยไปอีก จนวันหนึ่ง ขวานที่ใช้ถางป่า ได้ฟันเข้าที่เท้าซ้ายจนเป็นรอยแผลเป็น ถึงปัจจุบัน การทำไร่อ้อยของนายสี เป็นช่องทางหนึ่งที่สร้างรายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัว ที่เหลือก็จะเก็บไว้ซื้อนา ซื้อควาย ซึ่งในสมัยนั้น ถ้าใครมานามาก มีควายมาก ก็ถือว่ามีฐานะดี ร่ำรวย เมื่ออ้อยโตเต็มที่ ก็ตัดเอาไปบดเอาแต่น้ำ แล้วเอาไปต้มเคี้ยวจนเหลวเหนียว แล้วนำมาปั้นเป็นก้อน ตากให้แห้ง จึงนำไปขาย ที่อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ขณะนั้นกิโลกรัมละ 25 สตางค์ 4 กิโลกรัม ได้ 1 บาท 12 กิโลกรัมก็จะได้ 3 บาท.
    (5)#อยู่มาวันหนึ่ง ความคิดของนายสีก็เริ่มเปลี่ยนไป#
    เกิดความเบื่อหน่ายกับการงานที่ทำ จำเจไม่จบไม่สิ้น อยากจะบวชเรียนเขียนอ่าน หาความรู้ใส่ตัว จึงพูดทีเล่นทีจริงกับพ่อแม่ว่า "อยากไปอยู่วัด คัดทหารแล้วไปบวช" พ่อแม่ยังไม่อยากให้บวช เพราะนายสีเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว เพื่อเติมเต็มให้น้องๆ ได้เติบใหญ่ สมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี เมื่อถึงอายุ ครบ 20 ปีบริบูรณ์ ชายไทยทุกคนต้องรับการตรวจเลือกเป็นทหารกองเกิน ผลการตรวจเลือกออกมาว่า ไม่ต้องเป็นทหาร พ่อแม่ และนายสี ก็โล่งใจ อยู่ต่ามาความฝันที่คิดจะบวชก็ใกล้ความจริง เมื่อพ่อพานายสีไปฝากเป็นศิษย์วัดกับหลวงพ่อกลม เจ้าอาวาสวัดบ้านเปือย ม.3 ต.โนนกาเล็น อ.วารินฯ (สำโรง) จ.อุบลฯ นายสีจึงมีโอกาสศึกษากฎระเบียบ วินัย กิจวัตรประจำวันของสงฆ์ และท่องหนังสือ 7 ตำนาน พอถึงวันที่กำหนดบวชก็จัดงานบวชให้ ท่ามกลางความปีติยินดี ของญาติพี่น้องทุกคนโดยเฉพาะนายสีเอง เพราะมีจิตศรัทธาแรง ที่คิดจะบวชมานานแล้ว
    (6)##เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์#
    นาคสี ได้บรรพชาอุปสมบท เมื่ออายุ 21 ปี วันที่ 19 เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช 2488 ที่สิม วัดบ้านเปือย ( สิม เป็นศาลากลางน้ำใช้ในการทำสังฆกรรม เช่น บวชพระ - เณร เป็นต้น ในกรณีวัดที่ยังไม่มีโบสถ์) สมัยนั้นยังไม่มีโบสถ์ โดยมี
    พระครูศรีระสุนทร (ทา) เป็นพระอุปัชฌาย์
    หลวงพ่อกลม เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    หลวงพ่อสงค์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    ได้รับ ฉายาว่า " สิริญาโณ " เมื่อบวชได้ 3 พรรษา ตามประสาพระหนุ่มไฟแรง ก็อยากเรียนโน่นเรียนนี่ เรียนคาถาอาคมบ้าง ตามความนิยมในสมัยนั้น จึงไปเรียน "สนธิ มูลกระจาย" แต่ก่อนเรียกว่า " เฮียนสนเฮียนนาม" (ศาสตร์ชั้นสูง พระไตรปิฎก หลักไวยากรณ์ ภาษาบาลี - มคธ) ที่สำนักวัดบ้านโพธิ์ ต.โพธิ์ อ.กันทรารมย์ (อ.โนนคูณ) จ.ศรีสะเกษ (ญาถ่านพิมพ์) โพธคุณ กับ พระครูโสภณ เจ้าอาวาสวัดบ้านโพธิ์ นอกจากนั้นยังเรียนปริยัติและบาลี สอบได้ นักธรรมชั้น โท ต่อมาคิดอยากจะท่องปาฎิโมกข์ จึงหาหนังสือมาท่องประมาณ 2 เดือนเศษ ก็ท่องได้ขึ้นใจ พระสี บวชได้ 4 พรรษา หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดบ้านเปือย ก็มรณภาพ พระสีก็รักษาการแทนต่อมา พระสีเป็นพระที่มีความมุมานะ ชอบทำงานใหญ่ พาญาติโยมบ้านเปือย กั้นน้ำร่องชี - ร่องบักยาง (ห้วยควร) ถ้าไม่มีความขยันอดทนสูงจำทำไม่ได้ เพราะบริเวณที่กว้างและยามมาก และยังใฝ่หาความรู้ตลอดเวลา แสวงหาพระเถระผู้ใหญ่ ที่มีความรู้ความชำนาญ เพื่อจะขอเป็นศิษย์ และศึกษาธรรมะด้วย จนในละแวกเขตใกล้เคียง ไม่มีที่ใด น่าไปศึกษา พระผู้ใหญ่ก็ไม่มีอะไรจะสอนอีก กระทั้งปี พ.ศ. 2495 ขณะนั้นพระสีบวชได้ 8 พรรษา มีความรู้มากขึ้น อายุมากขึ้น และพรรษามากขึ้น ญาติโยมก็เริ่มเรียกพระสีว่า "พระอาจารย์สี" สุดท้ายก็เรียก "ญาถ่านสี"
    (๗)#ญาถ่านสี นอกจากจะขยันหมั่นเพียรศึกษาธรรมะ หาความรู้แล้ว#
    และยังช่วยงานพระอุปัชฌาย์ทามาตลอด จนได้รับความไว้วางใจเป็นพิเศษ พระอุปัชฌาย์ทา จึงคิดที่จะให้ญาถ่านสีมาเป็นอุปัชฌาย์แทนตน เพราะอายุมากแล้ว แต่ยังไม่พูดอะไร และในปีนี้เอง (2495) ญาถ่านสีคิดอยากเปลี่ยนไปสถานที่ไกลๆ เผื่อจะได้มีโอกาสพบปะ พระเถระผู้ใหญ่ พอจะศึกษาธรรมะด้วย จึงตัดสินใจไปที่บ้านคอแลน อ.บุณฑริก จ.อุบลฯ อยู่ที่นี้เป็นเวลา 4 ปี แต่จำพรรษาจริงๆ แค่ 2 พรรษา ช่วงที่อยู่วัดคอแลน ได้พาพระเณร ญาติโยมพัฒนาวัด สร้างศาลา กุฏิให้กว้างขวางขึ้น เพราะศาลาหลังเก่าคับแคบไม่พอที่จะให้โยมมาทำบุญ เจ้าคณะอำเภอบุญฑริกเห็นว่าญาถ่านสีเป็นพระที่มีความรู้ ความสามารถ เลยจะแต่งตั้งให้เป็น เจ้าหน้าที่ผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนา ของอำเภอบุญฑริก แต่ญาถ่านสี ไม่ชอบในลาภยศสรรเสริญ จึงไม่ขอรับตำแหน่งและกลับมาที่บ้านเปือยในปี พ.ศ. 2498
    (๘)#คราวนี้ญาถ่านสี คิดที่จะสร้างโบสถ์วัดบ้านเปือย#
    จึงปรึกษาหาหรือกับผู้นำหมู่บ้านตอนนั้นมี พ่อใหญ่ดี (ด่าง) กุลบุตรดี เป็นผู้ใหญ่บ้านท่านมีธุระมาก ไม่มีเวลาที่จะดูแล การก่อสร้างโบสถ์ได้ จึงยังไม่ให้สร้างเลยต้องล้มเลิกไป ญาถ่านสีเสียความตั้งใจ จึงออกท่องเที่ยวไปในเขตตำบลอื่น จึงได้มาพบกับหลวงพ่อพระครูวัดวัดบุ่งหวาย ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี และสนทนากันเรื่องธรรมะ หลวงพ่อพระครูวัดบุ่งหวาย จึงได้หยิบหนังสือธรรมะของเจ้าคุณพุทธทาส มาอ่านให้ฟัง ท่านเกิดความรู้สึกชอบในหนังสือเล่นนั้น เพราะมีแต่ธรรมดีๆ คิดอยากจะเห็นหน้าท่านเจ้าคุณพุทธทาสขึ้นมา จึงตัดสินใจเดินทางไป ที่วัดสวนโมกข์พลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี กับอาจารย์ศักดิ์ เมื่อไปถึงเข้ากราบนมัสการท่านเจ้าคุณพุทธทาส เพื่อฝากเนื้อฝากตัว และแจ้งวัตถุประสงค์การครั้งนี้ พอเริ่มศึกษาไปได้พักหนึ่ง จิตใจเริ่มไม่ชอบ คำเทศน์คำสอนของท่านดีมีสาระ แต่ไม่ชอบที่ไม่ถือวินัย เช่น ขุดดิน พรากของเขียว ด้วยตัวเอง เป็นต้น จึงขอกราบลาท่านเจ้าคุณพุทธทาสกลับสู่อุบลฯ ดังเดิม
    (๙)#เมื่อปี พ.ศ.2500 ได้พบกับพระอาจารย์อินทร์#
    ซึ่งเป็นคนชอบฟังธรรม ที่ไหนมีการแสดงธรรมเทศนาของพระดังๆ ก็จะเดินทางไปฟังเป็นประจำ ขณะนั้นวัดหนองป่าพงเริ่มมีคนรู้จัก หลวงปู่ชาเริ่มมีคนกล่าวถึง ในสาระเนื้อหาการแสดงพระธรรมเทศนาของท่าน พระอาจารย์อินทร์จึงชวนญาถ่านสีไปฟังธรรมหลวงปู่ชา ที่วัดหนองป่าพง เดินทางโดยทางเท้าเพราะยังไม่มีถนน มีแต่ทางเกวียนเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน บางหมู่บ้านก็ไม่มีเลย ต้องเดินลัดเลาะตามป่าละเมาะ ทุ่งไร่ ทุ่งนา ใช้เวลาเดินทางเกือบค่อนวัน จึงลำบากพอควร พอไปถึงวัดหนองป่าพง เข้าไปกราบหลวงปู่ชา บอกท่านว่า อยากมาฟังธรรมครูบาอาจารย์ (สมัยนั้นพระชอบเรียก-พระผู้มีพรรษามากกว่าว่า ครูบาอาจารย์) ปีนั้นคนฟังธรรมยังไม่มีมากจึงมีเวลาสนทนาเรื่องธรรมะ มากพอสมควร
    (๑๐)#วันนั้นหลวงปู่ชาได้เทศน์เรื่อง อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น#
    และเรื่องของการปล่อยวางอุปาทาน การไม่ยึดมั่นถือมั่นความเป็นอนัตตา ญาถ่านสีได้ฟัง เกิดความคิดขัดแย้งขึ้นในใจ และด้วยมานะทิตฐิในตัว ที่เข้าใจว่า ตนได้ศึกษาเล่าเรียนมาเหมือนกัน จึงถ่ามขึ้นว่า
    " แล้วที่ครูบาอาจารย์ ฉันในบาตร อยู่ในป่า ห่มผ้า 3 ผืน มันบ่แม่นการมีอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นบ้อ"
    หลวงปู่ชาจึงพูดว่า = " เอ๋า.....! เป็นจังได๋ว่าไปเบิ่ง"
    ญาถ่านสีจึงได้พูดว่า = " การฉันในบาตร บ่ยอมฉันในภา อยู่แต่ในป่าบ่อยู่ในบ้าน ถือผ้าแค่ 3 ผืน บ่ยอมเปลี่ยนแปลง ถึงสิมีผู้หามาถวาย กะบ่ยอมเปลี่ยน ยังคงเฮ็ดคือเก่า แล้วสิบ่ให้เอิ้นว่า อุปาทานได้จักได๋ "
    หลวงปู่ชา = "ท่านเคยไปตลาดบ่"
    ญาถ่านสี = " เคย "
    หลวงปู่ชา = " เห็นคนเขาซื้อกล้วยบ่ "
    ญาถ่านสี = " เห็น "
    หลวงปู่ชา = " เขาซื้อกล้วยเขาปอกเอาแต่เนื้อมันบ้อมา เปลือกเขาบ่กิน เขาเอาอยู่บ้อ เป็นหยังเขาจังเอาเปลือกมันมานำ เป็นหยังเขาบ่เอาเปลือกมันถิ่ม เอาแต่เนื้อมันมา มันกะเป็นแนวของมันจังซี่ อันนี้มันกะคือกัน อันนี้กะแนวของพระกรรมฐาน บ่แม่นแนวเอา เป็นแนวใช้ มันกะเป็นของมันแนวนี้ "
    (๑๑)#แล้วหลวงปู่ชาจึงได้เทศน์อธิบายเรื่องของประพฤติปฏิบัติ#
    และธรรมะนานพอสมควร ท่านได้ฟังแล้วทำให้จิตใจสงบเยือกเย็นลง เกิดความเคารพศรัทธาในหลวงปู่ชาขึ้นมา (หลวงปู่ชาได้พูดกับญาถ่านสีภายหลังว่า " เทศนาวันนั้น พลิกแผ่นดินเทศน์เลยนะ) หลังจากได้ฟังธรรมแล้ว ทำให้ท่านเกิดความศรัทธาอยากประพฤติปฏิบัติ จึงได้กลับมาสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นมา ที่บ้านเปือย (ปัจจุบันคือที่ตั้งโรงเรียนบ้านเปือย) จากนั้นก็เข้าไปฟังธรรมจากหลวงปู่ชาอยู่เนืองๆ มิได้ขาด จนมั่นใจว่าทางนี้แหละที่ท่านจะก้าวเดินต่อไป ท่านคิดว่า การที่จะไปอยู่วัดหนองป่าพงดื้อๆ ง่ายๆ นั้น ไม่ได้แน่ เพราะผู้ใหญ่ดี (ด่าง) เป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านเปือยสมัยนั้นเป็นคนที่อิทธิพลมีอำนาจมาก สั่งอะไรต้องได้หมดไม่มีใครไม่เกรงกลัวผู้ใหญ่ดี —
    (๑๒)ญาถ่านสีจึงคิดหาอุบายที่จะไปจึงคิดว่า ต้องสร้างโบสถ์วัดบ้านเปือย#
    เมื่อสร้างเสร็จก็จะย้ายที่อยู่หรือไปจำพรรษาที่อื่นก่อน จึงจะกลับมาที่เดิมได้ เพราะตามประเพณีธรรมเนียมปฏิบัติของพระสงฆ์ รูปใดสร้างถาวรวัตถุ อะไรแล้วเสร็จต้องย้ายไปจำพรรษาที่อื่น ช่วยจังหวะนี้คงพอจะมีโอกาสไปวัดหนองป่าพงได้ พอคิดได้ก็เริ่มวางแผนงานดูสถานที่ จุดที่จะสร้างพร้อมทั้งโครงการกำหนดไว้ 5 ปีต้องแล้วเสร็จ และในการสร้างโบสถ์ครั้งนี้ มีการกำหนดไว้ว่า ชาวบ้านเปือยครัวเรือนใด ที่มีคนหนุ่มคนสาวอยู่ในครอบครัวจะต้องจายเงินช่วยสร้างโบสถ์ ใช้ดินบริเวณร่องชี ต้นคนไม้ในป่าสาธารณะ (ป่าช้า) ใกล้ๆ มาเป็นเชื้อเพลิงในการเผาอิฐ ในปี พ.ศ. 2505 เริ่มเผาอิฐ วางผังตอกเสาเข็มเทคาน ก่ออิฐ จนการสร้างโบสถ์แล้วเสร็จสมบูรณ์ในต้นปีปี พ.ศ. 2509 เสร็จตามกำหนด 5 ปี
    (๑๓)#จากนั้นชาวบ้านโคก (บ้านดอนผึ้ง) ก็มานิมนต์ท่านไปจำพรรษาที่วัดบ้านโคก#
    เพื่อเป็นการย้ายที่อยู่ หลังจากสร้างโบสถ์เสร็จ จำพรรษาอยู่วัดบ้านโคก 2 พรรษา เมื่อปี พ.ศ. 2510 และ พ.ศ. 2511 สมัยที่ท่านอยู่วัดบ้านโคก ก็ได้พาพระ เณร ญาติโยม สร้างศาลา 1 หลัง กุฏิ 1 หลัง เพราะญาติโยมบ้านโคกเริ่มจะเข้าวัด ท่านไม่ใช่คนนิ่งดูดาย มีเวลาก็จะเข้าไปศึกษาธรรมะกับหลวงปู่ชา และระยะหลังๆ นี้ เริ่มถี่ขึ้น ในคือวันหนึ่งที่วัดบ้านโคก วันนั้นเป็นคืนธรรมสวนะ หลังจากทำวัตรเสร็จญาติโยมลากลับบ้านกันหมด เหลือแต่ท่านอยู่พับพระลูกวัด ท่านจึงเข้าพักในกุฏิ นั่งสมาธิ ภาวนาตามดูจิตเองนึกคิด สมัยนั้นท่านยังไม่ได้ฝึกหัดศึกษาการทำสมาธิภาวนาอย่างถูกต้อง และเข้าใจพอ นั่งไปถึงเวลาตีหนึ่งตีสอง จิตเกิดความสงบสบายใจและว่างเปล่า จึงนั่งต่อไปอีกจนถึงตีสามตีสี่ ตอนหลังเกิดความผิดปกติจิตใจว้าวุ่นไม่สงบกระวนกระวายเหมือนจะเป็นบ้า กลัวธรรมจะแตก เหมือนโบราณว่า
    (๑๔)พอรุ่งเช้าวันใหม่หลังจากฉันภัตตาหารเช้าเสร็จ จึงชวนญาติโยมออกเดินทางไปหาหลวงปู่ชา#
    ที่วัดหนองป่าพง ในเวลาช่วงบ่ายๆ ขณะนั้น หลวงปู่ชากำลังมีแขกอยู่พอดี จึงเข้าไปกราบ หลวงปู่ชาจึงถามญาถ่านสีว่า "มีเหตุฮ้อนประการแท้สิ่งใด๋น้อ" (มีเหตุเดือดร้อนอะไร) ท่านจึงเล่าเรื่องการนั่งสมาธิภาวนาให้ฟัง ว่ามันเหมือนจะเป็นบ้า แล้วถามหลวงปู่ชาว่า " มันเป็นเพราะหยังครูบาอาจารย์ " หลวงปู่ชาตอบทันทีว่า " มันเป็นภวตัณหากะบ่ฮู้จัก " เพราะการที่อยากได้โนนได้นี่ เป็นนั้นเป็นนี่ เป็นตัณหา พอได้ฟังท่านก็เกิดความกระจ่างสว่างขึ้นในใจ ความวิตกกังวลก็พลันหายไป หลวงปู่ชาจึงพูดกับท่านว่า " ถ้าบ่มาอยู่กับผมบ่เป็นด่อก " เพราะท่านมาติดขัดที่การปฏิบัติ การภาวนาต้องฝึกหัดปฏิบัติจริงๆ มันจึงจะเป็น
    (๑๕)#ญาถ่านสีตัดสินใจว่า จะต้องอยู่ปฏิบัติให้ได้#
    พอกลับถึงวัดบ้านโคก ความก็รู้ถึงพระอุปัชฌาย์ทาว่า ญาถ่านสีจะหนีไปอยู่วัดหนองป่าพง ท่านจึงไม่สบายใจ เพราะความตั้งใจที่จะให้ญาถ่านสีมาเป็นอุปัชฌาย์แทนตน วันต่อมาจึงให้ญาติโยม บ้านโพนงาม และบ้านโพนเมือง จัดเตรียมเกวียน 9 เล่ม มารับญาถ่านสี ไปเป็นอุปัชฌาย์ ตามคำสั่งของอุปัชฌาย์ ส่วนผู้ใหญ่ดี บ้านเปือย ก็เข้ามาขวาง ชาวบ้านโคกก็หวงไม่อยากให้ไป ญาถ่านสีก็เลยพูดขึ้นว่า " หลายทางโพด จักสิไปทางใด๋ สิตัดสินใจเองดอกมื้อแลง " พอตกตอนเย็น ญาถ่านสี ก็ไปหาอุปัชฌาย์ทา ที่วัดบ้านโนนกาเล็น เพราะวันนั้นท่านไปธุระที่บ้านโพนเมืองบ้านเกิดของท่านอุปัชฌาย์ ญาถ่านสีจึงกลับมาวัดบ้านโคกโดยไม่พูดอะไรเพราะตัดสินใจแล้ว
    (๑๖)เช้าวันต่อมาจึงเดินทางไปวัดวัดหนองป่าพง พร้อมญาติโยมคณะหนึ่ง#
    ได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์ เพื่อฝึกหัด ปฏิบัติกรรมฐาน ในวัดหนองป่าพง ซึ่งหลวงปู่ชา ก็ให้ความอนุเคราะห์เมตตา รับเป็นศิษย์ โดยไม่ต้องเป็นพระอาคันตุกะอีกต่อไป ในปี พ.ศ. 2511 หลวงปู่ชาได้บอกกับคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง ในคณะนั้นเลยว่า " พระรูปนี้เคยเข้ามาศึกษาธรรมะกับผมมานานแล้ว ผมจะรับรองเอง"
    (๑๗)เริ่มต้นเส้นทางธรรมสายใหม่#
    เมื่อท่านมาอยู่วัดหนองป่าพงแล้ว เกิดความประหม่า กระวนกระวายเพราะยังไม่คุ้นเคย กับกลิ่นไอของป่าใหญ่ที่เยือกเย็น จากการเป็น ญาถ่านสี กลับมาเป็นพระสี หรือ พระอาจารย์สี อีกครั้ง มันรู้สึกเขินๆ แต่ด้วยพระอาจารย์สี เป็นพระที่มีพรรษามากกว่าพระสงฆ์รูปอื่นๆ ในขณะนั้น จึงได้นั่งต่อจากหลวงปู่ชา เพราะฉะนั้นการทำอะไรทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขมฉัน การวางตัว จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ จึงเป็นเหตุให้ได้ฝึกสมาธิเบื้องต้น ระยะแรกๆ มีความลำบากพอควร เพราะข้อปฏิบัติแตกต่างกับที่เคยปฏิบัติมา ในขณะนั้นท่านจึงเปรียบเสมือนพระที่บวชใหม่ ที่ต้องฝึกหัดและทำความเข้าใจใหม่
    (๑๘)วันหนึ่งญาติโยมทางบ้านเปือย ได้ไปเยี่ยมท่านที่วัดหนองป่าพง#
    พอไปถึง ก็เข้ากราบหลวงปู่ชา จึงถามหาญาถ่านสี หลวงปู่ชาตอบว่า " บ่มีดอก ญาถ่านสี มีแต่พระบวชใหม่ " พระอาจารย์สีได้พบกับญาติโยมบ้านเปือยที่ไปเยี่ยมเยียน จึงพูดเล่นๆ ว่า " ข่อยบวชใหม่ แล้วใด๋ หลวงปู่ชาบวชให้ " เพราะต้องปฏิบัติใหม่หมด จนบางครั้งเกิดความท้อแท้ แต่ด้วยการเป็นพระที่มีพรรษามาก ทั้งยังมีความขยันอดทน เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้ผ่านวิกฤตนี้ไปได้ ด้านการศึกษาปฏิบัติ ก็ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เริ่มเคยชินกับสภาพที่อยู่ใหม่ที่แสงสว่างไสว ให้ก้าวเดินไปตามความปรารถนา สู่เส้นทางธรรมอันทรงคุณค่าของพระอาจารย์สี สิริญาโณ ผู้เปลี่ยนเส้นทางตัวเองสู่ทางวิปัสสนากรรมฐาน ได้อย่างถูกต้องบรรลุผล ท่านอยู่จำพรรษาที่วัดหนองป่าพงได้ 3 พรรษา การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็เป็นที่ยอมรับของคณะสงฆ์ในสาขาต่างๆ คณะสงฆ์จึงเรียกคำนำหน้าเป็น หลวงพ่อสี เพราะอายุและพรรษามากแล้ว เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2513 ต้นปี พ.ศ. 2514
    (๑๙)หลวงปู่ชา ได้พาหลวงพ่อสี และพระเณร ไปทำทางขึ้นที่สำนักสงฆ์วัดถ้ำแสงเพชรบน#
    ซึ่งแต่ก่อนชาวบ้านเรียกว่า " ถ้ำวัวนอน " ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกอำเภออำนาจเจริญ ( จังหวัดอำนาจเจริญ) การทำถนนขึ้นไป ด้วยความลำบาก อุปกรณ์เครื่องมือ ตามมีตามได้ ไม่มีเครื่องทุนแรง มีแต่จอบเสียมชะแลง บุ้งกี่ ที่สำคัญที่สุดคือกำลังแรงกายและความอดทน ในวันที่มีแสงเดือน ก็ทำกลางคืนด้วย ที่พักก็อยู่ตามพะลานหิน และชะง่อนผา เมื่อทำถนนขึ้นเสร็จ พอที่พระเณรจะใช้ประโยชน์ได้แล้ว จึงกลับมาวัดหนองป่าพง และจะพรรษาต่อหลวงพ่อสีจำพรรษาที่วัดหนองป่าพง ได้ 3 พรรษา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ถึง พ.ศ.2514
    (๒๐)หลังจากออกพรรษาในปี พ.ศ. 2514 หลวงปู่ชาได้มอบหมายให้หลวงพ่อสีไปดูแลรักษาป่าวนอุทยาน#
    ซึ่งทางการกำลังสร้างเขื่อนสิรินธร ท่านไปกับพระ 1 รูป ผ้าขาว 1 คน พอไปถึงที่นั้นยังไม่มีอะไรเลย กุฏิก็ไม่มี ตอนนั้นเป็นปลายฝนต้นหนาว วันหนึ่งฝนตกลมแรง ต้องอาศัยซอกหินเป็นที่หลบฝน วันหลังหลวงปู่ชาจึงให้โยมพ่อจวน พ่อคูณ นำเต็นท์มาให้ พ่อจอมพ่อคูณได้ช่วยกันเกี่ยวหญ้าคาไปทำกุฏิชั่วคราวพอได้อาศัย และหาเรือไว้ให้ใช้ 1 ลำ หลายวันต่อมาหลวงปู่ชาจึงมาเยี่ยม พร้อมพร้อมเรือลำใหญ่กว่าเดิมไว้ให้ 1 ลำ เพราะถ้าลำเล็กอาจจะเป็นอันตราย เมื่อมีฝนตกลมแรงเวลาออกบิณฑบาตก การบิณฑบาตก็ลำบาก หมู่บ้านอยู่ไกลๆ ส่วนหลวงพ่อสีจะเดินไปบิณฑบาตที่ช่องเม็ก ทั้งไปและกลับ ประมาณ 18 กิโลเมตร กว่าจะกลับมาถึงพักที่พักก็สายมาก วันไหนโชคดีหน่อยมีรถทหารมาเจอ เขาก็รับไปสังที่พัก ระยะหลังญาติโยมเริ่มรู้จักว่ามีพระมาอาศัยอยู่ป่าแห่งนี้ และเริ่มทยอยกันมาช่วยทำงานและอุปถัมภ์ตามศรัทธา
    (๒๑)ต่อมาหลวงปู่ชาจึงได้ส่งพระเณรและแม่ชีมาอยู่ด้วย#
    หลวงพ่อสีก็ได้พาพระเณร และญาติโยมสร้างศาลานาบุญขึ้น 1 หลัง เป็นศาลาไม่ยกสูงจนแล้วเสร็จ พื้นที่นั้นจึงตั้งเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นมา ชื่อว่า " วัดป่าโพธิญาณ " หรือวัดเขื่อนสิรินธร ที่หลายคนชอบเรียก ในคืนวันหนึ่งหลวงพ่อสีนั่งสมาธิอยู่ในกุฏิ คือนั้นฝนตกหนักลมแรง ต้นไม้ใหญ่ได้โค่นล้มทับกุฏิที่หลวงพ่อสีพังทั้งหลัง พอรู้สึกตัวก็คิดว่า "เฮาตายหรือยัง" และคิดต่อไปว่า ถ้าตายก็สบายไม่เจ็บ ถ้ายังไม่ตายก็จะเดินออกไป ถ้ามีคนถามก็แสดงว่ายังไม่ตาย ต่อจากนั้นหลวงพ่อสีจึงได้ถือบาตรจีวร เดินออกจากกุฏิ พอเดินไปได้สักพัก โยมได้ถามขึ้นว่า "หลวงพ่อสิไปไส" หลวงพ่อสีอุทานขึ้นว่า " ฮึอ! ยังบ่ตาย " โยมจึงถามต่อว่า "หลวงพ่อเป็นจังได๋ต้นไม่ใหญ่ล้มทับ" หลวงพ่อสีตอบว่า " นึกว่าตายแล้ว ถ้าบ่ตายย่างไปคือสิมีคนถามยุ " หลวงพ่อสีอยู่ที่วัดป่าโพธิญาณนี่สองปีเศษ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2514 ถึงปลายปี พ.ศ. 2516 (ไปเป็นหมู่ลิง อยู่หั่นสองปี หลวงปู่เล่าให้ฟัง)
    (๒๒)หลวงพ่อสีได้ถือโอกาสกลับมาเยี่ยมโยมพ่อโยมแม่ และญาติพี่น้องทุกคน#
    ว่าสุขสบายดีหรือไม่ วันนั้นหลวงพ่อสีขอนอนพักที่บ้านเปือยสักคืน แต่ความเคยชินที่หลวงพ่อสี เคยอยู่ป่ามาหลายปี หลวงพ่อสีจึงพาญาติโยมคณะหนึ่ง เพื่อสำรวจสถานที่ พักปักกลดในคืนนั้น จึงไปสำรวจที่ดอนปู่ตา หรือป่าดงกุด เป็นบริเวณกว้างมีหนองน้ำใหญ่กลางป่า มีคนเข้าไปในป่าได้เห็นจระเข้ใหญ่เชื่อกันว่าเป็น เจ้าที่ ถ้ามีใครไปลักขโมยล่าสัตว์ป่าและไม่ขออนุญาต บางคนถึงกับลอยบก (เพราะเห็นพื้นที่ดินเป็นพื้นน้ำ) จึงทำให้ชาวบ้านเกรงกลัว ไม่กล้าเข้าไปคนเดียวกลัวเป็นอันตราย ในบริเวณนั้นชาวบ้านเคารพนับถือ เวลาชาวบ้านที่ผ่านไปบริเวณนั้น จะเก็บดอกไม้บอกทุกครั้งทุกคน เพราะกลับตนเองจะมีภัย และมีเสาลักษณะแหลวฝังไว้เป็นสัญลักษณ์ " ปัจจุบันเสานั้น นำไปฝันไว้ใกล้ๆรูปเหมือนหลวงปู่ "
    (๒๓)แล้วคืนนั้นหลวงพ่อสี ก็ได้ปักกลดในบริเวณนั้น#
    เป็นบริเวณโคนส้มป่อย (โพนส้มป่อย) ไกลจากกุดหินแห่ไม่มาก นับเป็นการปักกลดครั้งแรกของท่านกลางดงกุดหินแห่แห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2514 "ปัจจุบันจุดที่พักปักกลดนี้ เป็นที่ตั้งรูปเหมือนหลวงปู่ " ต่อมาจึงเดินทางกลับวัดหนองป่าพง แล้วจำพรรษาต่อ ชาวบ้านเปือยเวลาหลวงพ่อสีกลับมาพัก ก็มากันออกมาทำความสะอาดตรงที่หลวงพ่อปักกลด เพื่อรักษาไว้เป็นอนุสรณ์ จะได้จดจำให้ลูกหลานได้ฟัง
    (๒๔)หลังจากออกพรรษาที่วัดหนองป่าพงท่านได้มาร่วมงานกฐิน#
    ที่วัดหนองไฮ สาขาที่ 4 วัดหนองป่าพง ซึ่งในขณะนั้นสาขายังไม่พระมาก พระสงฆ์แต่ละวัดก็มาช่วยกันทุกวัด ในช่วงก่อนหน้านี้บริษัทรับเหมาสร้างถนนสายเดชอุดม-โชคชัย หรือถนนสายยุทธศาสตร์ 24 ได้มาตั้งแคมป์ที่พักที่บ้านไทพัฒนา อ.เดชอุดม จ.อุบลฯ เมื่อสร้างถนนเสร็จก็ย้ายไปที่อื่น จึงทำให้บริเวณที่ตั้งแคมป์ว่างเปล่า เจ้าของที่ดินเลื่อมใสศรัทธาในหลวงปู่ชา จึงถวายที่ดินบริเวณนั้นให้กับหลวงปู่ชา หลวงปู่ชาจึงมีคำสั่งให้ หลวงพ่อสีไปปรับพื้นที่บูรณะเป็นที่พักสงฆ์ หลวงพ่อสีเมื่อได้รับคำสั่ง ท่านก็เข้าไปสำรวจบริเวณรอบๆที่ตั้งแคมป์ มีแต่ป่าตำแย (หมามุ้ย) หลวงพ่อสีคิดว่า "ไม่อย่ากมาอยู่มีแต่ตำแย" หลังจากนั้นพระสงฆ์วัดหนองป่าพง ก็ลงมาช่วยรวมทั้งญาติโยมบ้านใกล้เคียงช่วยกันสร้าง ศาลา 2 หลัง กุฏิ 5 หลัง ก็แล้วเสร็จในเวลาไม่นาน แล้วจึงตั้งเป็นที่พักสงฆ์ ชื่อว่า "วัดแคมป์" ปัจจุบันจ คือวัดไทยพัฒนา

    (๒๕)ในระหว่างหลวงพ่อสีอยู่วัดแคมป์#
    ได้มีคณะญาติโยมทางบ้านเปือย นำโดย นายคำ เสนาพันธ์ กำนันตำบลโนนกาเล็นในสมัยนั้น ได้เข้าไปหาหลวงปู่ชาที่วัดหนองป่าพง เพื่อจะนิมนต์หลวงพ่อสี ไปอยู่ที่บ้านเปือย เพราะมีพื้นที่ป่าใหญ่สมบูรณ์เหมาะที่จะสร้างวัดได้ และได้เตรียมการไว้เบื้องต้นแล้ว พอถึงวัดหนองป่าพง คณะญาติโยมก็เข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ชา แล้วบอกความประสงค์ว่า "สิมานิมนต์ญาถ่านสี โอ๊ะ! หลวงพ่อสี ไปอยู่บ้านเปือย ข้าน้อย" หลวงปู่ชาตอบว่า "บ่แม่นสิเอาพระข่อยไปถิ่มบ้อ" ญาติโยมตอบว่า "บ่ดอกข้าน้อย จังใด๋หลวงพ่อสีกะเป็นคนบ้านเปือย พี่น้องกะมีหลายอยู่" หลวงปู่ชาจึงพูดกับญาติโยมบ้านเปือยว่า "ข่อยกะยังบ่รับปากด้วย ให้คุณกับเพิ่นเบิ่งก่อน" แล้วคณะญาติโยมก็พากันกลับบ้าน —
    (๒๖)วันต่อมาหลวงปู่ชาจึงให้โยมไปตามหลวงพ่อสีที่วัดแคมป์กลับมาวัดหนองป่าพง#
    หลวงปู่ชาจึงแจ้งข่าวให้ทราบว่าญาติโยมบ้านเปือยมานิมนต์ให้กลับไปอยู่บ้านเปือย หลวงพ่อสีบอกว่า "บ่อย่ากไปอยู่ปานได๋แหลวแนวเคยอยู่มาแล้ว" แต่ด้วยความเคารพนับถือหลวงปู่ชาจึงรับปากว่าจะไป วันต่อมาหลวงปู่ชาก็พาหลวงพ่อสีมาส่งที่ป่าดงกุดหินแห่ ญาติโยมบ้านเปือยคณะหนึ่งก็ออกมารับ และจัดเตรียมสถานที่พอได้พักอาศัยก่อน เลือกจุดที่หลวงพ่อสีมาปักกลดครั้งแรก เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2514 เป็นจุดเริ่มต้นตั้งวัด บริเวณนั้นจึงถือกำเนิดเป็นวัดป่าศรีมงคล เมื่อปี พ.ศ. 2517 มาจนถึงปัจจุบัน
    (๒๗)#ต่อมาหลวงปู่สี สิริญาโณ ก็ได้อยู่ที่วัดป่าศรีมงคลมาโดยตลอด#
    และมีวัดที่หลวงปู่เคยไปสร้างไปบูรณะอีกหลายแห่ง และอยู่จะพรรษา เช่น
    1. วัดป่าเลิงแฝก บ้านเลิงแฝก ต.หนองหัวช่าง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ
    2. วัดเขาภูแพน บ้านหนองยาง ต.ท่าเกวียน อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว
    3. วัดป่าภูตามุย บ้านตามุย ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
    4. วัดป่าสิริพะลานทราย บ้านหนองฆ้อง ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
    5. ศรีมงคลธรรมสถาน (ริมโขง) บ้านตามุย ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
    (๒๘)อ้างอิงจากหนังสือ# "สิริญานุสรณ์ 2"
    พิมพ์โดย = พระเสกสรรค์ มหาปุญโญ
    ผู้ให้คำปรึกษา = พระอธิการเฉลิมพันธ์ ภูริปัญโญ พระอาจารย์มหาสำเนา ปัญญาปทีโป และคณะสงฆ์วัดป่าศรีมงคล ทุกรูป —
    ***หมายเหตุ***
    สามารถค้นหาฟังธรรมะเพิ่มเติมจากหลวงปู่สี สิริญาโณ ผ่านทาง Google หรือ youtube ได้
    ที่ วัดป่าศรีมงคล สาขาที่13 วัดหนองป่าพง
    -เรียบเรียงประวัติหลวงปู่สี สิริญาโณ
    โดยพระเสกสรรค์ มหาปุญฺโญ นีระพันธ์
    -แผยแผ่เป็นธรรมทานโดยชมรมงานพระพุทธศาสนาและแผ่นดิน
    *******************************************************************
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญธรรมรุ่นแรกหลวงปู่สีสิริญาโณ สร้างเมื่อหลวงปู่อายุ ๙๑ ปี

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250912_172620.jpg IMG_20250912_172650.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757675177816.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    (ตอนที่ 1 จากไผ่สามกอ สู่หนองทองทราย)
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก เกิดในสกุล เพ็งสุข ครอบครัวท่านมีเชื้อสายจีน จึงตั้งชื่อท่านว่า จั๊ว มีความหมายว่า "รวดเร็ว คล่องตัว" พื้นเพเดิมครอบครัวอาศัยอยู่พระนคร แต่เนื่องจากต้องหนีภัยสงครามการสู่รบ การทิ้งระเบิดในเขตพระนคร
    พ่อและแม่ของท่าน จึงพาอพยพย้ายมาอยู่ที่ ตำบลสิบเอ็ดศอก จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ. 2485
    หลวงพ่อจั๊ว เพ็งสุข เกิดในปี พ.ศ. 2487 เมื่ออายุได้ 7 ปี
    พ่อของท่านได้นำมาฝากเรียน กับหลวงพ่อเสือที่วัดไผ่สามกอ ให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อศึกษาอ่านเขียนภาษาไทยขอมบาลี
    ตามวิถีชายไทยแต่โบราณกาล
    ตัวท่านเองในวัยเยาว์ ก็สนใจทางด้านนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้เห็นคนมากมายทั้งคนบ้า
    คนใบ้ คนโดนผีเข้า โดนกระทำย่ำยีด้วยคุณไสย์มนต์ดำต่างๆ แวะเวียนเข้ามาให้หลวงพ่อเสือ ได้รักษาอยู่เป็นประจำ ซึ่งหลวงพ่อเสือ ท่านจะใช้ทั้งสมุนไพร,ยาต้ม,คาถาอาคม,น้ำมันหัวยา และน้ำมนต์ สงเคราะห์รักษาให้ไป ตามแต่อาการของแต่ละคน หนักเบา มากน้อยแตกต่างกันไป
    ภาพจำของท่าน วัดไผ่สามกอ ขณะนั้น จึงเหมือนโรงหมอที่รักษาคนไข้ และผู้ตกทุกข์ได้ยาก มากกว่าจะเป็นวัดเสียอีก
    ตัวหลวงพ่อเองในช่วงนั้น แม้จะเป็นเณรน้อย
    แต่ก็มีความสนใจ ช่วยเตรียมสมุนไพร ต้มยา
    คอยหยิบจับช่วยงานหลวงพ่อเผย จึงทำให้ได้เรียนรู้ตัวยาสมุนไพรต่างๆ เป็นอย่างดี
    หลวงพ่อเผย สีลสาโร องค์นี้สำคัญมาก
    เพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดเก็บสมุนไพร และต้มยา อีกทั้งยังรอบรู้เวทย์วิทยาคมหลายแขนงเป็นที่ไว้วางใจของหลวงพ่อเสือ เป็นอย่างมาก
    สามเณรจั๊ว ได้ร่ำเรียนทางด้านภาษา คาถาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อเสือ อยู่ประมาณ 4 ปี
    ก็ต้องพบกับเหตุการณ์ สูญเสียครั้งใหญ่
    เมื่อหลวงพ่อเสือ ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ ได้มรณภาพลง ในช่วงปลายปี 2498 ก่อนงานฉลองปีใหม่ เพียง 2 วันเท่านั้น
    เมื่อสิ้นร่มโพธิ์ใหญ่ สามเณรจั๊ว ในวัย 11 ปี
    ก็รู้สึกเคว้งคว้างเป็นอย่างมาก แต่ดีที่ได้รับ
    การดูแลสั่งสอนต่อจากหลวงพ่อเผย.. สามเณรจั๊ว
    จึงได้เรียนวิชา และช่วยงานหลวงพ่อเผยต่อ
    อีกหลายปี จนถึงปี พ.ศ. 2504 มีพระธุงค์กลุ่มนึง
    ผ่านมาพักที่วัดไผ่สามกอ และได้พูดคุยเรื่องระหว่างทางธุดงค์ ซึ่งมีเรื่องตื่นเต้นมากมาย ทำให้สามเณรจั๊ว ซึ่งกำลังเข้าสู่วัยหนุ่ม 17 ปี
    มีความสนใจเป็นอย่างมาก จึงเข้าไปขออนุญาตหลวงพ่อเผย ซึ่งท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะวิชาความรู้ที่วัดนี้ เณรก็เรียนจนแตกฉานหมดแล้ว ออกธุดงค์โปรดผู้ทุกข์ยาก สร้างบุญกุศลต่อ ก็เป็นการดี
    เมื่อได้รับอนุญาต ก็กราบลาหลวงพ่อเผย ติดตามคณะพระธุดงค์มุ่งหน้าสักการะรอยพระพุทธบาทสระบุรี ระหว่างทางก็ได้ช่วยรักษาญาติโยมตามหมู่บ้านต่างๆไปด้วย
    เมื่อเดินทางมาถึงบ้านหนองทองทราย เขตพื้นที่จังหวัดนครนายก ได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง นั่งสมาธิอยู่โคนต้นหว้าใหญ่มีลูกสุกเต็มต้น แต่เป็นที่สังเกตุว่า ต้นไม้นั้นไม่มีนก หรือกระรอกมากินเลย และที่หน้าแปลกยิ่งไปกว่านั้นคือ บริเวณที่ท่านนั่งสมาธินั้น สะอาดเป็นวงกลม
    ไม่มีใบไม้หรือลูกหว้าตกใส่เลย ต่างจากภายนอกวง ที่มีทั้งใบและลูกหล่นเต็มไปหมด เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมาก
    จึงเกิดความเลื่อมใส ขอแยกตัวจากคณะพระธุดงค์ เพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ขอเรียนวิชาด้วย จึงทราบว่าท่านชื่อ หลวงพ่อเอีย มหาวิริโย จำพรรษาอยู่ วัดหนองทองทรายนี้เอง
    หลวงพ่อเอียท่านนี้ ค่อนข้างเก็บตัวสันโดษ พูดน้อย ไม่ค่อยรับกิจนิมนต์ไปไหน มุ่งแต่ฝึกสมาธิ
    เจริญภาวนา บางทีก็หายเข้าป่าไปทีละหลายวัน
    กว่าจะกลับออกมา
    หลวงพ่อจั๊ว เมตตาเล่าให้ฟังถึงประวัติช่วงนี้ว่า
    ช่วงนั้นถึงเราจะเป็นเณร แต่ก็อายุ 17 ปี วัยหนุ่มแล้ว กำลังอยากรู้อยากเห็น อยากเป็นอยากเก่ง
    จึงตั้งใจเรียนวิชากับหลวงพ่อเอียอยู่ 2 ปีเต็ม
    จนอายุได้ 19 ปี ใกล้บวชเป็นพระ ตอนนั้นมั่นใจตัวเองเป็นอย่างมาก เช้าวันนึงหลวงพ่อเอียท่านเรียกเข้าไปหา แล้วบอกว่าจะพาออกธุดงค์ไปที่แห่งหนึ่ง
    แล้วท่านก็พาเดินเข้าป่าไปสักระยะนึง ก็เกิดเรื่องน่าอัศจรรย์ขึ้น คือป่าแถบนี้ ท่านเองก็เคยเดินผ่าน แต่เป็นป่ารกทึบไว้หาสมุนไพร แต่มาครั้งนี้หลังจากเดินมาสักพัก กลับพบว่าไม่คุ้นตาเลย แถมยังมีหมู่บ้านอีกด้วย มีผู้คนแปลกหน้ามากมาย ไม่มีใครที่รู้จักเลยสักคน แล้วเท่าที่เห็น
    อีกอย่างคือ ไม่มีคนแก่เลย มีแต่หนุ่มสาวทั้งนั้น
    จึงได้ถามหลวงพ่อเอีย ว่าหมู่บ้านนี้มาได้อย่างไร
    ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งที่เคยผ่านป่าแถบนี้ประจำ
    หลวงพ่อเอียท่านตอบว่า นี่คือเมืองลับแล
    มีอยู่ตรงนี้มาตลอด เป็นมิติทับซ้อนกัน
    ต้องคนมีศีลมีธรรม หรือคนที่เขาอยากให้เข้ามาเท่านั้น จึงเข้าได้ ชาวบ้านที่นี่ รักษากุศลกรรมบทสิบกันทั้งนั้น หมู่บ้านนี้ร่มเย็นตลอดเวลาไม่มีร้อน
    เมื่อเดินผ่านไปถึงท้ายหมู่บ้าน พบเป็นป่าร่มเย็นเงียบสงบด้วยต้นไม้ใหญ่ มีเสียงน้ำตกธารน้ำไหล ดึงจิตใจให้นิ่งสงบยิ่งนัก
    และมีพระภิกษุนั่งในกรดบ้าง นั่งสมาธิตามโคนต้นไม้บ้าง เดินจงกรมบ้าง หลายรูปเลยทีดียว
    หลวงพ่อเอียท่านบอกว่า วันนี้พามาส่ง
    พามาดูให้เห็น ครั้งต่อไปต้องมาเอง ถ้าอยากเก่ง ต้องขอเรียนเพิ่มกับหลวงพ่อ หลวงปู่ต่างๆ ในนี้
    โดยต้องให้สัจจะวาจา จะไม่เปิดเผยชื่อ หลวงพ่อหลวงปู่แต่ละองค์เป็นอันขาด
    ท่านก็รับคำ และได้เรียนวิชาลึกลับต่างๆ จากเมืองลับแลแห่งนี้อยู่ประมาณ 1 ปีเต็ม จนอายุครบ 20 ปี
    จึงได้บวชเป็นพระ ในปี พ.ศ. 2507 ได้รับฉายาว่า นันทโก
    เมื่อบวชเป็นพระหนุ่มเต็มวัย บวกกับวิชาความรู้เต็มเปี่ยมจากครูบาอาจารย์ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    จึงอยากออกธุดงค์อีกครั้งตามความตั้งใจเดิม
    เมื่อสมัยเป็นสามเณร คือไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี จึงขอกราบลาหลวงพ่อเอีย
    ออกธุดงค์เดี่ยวมุ่งหน้าสู่จังหวัดสระบุรี
    ซึ่งครั้งนี้ก็สมใจหมาย ได้สักการะรอยพุทธบาทสมดั่งตั้งใจ
    ระหว่างนั้นก็ได้ยินคนพูดถึงกิตติศัพท์ ของหลวงพ่อมี วัดเขาสมอคอน ว่ามีความเข้มขลังมาก
    โดยเฉพาะมีดหมอของท่าน ชาวบ้านจากลพบุรี
    ที่เดินทางมาสักการะรอยพระพุทธบาทต่างพกติดตัวกันทั้งนั้น เพราะระหว่างทางต้องผ่านป่าเขา ผจญผีป่า,ไข้ป่า,สัตว์ร้ายนาๆชนิด ถ้ามีมีดของท่านติดตัว ก็ไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆ แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดการเดินทาง
    หลวงพ่อจั๊วจึงเกิดความสนใจ มุ่งหน้าสู่จังหวัดลพบุรี เพื่อจะไปเรียนวิชาการทำการสร้างการเสกมีดหมอ การเดินทางครั้งนี้เป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะตลอดเส้นทางต้องช่วยเหลือผู้คนตามหมู่บ้านต่างๆ มากมาย
    ช่วงที่เดินทางไปถึงวัดสมอคอน ในขณะนั้น
    หลวงพ่อมี ท่านพึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลได้ไม่นาน จึงมีผู้คนมาที่วัดกันอย่างคึกคัก
    บวกกับชื่อเสียงมีดหมอของท่าน ทั้งพระทั้งฆราวาส มาขอเรียนวิชากันมากมายเลยทีเดียว
    หลวงพ่อจั๊วเอง ก็เข้ากราบ ฝากตัวขอเรียนวิชากับท่านด้วยเช่นกัน
    การสร้างมีดหมอของท่านนั้นส่วนใหญ่จะหลอม
    จากเหล็กโลหะเก่า เนื่องจากเป็นเมืองโบราณมี
    โลหะเก่าเยอะ เศษดาบ เศษหอกโบราณ ยอดปราสาท รวมทั้งโลหะต่างๆ ที่หาได้ตามท้องถิ่น นำมาหลอม ตีขึ้นรูปเป็นใบ ตอกอักขระ จารเลขยันต์ และเข้าด้ามปลุกเสกกันที่วัดทั้งหมดเลย
    แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่สั่งมาจากนครสวรรค์ ชาวบ้านสั่งมากันเองบ้าง พ่อค้านำมาส่งบ้างเป็นงานช่างพยุหะคีรีซะส่วนใหญ่ เนื่องจากรอของทางวัดกันไม่ไหว เพราะมีขั้นตอนการทำค่อนข้างช้า และยุ่งยากมากไม่ทันต่อความต้องการ
    หลวงพ่อจั๊วเอง ท่านก็ได้ศึกษาจากหลวงพ่อมี จนเข้าใจในขั้นตอนทุกอย่างของการทำมีดหมอ สามารถสร้างเสก และทดลองใช้ จนเป็นที่พอใจแล้ว
    ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่หลวงพ่อมี ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอพอดี ในปี พ.ศ. 2509 จึงได้อยู่ช่วยเตรียมงานฉลองตำแหน่ง จนแล้วเสร็จ จึงกราบลาหลวงพ่อมี ออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความรู้ทางธรรม และช่วยเหลือชาวบ้านต่อไป
    ท่านใช้เวลาธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดช่วยเหลือรักษาผู้คนมากมาย จนกระทั้งถึงปี พ.ศ. 2512 จึงได้เดินทางกลับมายัง วัดหนองทองทรายอีกครั้ง เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อเอีย ผู้เป็นอาจารย์
    ซึ่งเข้าสู่วัยชราแล้ว ช่วงนี้เองก็มีชาวบ้านมาขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรคภัยต่างๆ ให้บ้าง,ให้ถอนยาสั่งก็มี ซึ่งก็ล้วนแต่หายกลับไปอย่างน่าอัศจรรย์ ชื่อเสียงปากต่อปาก
    ทำให้ผู้คนจากที่ต่างๆ เริ่มมากันมากขึ้น เริ่มมีการขอวัตถุมงคล จารตะกรุด ผ้ายันต์ต่างๆ รูปถ่าย จีวร เพื่อไว้บูชากันมากขึ้น
    ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ทางโรงเรียนบ้านหนองทองทราย
    ต้องการจะสร้างอาคารเรียนใหม่ ต้องการปัจจัยจำนวนมาก จึงมาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อเอีย,หลวงพ่อจั๊ว
    ท่านไม่อยากขัดศรัทธาญาติโยม จึงอนุญาตให้สร้างเป็นเหรียญรูปเหมือน ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2513 โดยกำหนดฤกษ์ปลุกเสก ตรงกับวันเสาร์ห้า ที่แข็ง และเป็นมหามงคลยิ่ง
    ออกให้ร่วมทำบุญ มี 2 แบบเป็นรูปไข่ และเหรียญกลม อย่างละ 1000 เหรียญ
    โดยมอบหมายลูกศิษย์กลุ่มนึง
    ไปเดินเรื่องติดต่อโรงงานแถบจังหวัดนครปฐมให้ทำการปั๊มเหรียญให้ แต่ไม่ทราบว่าสื่อสารกันผิดพลาดอย่างไร เหรียญที่ปั๊มออกมาจึงใส่ชื่อวัดผิด กลายเป็น "วัดหนองครองทรายแทน"
    การปั๊มเหรียญในตอนนั้น ยังใช้ต้นทุนสูง
    เหรียญทั้งหมดก็ปั๊มเสร็จหมดแล้วด้วย จึงไม่ได้แก้ไขกัน ปล่อยเลยตามเลย หลังปลุกเสกเสร็จ
    ก็แจกศิษย์ใกล้ชิดบางส่วน และออกให้ทำบุญ
    ใครที่มาทำบุญกับหลวงพ่อจั๊ว จะได้รับแจกวัตถุมงคล ผู้ชายรับแจกเหรียญรูปไข่ ผู้หญิงรับเหรียญกลม ไม่นานก็ได้ทุนเพื่อช่วยในการก่อสร้างอาคารเรียน บ้านหนองทองทรายในปี พ.ศ. 2514 นอกจากนี้ยังได้แรงศรัทธา มีงบจากหน่วยงานราชการห้างร้านต่างๆ นำมาร่วมในครั้งนี้ อย่างล้นหลาม
    จนหลวงพ่อได้แบ่งเงินส่วนหนึ่ง ไปช่วยในงานสร้างกุฏิสงฆ์วัดโพธิ์เย็นอีกด้วย
    สืบเนื่องจากเหตุการณ์ ที่ได้เดินทางไปปั๊มเหรียญ
    ที่นครปฐมในครั้งนั้น ศิษย์ที่กลับมาได้มีการพูดคุยกันถึงพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่ง ว่าโด่งดังมากเก่งเรื่องการสร้างตุ๊กตาทอง มีชีวิต เรียกเงินเรียกทองได้ตามขอ จะใช้เฝ้าไร่เฝ้าสวนก็ดียิ่ง
    แม้แต่เจ้าของโรงงานปั๊มพระ ยังมีไว้บูชาเลย
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็เกิดความสนใจอย่างยิ่ง
    แต่ด้วยยังติดกิจสงเคราะห์ญาติโยม จึงยังไม่อาจเดินทางไปพิสูจน์ได้
    ติดตามต่อตอนสองตอนจบ


    1757675317848.jpg

    ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
    (ตอนจบ จากหนองทองทราย สู่บางพึ่ง ถึงต้นกระรอก)
    ล่วงถึงปลายปี พ.ศ. 2514 จึงได้ตัดสินใจ
    เดินทางเข้ามายังนครปฐม เพื่อพิสูจน์เรื่องตุ๊กตาทองที่ยังติดอยู่ในใจตั้งแต่ปีที่แล้ว
    เมื่อมาถึงวัดสามง่าม พบชาวบ้านหลายคนกำลังมุงดูบางอย่างอยู่ในคลอง จึงได้หยุดมองดูสักพัก ก็ไม่เห็นมีอะไร แต่ชาวบ้านก็ยังมุงดูกันอยู่ไม่ไปไหน
    จึงได้ถามหนึ่งในชาวบ้านที่มุงดู ว่ากำลังรอดูอะไรกัน ชาวบ้านคนนั้นตอบว่า กำลังรอของดี
    จากอาจารย์เสือ ท่านกำลังทำให้ ดำน้ำลงไปเสกพระ จารตะกรุดใต้น้ำ
    หลวงพ่อจั๊ว ได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจมาก
    จึงได้รอดูต่อ เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง
    ก็มีพระรูปนึงโผล่ขึ้นมาจากน้ำจริงๆ เสียงชาวบ้าน ฮือฮา ต่างพากัน พูดว่าอาจารย์ขึ้นมาแล้ว
    หลวงพ่อจั๊ว ท่านรู้สึกได้ทันทีว่า วัดสามง่ามแห่งนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดพระลูกวัดยังเก่งถึงเพียงนี้
    แล้วองค์หลวงพ่อเต๋ จะเก่งขนาดไหน ท่านจึงรีบมุ่งหน้าไปยังกุฏิหลวงพ่อเต๋ เพื่อสอบถามเรื่องการสร้างเสกกุมารทอง หลวงพ่อเต๋ท่านก็เมตตาอธิบายเล่าให้ฟังเป็นอย่างดี แต่ท่านก็กำชับในตอนท้ายว่า
    "การฟังหรือจดจำใดๆ ก็มิอาจพิสูจน์ได้เท่าทำจริง"
    แล้วก็พูดต่อว่า ถ้าสนใจจริงให้อยู่ศึกษาลงมือทำจริงเลย โดยให้ไปที่ด้านหลังวัดใกล้ๆป่าช้า วัตถุมงคลต่างๆ รวมถึงกุมารทองของวัด ล้วนสร้างอยู่ที่นั่น หากสงสัย หรือติดขัดเรื่องอะไรให้กลับมาถามท่านได้ตลอด ถ้าท่านไม่อยู่ ให้ถามจากอาจารย์เสือได้เลย เขารู้เยอะ เรียนเยอะ ตอบแทนท่านได้
    หลวงพ่อจั๊ว จึงได้อยู่ช่วยงานสร้างวัตถุมงคล
    และศึกษาวิธีการผสมดินแร่อาถรรพ์เถ้ากระดูก
    การเรียกจิต เรียกธาตุ เคล็ดวิชาต่างๆ ในการสร้างเสก กุมารทองเป็นอย่างดี โดยส่วนใหญ่ จะได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เสือ เนื่องจากหลวงพ่อเต๋ คงทอง ท่านติดกิจนิมนต์ไปนอกวัดบ่อยไม่ค่อยมีเวลา
    ทำให้หลวงพ่อจั๊ว สนิทสนมกับพระอาจารย์เสือเป็นพิเศษ ทั้งสอง ได้แลกเปลี่ยนวิชากันหลายอย่าง และด้วยอายุของพระอาจารย์เสือที่มาก
    กว่า หลวงพ่อจั๊วประมาณ 18 ปี หลวงพ่อจั๊วจึงเคารพเปรียบดั่งรุ่นพี่ และอาจารย์อีกองค์หนึ่งของท่านเลยทีเดียว
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ได้สร้างกุมารทองตามตำรับหลวงพ่อเต๋ได้สำเร็จ นอกจากจะเสกเอง
    อย่างเต็มที่แล้ว ยังได้พระอาจารย์เสือ และหลวงพ่อเต๋ เสกเพิ่มให้อีก ก่อนออกให้ผู้ศรัทธาได้ร่วมทำบุญ พร้อมกับกุมารของวัดสามง่ามในปี พ.ศ. 2515 โดยกุมารทองรุ่นนี้ พระอาจารย์เสือ ได้นำไปไว้ที่กุฏิท่านหลายองค์เลยทีเดียว เพื่อไว้แจกลูกศิษย์ใกล้ชิดท่านอีกด้วย
    หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ออกเดินทางรักษาผู้คนไปตามสถานที่ต่างๆ
    โดยใช้วิธีการ ล่องเรือไปตามท่าน้ำสำคัญ ที่มีผู้คนจำนวนมาก เพราะในสมัยนั้นใช้การเดินทางกัน ทางน้ำเป็นหลัก ท่าเทียบเรือในยุคนั้นจึงเป็นแหล่งรวมผู้คน
    เหมาะกับการ สงเคราะห์ช่วยเหลือคนเป็นอย่างยิ่ง
    ท่านทำเช่นนั้นอยู่ร่วม 2 ปี จนได้พบกับหลวงพ่อบุญเสริม แห่งวัดบางพึ่ง พระประแดง สมุทรปราการ ได้ชักชวนให้ท่านมาอยู่ที่วัดบางพึ่งด้วยกัน
    ด้วยเหตุที่วัดบางพึ่งนี้ เป็นท่าเทียบเรือสำคัญ มีกลุ่มคนทั้งไทยและจีน
    ล่องเรือมาพัก,มาค้าขาย ขึ้นลงที่ท่าน้ำแห่งนี้จำนวนมาก
    หลวงพ่อจั๊ว จึงได้มาอยู่ที่วัดบางพึ่งแห่งนี้ ในปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา
    ข่าวการมาอยู่ของพระหนุ่ม ผู้มีวิชาเหนือโลก รักษาคนบ้าให้คืนสติ,รักษาคนใบ้ให้พูดได้ คนเป็นอัมพาต หรือแม้แต่มะเร็ง ก็รักษาได้หายขาด เรื่องหนังเหนียวคงกะพันถึงขนาดนั่งสมาธิบนแผงตะปูได้ ก็เป็นที่เลื่องลือไปไกล ชาวบ้านมากมาย ต่างพากันมารักษา มาขอของดีกับท่าน ที่วัดบางพึ่ง
    จึงเริ่มมีการสร้างวัตถุมงคล เหรียญเสมารุ่นแรกของท่านขึ้น โดยด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปหลวงพ่อนั่งเต็มองค์ ด้านหลังเหรียญวางยันต์ห้า พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ และคาถาเน้นหนักทางด้านเมตตาคงกระพันไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีการใส่เลข ๑ ไทยไว้เป็นสัญลักษณ์ เสมารุ่นแรกของตัวท่านอีกด้วย
    เมื่อปั๊มเหรียญเสร็จ พบมีจุดสังเกตุที่แตกต่างเป็นตำหนิสำคัญ คือตรงลายกนกขอบข้างเหรียญด้านหน้า ตรงตำแหน่งเหนือศรีษะด้านซ้ายของหลวงพ่อนั้น บางเหรียญมีแท่งคล้ายตะกรุดฝังอยู่ ลูกศิษย์ต่างพากันเรียกว่า บล็อกฝังตะกรุด และจัดให้เป็นบล็อกนิยม เนื่องจากพบเห็นได้น้อยมาก คาดว่ามีไม่เกิน 200 เหรียญ จากจำนวนการสร้างรวมประมาณ 2000 เหรียญ
    พระผงรูปเหมือน,พระสมเด็จ,พระพิมพ์ชินราชเนื้อผงน้ำมัน และเหรียญหล่อเนื้อชิน ซึ่งสร้างจากมวลสาร ที่หลวงพ่อรวบรวมมา ขณะยังธุดงค์ ตั้งแต่สมัยเป็นเณรซึ่งล้วนเป็นผง และโลหะวิเศษ จึงสร้างพระได้ไม่มากนัก
    ได้พิมพ์ละ 100 กว่าองค์เท่านั้น ใครมีต่างหวงแหน
    โดยเฉพาะ กลุ่มพ่อค้าชาวจีน ต่างให้ความเคารพศรัทธาในตัวหลวงพ่อจั๊ว เป็นอย่างมาก
    พาออกทุน สร้างวัตถุมงคลไว้ที่วัดแห่งนี้อีกหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ
    เหรียญหลังมีดหมอครึ่งองค์
    มีทั้งแบบรูปไข่ และแบบพุ่มข้าวบิณฑ์
    อย่างละประมาณ 500 เหรียญ ก็สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2517 นี้ด้วยเช่นกัน จากกลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนที่มีความเชื่อเรื่องมีดหมอรักษาโรค และปราบคุณไสย์ได้ของหลวงพ่อ
    เหรียญนั่งเต็มองค์ หลังกุมารทอง รุ่น 1 ปี พ.ศ. 2518 ก็ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ เรื่องกุมารทองเรียกลาภ ช่วยเรื่องการค้าขาย ของกลุ่มลูกศิษย์เชื้อสายจีนด้วยเช่นกัน จำนวนสร้างรวม ประมาณ 500 เหรียญ
    รูปอัดกระจก ก็มีนำมาให้หลวงพ่อจาร และเสกให้อีกหลายวาระเลยทีเดียว
    นอกจากนี้ ยังมีเหรียญสำคัญอีก 1 รุ่น ที่หลวงพ่อตั้งใจสร้างเพื่อ บูชาครูของท่าน คือ หลวงพ่อเสือ วัดไผ่สามกอ เนื่องในโอกาสครบรอบมรณภาพ 20 ปี เป็นเหรียญเสมา ด้านหน้ารูปหลวงพ่อเสือ ด้านหลังหลวงพ่อจั๊ว ซึ่งสร้างออกในงานกฐิน ของวัดบางพึ่งช่วงปลายปี พ.ศ. 2518 จำนวนการสร้างรวม 1000 เหรียญ
    เหรียญรุ่นนี้ จัดเป็นเหรียญที่หายากมาก กลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนในยุคนั้น พากันไล่เก็บหมดเพราะเชื่อว่าเป็นเหรียญที่มีพุทธคุณซ้อน
    ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2520 มีลูกศิษย์ชาวไทย เชื้อสายจีนหลายคนจากชลบุรี ที่เคยมารักษากับหลวงพ่อ ได้เดินทางมานิมนต์หลวงพ่อให้มาจำวัดที่จังหวัดชลบุรี
    โดยเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ได้รวมตัวกัน สร้างวัดขึ้นมา
    ชื่อ "วัดสังข์รักษา" (วัดต้นกระรอก) อยู่ในชุมชนบ้านต้นกระรอก
    ยังขาดปัจจัยหลายอย่าง จึงอยากให้หลวงพ่อมาอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจให้กับญาติโยม และเป็นที่พึ่งยามยาก คอยปัดเป่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ชาวบ้านต้นกระรอกแห่งนี้
    เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็มิได้ขัดศรัทธาญาติโยม
    และเห็นความตั้งใจจริงของกลุ่มชาวบ้าน จึงรับนิมนต์ จะย้ายมาอยู่ที่วัดใหม่ ชลบุรีแห่งนี้
    แต่ขอจัดการงานรักษาชาวบ้าน ที่วัดบางพึ่ง
    ที่บางราย ยังต้องรับยา,ต้องรักษาต่อเนื่อง
    ไม่อาจทิ้งไปในทันที ทันใดได้
    เรื่องของกรรมเป็นสิ่งที่มิอาจฝืน
    ดั่งคำพระศาสดา ว่าสัตว์ทั้งหลายนั้น
    ล้วนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม
    มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
    มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้
    ดีหรือชั่วย่อมได้รับผล แห่งกรรมนั้นแน่นอน
    ไม่มีใครจะฝืน หรือหลีกหนีจากหลักการนี้ได้
    คำคนโบราณก็ยังเคยกล่าวถึงเช่นกัน พระเกจิที่พุทธคุณหนักไปทางคงกระพันชาตรี มักมีอายุไม่ยืนยาวนัก หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ท่านใช้วิชารักษาคน
    แบบเหนือโลกมาตลอด ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง เหมือนเป็นการฝืนกรรม ฝืนโชคชะตาของบุคคลนั้นๆ ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุให้ตัวท่านเอง ต้องอายุสั้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เมื่อหลวงพ่อท่านได้มรณภาพลงอย่างกะทันหัน ในปี พ.ศ. 2521 ในขณะนั่งทำสมาธิ และไม่ออกจากสมาธิครั้งนั้นอีกเลย
    ยังความโศกเศร้าเสียใจ ต่อคณะศิษย์ทุกคนเป็นอย่างมาก
    ร่างของท่านถูกนำใส่โรงแก้ว ตั้งไว้ที่วัดบางพึ่ง ไม่เน่า,ไม่เปื่อย,เล็บงอก,ผมงอก ไม่ส่งกลิ่นเหม็นใดๆ
    ภายหลัง ช่วงปลายปี พ.ศ. 2521 เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อพายุใหญ่ 2 ลูก คือ พายุเบส และ พายุคิท ได้ดาหน้าเข้าถล่มประเทศไทยอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งวัดบางพึ่งด้วย
    กลุ่มลูกศิษย์จึงได้ย้ายร่างของท่าน พร้อมกับร่างของลูกศิษย์ชาวจีนตระกูลหนึ่ง หนีภัยน้ำท่วมมายัง "วัดต้นกระรอก" อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตามเจตนารมณ์เดิม ที่หลวงพ่อเคยรับนิมนต์ไว้ ว่าจะมาอยู่ที่วัดแห่งนี้
    โดยร่างของลูกศิษย์ชาวจีน ได้ฝังไว้ในพื้นที่ด้านหลังวัด
    ส่วนร่างของหลวงพ่อจั๊ว ในโรงแก้ว พร้อมวัตถุมงคลของท่านที่ใส่มาในโรงแก้ว รวมถึงรูปเหมือนของหลวงพ่อขนาดเท่าองค์จริง ได้ตั้งไว้ให้ญาติโยม ชาวบ้านได้สักการะบูชา สืบมาจนถึงปัจจุบัน
    แหล่งที่มาข้อมูล หนังสือพิมพ์ บางกอกไทม์,นิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์,อัตชีวประวัติหลวงพ่อจั๊ว,บันทึกเรื่องเล่ากลุ่มลูกศิษย์

    1757675201121.jpg 1757675213104.jpg

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลผู้เรียบเรียงอย่างสูงครับ

    ล็อกเก็ตหลวงพ่อจั๊ววัดบางพึ่ง สมุทรปราการ หาไม่ยาก ถ้าหาที่ โพสนี้

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250912_173047.jpg IMG_20250912_173115.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459


    พระครูพิศาลพรหมจรรย์ (หลวงพ่อมหาสวัสดิ์)
    สำนักสงฆ์เม้าสุขาราม อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ยอดพระเถราจารย์ผู้สืบเวทย์วิทยาคมมาจาก เหล่าพระเถราจารย์ในอดีตผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง
    อาทิ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ
    หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก
    หลวงพ่อคง วัดซำป่างาม
    หลวงพ่อมา วัดหาดสูง
    หลวงพ่อกล่อม วัดป่ากะพี้
    และที่ขาดไม่ได้สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์เป็นต้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาหลวงพ่อมหาสวัสดิ์
    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    IMG_20250912_185712.jpg IMG_20250912_185744.jpg IMG_20250912_185622.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    _3_496.jpg

    ประวัติหลวงพ่อเกษม เขมโก
    ณ ดินแดนถิ่นล้านนา ทางภาคเหนือของประเทศไทย พระอริยะสงฆ์ที่พวกเราทุกคนรู้จักชื่อเสียงคุณงามความดีของท่าน ก็คือ ครูบาศรีวิชัย อริยะสงฆ์องค์แรกของภาคเหนือท่านเปรียบเสมือนประทีปดวงใหญ่ ที่ส่องประกายธรรมไปทั่วทุกสารทิศ ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ประกอบคุณงามความดีไว้กับแผ่นดินนี้มากมาย ท่านจึงถูกจัดให้เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวเหนือ
    ประวัติและเรื่องราวต่าง ๆ ของท่าน จึงถูกบันทึกเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงในยุคปัจจุบัน ประวัติบางตอน ของครูบาศรีวิชัยตอนหนึ่ง กล่าวว่าท่านครูบาศรีวิชัยได้พยากรณ์ไว้ว่าจะมีตนบุญมาเกิดที่ลำปาง ครั้นต่อมาครูบาศรีวิชัยได้มรณภาพไปโดยทิ้งคำพยากรณ์นี้ไว้ ให้ชาวลำปางได้เฝ้ารอคอยการมาจุติของตนบุญ ที่ครูบาศรีวิชัยได้พยากรณ์ไว้ จนเวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี ก็ยังไม่ปรากฏ แต่ชาวลำปางก็ยังเชื่อในคำพยากรณ์ของครูบาศรีวิชัย
    เมื่อปี พ.ศ.2455 ได้มีครอบครัวเชื้อเจ้าผู้ครองนครลำปางหรือเขลางค์นครในอดีตหัวหน้าครอบครัวคือ เจ้าหนูน้อย ณ ลำปาง ภายหลังเปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น มณีอรุณ รับราชการเป็นปลัดอำเภอภรรยาชื่อเจ้าแม่บัวจ้อน ณ ลำปาง ทั้งสอง เป็นหลานเจ้าของพ่อบุญวาทย์ วงศ์มานิตย์ เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย
    ครอบครัวนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านท่าเก๊าม่วง ริมแม่น้ำวัง อ.เมือง จ.ลำปาง อยู่กินกันมาอย่างมีความสุข ในที่สุด เจ้าแม่บัวจ้อนได้ตั้งครรภ์ และพอถึงกำหนดคลอดตรงกับวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2455 ตรงกับวันพุทธ เดือนยี่ (เหนือ) ปีชวด ร.ศ.131 ค.ศ.1912 เจ้าแม่บัวจ้อน ให้กำเนิดทารกเพศชาย เป็นลูกคนแรกของครอบครัว
    ขณะนั้นไม่มีใครทราบกันเลย ตนบุญ ที่ครูบาศรีวิชัยได้พยากรณ์ไว้นั้นได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว บิดามารดาก็ได้ตั้งชื่อทารกนั้น เกษม ณ ลำปาง เพราะเด็กชายเกษม ณ ลำปาง ได้เกิดมาในเชื้อสายของเจ้าทางเหนือ จึงได้รับการยกย่องของคนทั่วไป ทุกคนต่างเรียกกันว่า เจ้าเกษม ณ ลำปาง หลังจากที่ได้คลอดบุตรมาได้ไม่กี่ปี เจ้าแม่บัวจ้อนได้ให้กำเนิดทารกอีกคน แต่เป็นเพศหญิง ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องของ เจ้าเกษม สืบสายเลือด แต่ทว่าเจ้าแม่น้อยคนนี้วาสนาน้อย ได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก จึงไม่มีโอกาสได้รู้ว่าพี่ชายของเธอคือ ตนบุญ ที่ชาวลำปางรอคอยเป็นสิบ ๆ ปี
    เมื่อวัยเด็ก เจ้าเกษม ณ ลำปาง เป็นคนมีลักษณะค่อนข้างเล็กบอบบาง ผิวขาวแต่ดูเข้มแข็ง คล่องแคล่ว และมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เป็นเด็กที่ชอบซน คืออยากรู้อยากเห็น เมื่อถึงวัยเรียน เจ้าเกษม ณ ลำปาง ได้รับการศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนบุญทวงศ์อนุกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ อ.เมือง จ.ลำปาง สมัยนั้นเปิดเรียนชั้นสูงสุดแค่ชั้นประถมปีที่ 5 เท่านั้น เจ้าเกษม ณ ลำปาง ได้ศึกษาจนจบชั้นสูงของโรงเรียน คือชั้นประถมปีที่ 5 ใน พ.ศ.2466 ขณะนั้นอายุ 11 ปี
    เมื่อออกจากโรงเรียนก็ไม่ได้เรียน อยู่บ้าน 2 ปี ใน พ.ศ.2468 อายุขณะนั้นได้ 13 ปี เจ้าเกษม ณ ลำปาง ก็ได้มีโอกาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยบรรพชาเป็นสามเณร เนื่องในโอกาสบรรพชาหน้าศพ (บวชหน้าไฟ) ของเจ้าอาวาสวัดป่าดั๊ว ครั้นบวชได้เพียง 7 วันก็ลาสิกขาออกไป ต่อมาอีก 2 ปี ราว พ.ศ.2470 ขณะนั้นมีอายุ 15 ปี เจ้าเกษม ณ ลำปาง ก็ได้มีโอกาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้งหนึ่ง โดยบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดบุญยืน จ.ลำปาง เมื่อบรรพชาแล้วสามเณรเจ้าเกษม ณ ลำปาง ก็ได้จำพรรษาศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดบุญยืนนั่นเอง สามเณรเจ้าเกษม ณ ลำปาง เป็นคนที่ทำอะไรจริงจัง เรียนทางด้านปริยัติศึกษาธรรมะจนถึง ปี พ.ศ.2474 สามเณรเจ้าเกษม ก็สามารถสอบนักธรรมชั้นโทได้ ครั้นมีอายุได้ 21 ปี อายุครบที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้แล้ว จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี พ.ศ.2475 ณ พัทธสีมา วัดบุญยืน โดยมีพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมจินดานายก (ฝ่าย) เจ้าอากาสวัดบุญวาทย์วิหาร ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอในขณะนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ พระคุณเจ้าท่านพระครูอุตตร วงศ์ธาดา หรือที่ชาวบ้านเหนือรู้จักกันในนาม ครูบาปัญญาลิ้นทอง เจ้าอาวาสวัดหมื่นเทศ และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอเมือง จังหวัดลำปางในขณะนั้น เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และยังพระเดชพระคุณท่านพระธรรมจินดานายก(อุ่นเรือน) เจ้าอาวาสวัดป่าดั๊วเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า เขมโก แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม
    หลังจากได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว พระภิกษุเกษม เขมโกก็ได้ศึกษาทางด้านภาษาบาลี ซึ่งเป็นการศึกษาปริยัติอีกแขนงหนึ่ง ที่สำนักวัดศรีล้อม สมัยนั้นก็มีอาจารย์หลายรูป เช่น มหาตาคำ พระมหามงคลเป็นครูผู้สอน และยังได้ไปศึกษาที่สำนักวัดบุญวาทย์วิหาร ซึ่งมีพระมหามั่ว พรหมวงศ์ และพระมหาโกวิทย์ โกวิทญาโน เป็นครูสอน
    ในเวลาเดียวกันนั้น พระภิกษุเจ้าเกษม เขมโก ก็ได้ไปศึกษาทางด้านปริยัติในแผนกนักธรรมต่อที่สำนักวัดเชียงราย ครูผู้สอนคือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิโสภณ เจ้าคณะจังหวัดลำปางสมัยนั้น ปรากฎว่าพระภิกษุเจ้เกษม เขมโก ก็สามารถสอบนักธรรมชั้นเอกได้ในปี พ.ศ.2479 ส่วนทางด้านการศึกษาบาลีนั้น ท่านเรียนรู้จนสามารถเขียนและแปลได้เป็น (มคธ) เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ยอมสอบเอาวุฒิ จนครูบาอาจารย์ทุกองค์ต่างเข้าใจว่า พระภิกษุเกษม เขมโก ไม่ต้องการมีสมณศักดิ์สูง ๆ เรียนเพื่อจะนำเอาวิชาความรู้มาใช้ในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาเท่านั้น
    เมื่อสำเร็จทางด้านปริยัติพอควรแล้ว สามารถนำไปปฏิบัติได้โดยไม่หลงทาง ท่านจึงหันมาปฏิบัติต่อไปจนแตกฉาน แค่นั้นยังไม่พอ พระภิกษุเกษม เขมโก ได้เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ จนกระทั่งได้ทราบข่าวภิกษุรูปหนึ่งมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนา ภิกษุรูปนี้ คือครูบาแก่น สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดประตูป่อง
    ครูบาแก่น สุมโน เป็นพระภิกษุสายวิปัสสนา ถือธุดงค์เป็นวัตร หรือที่เรียกกันว่า พระป่า หรือภาษาทางการเรียกว่า พระภิกษุฝ่ายอรัญญวาสี ตอนนั้นครูบาแก่นท่านได้ธุดงค์แสวงหาความวิเวกทั่วไป ยึดถือป่าเป็นที่บำเพ็ญเพียร นอกจากมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนาแล้ว ท่านยังเก่งรอบรู้ในด้านพระธรรมวินัยอย่างแตกฉานอีกด้วย
    พระภิกษุเกษม เขมโก จึงเดินทางไปขอฝากตัวเป็นศิษย์และได้อธิบายความต้องการที่จะศึกษาในด้านวิปัสสนา ให้ครูบาแก่นฟัง ครูบาแก่น สุมโน เห็นความตั้งใจจริงของภิกษุเกษม เขมโก ท่านจึงรับไว้เป็นศิษย์ และได้นำภิกษุเกษม เขมโก ออกท่องธุดงค์ไปแสวงหาความวิเวกและบำเพ็ญเพียรตามป่าลึกตามที่ภิกษุเกษม เขมโก ต้องการ จึงถือได้ว่า ครูบาแก่น สุมโน รูปนี้เป็นอาจารย์ทางวิปัสสนากรรมฐานรูปแรกของ พระภิกษุเจ้าเกษม เขมโก
    ดั้งนั้น พระภิกษุเกษม เขมโก จึงได้เริ่มก้าวไปสัมผัสชีวิตของภิกษุฝ่ายอรัญญวาสี ประกอบกับจิตของท่าน โน้มเอียงมาทางสายนี้อยู่แล้ว จึงไม่ใช่เป็นเรื่องลำบากสำหรับในการไปธุดงค์ กลับเป็นการได้พบความสงบสุขโดยแท้จริง กับความเงียบสงบซ้ำยังได้ดื่มด่ำกับรสพระธรรมอันบังเกิดท่ามกลางความวิเวก พระภิกษุเกษม เขมโก จึงมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง โดยมีครูบาแก่นแนะอุบายธรรมอย่างใกล้ชิด ระหว่างท่องธุดงค์แสวงหาความวิเวกในที่สงัดตามป่าเขาและป่าช้าต่าง ๆ การฉันอาหารในบาตร คือ อาหารหวานคาวรวมกัน เรียกว่า ฉันเอกา ไม่รวมอาสนะกับสงฆ์อื่น ฉันมื้อเดียว ช่วงบ่ายก็จะเดินจงกรม เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ พร้อมกำหนดจิตจนกระทั่งถึงเย็น เมื่อเสร็จจากการเดินจงกรม ก็กลับมานั่งบำเพ็ญภาวนาต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงประมาณ 5 ทุ่ม เสร็จจากการบำเพ็ญภาวนาก็สวดมนต์ทำวัตรเย็น ในตอนดึกก่อนจำวัดท่านก็ไม่นอนเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ท่านจะหมอบเท่านั้น และท่านจะทำเป็นกิจวัตร คือการกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแผ่เมตตาไปให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย
    จนกระทั่งถึงช่วงเข้าพรรษาที่พระภิกษุจำเป็นต้องยุติการท่องธุดงค์ชั่วคราว ต้องอยู่กับที่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง จะเป็นวัดอาราม หรือถือเอาป่าช้าเป็นวัด โดยกำหนดเขตเอาตามพุทธบัญญัติ ดังนั้นภิกษุเจ้าเกษม เขมโก จึงต้องแยกทางกับอาจารย์คือครูบาแก่น ตั้งแต่นั้นมาภิกษุเจ้าเกษม เขมโก กลับมาจำพรรษาที่วัดบุญยืนตามเดิม พอครบกำหนดออกพรรษาภิกษุเกษม เขมโก ก็ติดตามอาจารย์ของท่าน คือครูบาแก่นออกธุดงค์บำเพ็ญภาวนา ท่านถือปฏิบัติเช่นนี้เรื่อยมา
    ต่อมาเจ้าอธิการคำเหมย เจ้าอาวาสวัดบุญยืนถึงแก่มรณภาพลง ทำให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืนว่าง ทางคณะสงฆ์จึงต้องเลือกภิกษุที่มีคุณสมบัติมาปกครองดูแลวัด เพื่อเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อไป คณะสงฆ์จึงได้ประชุมกัน และต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะเป็นภิกษุเกษม เขมโก เพราะเป็นพระที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์ เมื่อท่านได้รับเลือกเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน ท่าก็ไม่ยินดียินร้ายแต่ท่านก็ห่วงทางวัด เพราะท่านเคยจำวัดนี้ ท่านก็เห็นว่า บัดนี้ทางวัดบุญยืนมีภารกิจต้องดูแล ก็ถือว่าเป็นภารกิจทางศาสนาเพราะท่านเองต้องการให้พระศาสนานี้ดำรงอยู่ จึงไม่อาจจะดูดายภารกิจนี้ได้ จึงยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน
    ครูบาเจ้าเกษม เขมโก อยู่ในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืนเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.2492 ท่านก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ทำหนังสือลาออกกับพระเดชพระคุณท่านเจ้าพระอินทรวิชาจารย์ (ท่านเจ้าคุณอิน อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำปาง) แต่ก็ถูกท่านเจ้าคุณยับยั้งไว้ ครูบาเจ้าเกษม เขมโก จึงจำใจกลับไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืนอีกระยะหนึ่งนานถึง 6 ปี ท่านคิดว่าควรจะหาภิกษุที่มีคุณสมบัติมาแทนท่าน เพราะท่านอยากจะออกธุดงค์ ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจสละตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน โดยยื่นใบลากับคณะสงฆ์ในเขตปกครอง ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงเดินทางไปลาออกกับเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งอยู่ที่วัดเชียงราย แต่ท่านเจ้าคณะจังหวัดก็ไม่อนุญาต
    เรื่องการลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสของครูบาเจ้าเกษม เขมโก นี้ดูค่อนข้างจะเป็นเรื่องแปลกพิศดาร แม้แต่การสละตำแหน่งลาภยศท่านยังต้องประสบกับอุปสรรคต่าง ๆ นานา ไม่เหมือนกับพระองค์อื่น ๆ ที่ฟันฝ่าเพื่อแสวงหาลาภยศ เมื่อท่านลาออกไม่สำเร็จประมาณปี พ.ศ.2492 ก่อนเข้าพรรษาในปีนั้น หลวงพ่อก็หนีออกจากวัดบุญยืนก่อนเข้าพรรษา เพียงวันเดียวโดยไม่มีใครรู้ พอเช้าวันรุ่งขึ้นเข้าพรรษา หมู่ศรัทธาก็นำอาหารมาเตรียมถวายในวิหาร ทุกคนรอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นหลวงพ่อเกษม จึงเกิดความวุ่นวายเที่ยวตามหาตามกุฏิก็ไม่พบหลวงพ่อเกษม พอมาที่ศาลาทุกคนเห็นกระดาษวางบนธรรมาสน์เป็นข้อความที่หลวงพ่อเกษมเขียน ลาศรัทธาชาวบ้านยาวถึง 2 หน้ากระดาษ
    ข้อความบางตอนที่จำได้มีอยู่ว่า ทุกอย่างเราสอนดีแล้ว อย่าได้คิดไปตามเรา เพราะเราสละแล้วการเป็นเจ้าอาวาส เปรียบเหมือนหัวหน้าครอบครัว ต้องรับผิดชอบภาระหลายอย่าง ไม่เหมาะสมกับเรา เราต้องการความวิเวกจะไม่ขอกลับมาอีก แต่พวกชาวบ้านก็ไม่ละความพยายาม เพราะชาวบ้านเหล่านี้ศรัทธาในตัวหลวงพ่อพอ รู้ว่าหลวงพ่ออยู่ที่ไหนเมื่อรวมกันได้ 40-50 คน ก็ออกเดินทางไปตามหาหลวงพ่อเกษม และไปพบหลวงพ่อที่ศาลาวังทาน หลวงพ่อเกษมได้ปฏิบัติธรรมที่นั่น พวกชาวบ้านได้อ้อนวอนหลวงพ่อ ขอให้กลับวัด บางคนร้องไห้เพราะศรัทธาในตัวหลวงพ่อมาก แต่หลวงพ่อเกษมท่านก็นิ่งไม่พูดไม่ตอบ จนพวกชาวบ้านต้องยอมแพ้ ตลอดพรรษาปี 2492 หลวงพ่อเกษมท่านก็อยู่ที่ศาลาวังทานโดยไม่ยอมกลับวัดบุญยืน
    พวกชาวบ้านจึงพากันเข้าไปพบโยมแม่ของหลวงพ่อโยมแม่รักหลวงพ่อเกษมมาก เพราะท่านมีลูกชายคนเดียว จึงให้คนพาไปหาหลวงพ่อที่ศาลาวังทาน โดยมี (เจ้าประเวทย์ ณ ลำปาง) ตอนนั้นยังบวชเป็นสามเณรอยู่ โยมแม่ได้ขอร้องให้หลวงพ่อเกษมกลับวัด แต่หลวงพ่อกลับบอกโยมแม่ว่า
    แม่เฮาบ่เอาแล้วเฮาบ่เหมาะสมกับวัด เฮาชอบความวิเวก เฮาขออยู่อย่างวิเวกต่อไป เฮาจะไปอยู่ที่ป่าเหี้ยว แม่อาง จนทำให้โยมแม่หมดปัญญา ไม่รู้จะขอร้องยังไง ผลที่สุดก็ต้องตามใจหลวงพ่อ วันรุ่งขึ้น หลวงพ่อเกษมก็ออกจากศาลาวังทาน เดินทางไปบ้านแม่อางด้วยเท้าเปล่า เช้ามืดไปถึงป่าเหี้ยวแม่อางก็ค่ำพอดี ฝ่ายโยมมารดาพอกลับมาบ้านก็เกิดคิดถึงพระลูกชาย เพราะเกรงว่าพระลูกชายจะลำบาก จึงออกจากบ้านไปตามหาพระลูกชาย โดยมีคนติดตามไปด้วยชื่อ โกเกตุ โยมแม่สั่งให้โกเกตุ ขนของสัมภาระเพื่อจะไปอยู่บนดอย ของที่เหลือในร้านเพชรพลอยแจกให้ชาวบ้านจนหมดเกลี้ยง ไม่เอาอะไรเลย นอกจากของใช้ที่จำเป็นบางอย่างเท่านั้น
    เกตุ พงษ์พันธุ์ ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดก็พาโยมแม่ไปส่งที่แม่อาง และพวกชาวบ้านเห็นโยมแม่ของหลวงพ่อมา ก็สร้างตูบกระท่อมอยู่ข้างวัดแม่อาง ส่วนหลวงพ่อเข้าบำเพ็ญภาวนาในป่าช้าบนดอยแม่อาง บำเพ็ญภาวนาบารมีวิปัสสนาปฏิบัติธรรมได้หนึ่งพรรษา ทิ้งให้โยมแม่ซึ่งอยู่กระท่อมตีนดอยก็คิดถึงพระลูกชาย โดยแม่ก็ตามไปหาที่ป่าช้าข้างเนินดอย ก็มีชาวบ้านแถวนั้นอาสาสร้างตูบกระท่อมให้โยมแม่พักใกล้ ๆ ที่หลวงพ่อปฏิบัติธรรม โดยโยมแม่บัวจ้อนได้พำนักที่ข้างเนินดอยได้พักหนึ่งก็ล้มป่วยลงด้วยโรคไข้ป่า ชาวบ้านก็ไปตามหมอทหารมาฉีดยารักษาให้ แต่โยมแม่ท่านมีสติที่เข้มแข็ง และยังได้สั่งเสียเณรเวทย์ว่ามีเงินซาวเอ็ดบาท ให้เก็บไว้ถ้าโยมแม่ตายให้เณรไปบอกลุงมา เมื่อสั่งเสร็จโยมแม่ก็หลับตา เณรเวทย์ก็ไปบอกหลวงพ่อเกษม หลวงพ่อก็มา ท่านได้นั่งดูอาการของโยมแม่ท่านนั่งสวดมนต์ เป็นที่น่าแปลกใจขณะที่หลวงพ่อสวดมนต์ มีผึ้งบินมาวนเวียนตอมไปตอมมาสักครู่ใหญ่ ๆ โยมแม่ก็ถอดจิตอย่างสงบ นัยน์ตาหลวงพ่อเกษมมีน้ำตาค่อย ๆ ไหลขณะที่ท่านแผ่บุญกุศลให้กับโยมแม่ ท่านยังเอ่ยว่า “แหม เฮาว่า เฮาจะบ่ไห้(ร้องไห้) แล้วนา…”
    ศพของโยมแม่บัวจ้อน มีเณรเวทย์และชาวบ้านได้มาช่วยจัดการจนเสร็จพิธี ชาวบ้านช่วยเป็นเงินในสมัยนั้นได้ 700 บาท ถือว่ามาก ศพของโยมแม่บัวจ้อนเผาที่ป่าช้าแม่อาง หลังจากที่เสร็จพิธีงานศพโยมแม่จ้อนแล้ว หลวงพ่อก็สั่งเณรเวทย์ ให้กลับไปเรียนธรรมที่วัดบุญยืน
    อยู่มาไม่นาน หลวงพ่อก็จากป่าช้าแม่อาง กลับมาบำเพ็ญภาวนาที่ป่าช้าศาลาวังทานอีกเพียงหนึ่งพรรษา ท่านก็เดินทางไปอยู่ที่ป่าช้านาป้อ และกลับมาอยู่ประตูม้า ซึ่งก็คือสุสานไตรลักษณ์ในปัจจุบัน
    หลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านได้ปฏิบัติธรรมจนเป็นพระที่ขาวสะอาด และเป็นที่เคารพสักการะของคนทั่วประเทศ ศีลบริสุทธิ์ตามพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นพระไม่ติดยึดใคร ต้องการอะไร ขออะไร ไม่เคยปฏิเสธ จนสังขารของท่านดูแล้วไม่แข็งแรง แต่จิตของหลวงพ่อแข็งแรง และท้ายที่สุดหลวงพ่อเกษม เขมโก ได้ละสังขาร ณ ห้องไอซียูโรงพยาบาลศูนย์ภาคเหนือ จังหวัดลำปาง เมื่อเวลา 19.40 น. ของวันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2539 ซึ่งตรงกับวันแรม 11 ค่ำ เดือน 2 ยังความอาลัยเศร้าโศกเสียใจมายังหมู่ศานุศิษย์ทั่วประเทศ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    นางสุโขทัยปี๒๕๒๙
    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250912_183953.jpg IMG_20250912_184016.jpg IMG_20250912_183928.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 กันยายน 2025
  8. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    112
    ค่าพลัง:
    +90
    จองบูชาครับ
     
  9. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,161
    ค่าพลัง:
    +5,850
    จองครับ
     
  10. Karoonsur

    Karoonsur เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กรกฎาคม 2018
    โพสต์:
    422
    ค่าพลัง:
    +256
    จองครับ
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1724768997387.jpg

    หลวงหลวงปู่สีท่านมักจะนิยมปลุกเสกเดี่ยว นอกจากถ้ามีงานสำคัญๆท่านจึงจะนิมนต์พระเกจิจากที่อื่นมาร่วมปลุกเสกด้วย แต่ก็หาได้น้อยรุ่นมากครับที่จะเสกแบบหมู่การปลุกเสกของท่านแต่ละครั้งก็จะไม่ค่อยเหมือนพระเกจิองค์อื่นๆ เพราะท่านจะปลุกเสกอยู่ในโบสถ์เป็นเวลา7วัน7คืนโดยจะไม่ออกมาจากโบสถ์เลยจนกว่าจะสำเร็จในการเสก ท่านจะสั่งให้ลูกศิษย์ปิดประตูโบสถ์ทั้งหมดและกำชับว่าไม่อนุญาติให้ใครเข้ามารบกวนโดยเด็ดขาดในขณะทำพิธีตลอด7วัน
    ....................
    ประวัติอดีตเจ้าอาวาสวัดไผ่เงินโชตนาราม (หลวงปู่สี พานคำ)
    ประวัติเจ้าอาวาส
    นับตั้งแต่วัดไผ่เงินโชตนารามได้เริ่มสร้างมาจนถึงปัจจุบันนั้น ก็ได้มีเจ้าสมภารอาวาสปกครองวัดมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันเป็นจำนวน ๑๔ รูป (เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันรูปที่ ๑๔ คือ พระครูอดุลยธรรมานุวัตร)
    ----------------------------------------------------------
    พระมหาสี ยโสธโร/พระครูสิริธรรมสุธี/พระมงคลสุธี ป.ธ.๖ น.ธ.เอก เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๑๓
    หลวงพ่อสี ยโสธโร นามเดิมว่า สี นามสกุล พานคำ เกิดเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปีวอก ณ บ้านเลขที่ ๗ หมู่ที่ ๓ บ้านเหล่าฮก ตำบล หนองผือ อำเภอเมืองสรวง (เดิมขึ้นกับอำเภอสุวรรณภูมิ) จังหวัดร้อยเอ็ด และเป็นบุตรของนายพิมพ์ นางดา พานคำ อาชีพกสิกรรม
    บรรพชา - อุปสมบท
    พ.ศ.๒๔๖๘ ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดเหนือ บ้านเหล่าฮก อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีพระอธิการสอ เป็นพระอุปัขฌาย์
    พ.ศ.๒๔๗๑ จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดเหนือ บ้านเหล่าฮก ตำบลหนองผือ อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีอธิการพรหมาเป็นอุปัชฌาย์ ได้รับ นามฉายาว่า #ยโสธโร
    พ.ศ.๒๔๗๔ ได้ย้ายมาสังกัดวัดไผ่เงินโชตนาราม ซึ่งในขณะนั้นมีพระอธิการทอง (ทอง เจริญพันธ์) เป็นเจ้าอาวาสอยู่
    #วิทยฐานะ
    พ.ศ.๒๔๖๔ สอบไล่ได้ชั้นประถมปีที่ ๒ จากโรงเรียนวัดบ้านเหล่าฮก จังหวัดร้อยเอ็ด
    พ.ศ.๒๔๗๗ สอบนักธรรมชั้นเอกได้ในสนามหลวง สำนักเรียนวัดมหาพฤฒารามกรุงเทพมหานคร
    พ.ศ.๒๔๘๑ สอบเปรียญธรรม ๖ ประโยคได้ในสนามหลวงสำนักเรียนวัดมหาพฤฒาราม
    #งานปกครอง
    พ.ศ.๒๔๘๓ ดำรงตำแหน่งอาวาสวัดไผ่เงินโชตนาราม
    พ.ศ.๒๔๘๖ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบางโคล่ และรักษาการเจ้าคณะตำบลช่องนนทรี เขต ๑
    พ.ศ.๒๕๑๔ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวงบางโคล่
    #สมณศักดิ์
    พ.ศ.๒๕๑๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครู เทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท ที่ #พระครูสิริธรรมสุธี
    พ.ศ.๒๕๑๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระ #อุปัชฌาย์
    พ.ศ.๒๕๑๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครู เทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอาราม หลวงชั้นพิเศษ ในราชทินนามเดิมที่ #พระครูสิริธรรมสุธี
    พ.ศ.๒๕๔๙ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ชั้นสามัญที่ #พระมงคลสุธี
    หลวงพ่อสี ยโสธโร อดีตเจ้าอาวาสวัดไผ่เงินโชตนาราม เป็นพระเถระที่มีข้อวัตรปฏิบัติเคร่งครัดตามหลักธรรมวินัย ดำรงชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ทะเยอทะยานในลาภยศ มีอุปนิสัยที่จริงจังต่อการงานและปฏิบัติตนตามสมณวิสัย แต่ก็เป็นพระเถระที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาคุณกรุณาคุณต่อท่านที่ได้พบเห็น ดังนั้นหลวงปู่สี ยโสธโร จึงเป็นพระเถระที่เป็นปูชนียบุคคลแก่เหล่าพระภิกษุ สามเณรในการดูแลปกครอง และพุทธศาสนิกชนทั่วไป
    ----------------------------------------------------------
    ในด้านสังคมสงเคราะห์และการเผยแผ่
    หลวงพ่อสี ยโสธโร ท่านได้ให้การสนับสนุนพระภิกษุ สามเณรภายในวัดให้ได้รับการศึกษาพระปริยัติธรรมตามสมควแก่ ฐานานุรูป ทั้งยังให้ความอนุเคราะห์แก่นักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดที่เข้ามาศึกษาต่อสถาบันต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านยังเป็นผู้อำนวยการสอน พระปริยัติธรรม ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพุทธศาสนาวัดอาทิตย์วัดไผ่เงินโชตนาราม ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา - โรงเรียนมัธยมศึกษา และได้เป็น ผู้ริเริ่มก่อตั้งทุนมูลนิธิเพื่อการศึกษาของโรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม สังกัดกรุงเทพมหานคร ทั้งยัง เป็นองค์อุปถัมภ์โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม และโรงเรียนอื่นๆ อีก ในเขตยานนาวา
    งานเผยแผ่ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจธรรม เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๒ และบาลีสนามหลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ศาสนกิจภายในวัดท่านได้เอาใจใส่ต่อการอบรมสั่งสอนพระภิกษุ สามเณรตลอดทั้งอุบาสกอุบาสิกาเป็นประจำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างพรรษา ท่านได้นำพาพระภิกษุ สามเณร ลงบำเพ็ญสมาธิภาวนาในอุโบสถ ระหว่างเวลา ๐๔ : ๐๐ - ๐๕ : ๓๐ น. เป็นกิจวัตรประจำวัน ส่วนในด้านศาสนกิจด้านต่างประเทศ ก็ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจกับคณะธรรมฑูตสายต่างประเทศหลายครั้งในเอเชีย,ออสเตรเลีย,อเมริกา,และยุโรป เป็นต้น นับว่าเป็นพระเถระธุระงานของพระศาสนาอย่างจริงจังอีกรูปหนึ่ง แม้จะมีอายุพรรษากาลมากแล้วก็ตาม
    -----------------------------------------------------------
    ในด้ายการพัฒนา หลวงพ่อสี ยโสธโร ท่านเป็นพระเถระที่มีความสามารถและฝีมือในทางช่างสถาปัตยกรรม ตลอดถึงนวกรรม ท่านเป็นผู้นำพระภิกษุสามเณรและประชาชนบูรณะปฏิสังขรณ์ก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ภายในวัดจนเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม เป็นสัดส่วนเหมาะสมกับสถาบันวัดอันเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณรและสาธุชนโดยทั่วไป นับได้ว่าท่านเป็นพระนักพัฒนาทำความเจริญ ให้แก่วัดไผ่เงินโชตนารามและท้องถิ่นอย่างเหมาะสม
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับเพจวัดไผ่เงิน
    เหรียญรุ่นแรกปี๒๕๑๑ หลวงปู่สีวัดไผ่เงิน สภาพ ผ่านการแขวนบูชา อายุเหรียญจะเข้า๖๐ปีแล้วครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250913_134519.jpg IMG_20250913_134544.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    239460400_4223345357780607_1299019627501873861_n-1126x1536.jpg lp-h2550.jpg พระกริ่งและเหรียญสันติสุข-วัดหลวงพ่อสด-1024x980.jpg Amulet-wlps-124-1024x1024.jpg lp-h.jpg

    หลวงพ่อบอกว่า. …พระภายนอก เพื่อถึงพระภายใน
    พระของเราที่ทำนั้นสมบูรณ์ครบถ้วนทุกอย่างแล้ว

    เป็นไปเพื่อความสุข สงบ ร่มเย็น และถึงสันติสุข จริงๆ
    เหรียญสันติสุข วัดหลวงพ่อสด สร้างปี 2550
    เหรียญรุ่นสันติสุข ทำพิธีพุทธาภิเษก ในวันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ.2550 ณ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นองค์ประธานสงฆ์จุดเทียนชัย
    พระสุปฏิปันโน ที่ร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสกพระรุ่นนี้ ได้เเก่
    – พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตตฺโม) รองเจ้าอาวาสและอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
    – พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล) เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    *(ปัจจุบันคือ พระเทพญาณมงคล)
    – หลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ วัดเพชรบุรี จ.สุรินทร์
    – หลวงปู่แผ้ว ปวโร วัดกำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
    – หลวงปู่เจือ ปิยสีโล วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
    – ฯลฯ
    เหรียญเนื้อทองเเดงส่วนหนึ่ง ได้มอบให้เเก่ทหาร / ตำรวจ เเละผู้ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายเเดนภาคใต้เหรียญสันติสุข มี 2 เนื้อ คือ
    1 นวะโลหะ ไม่มีห่วง สร้างจำนวน 10,000 เหรียญ ตอกโค้ดด้านซ้ายองค์พระ มอบเป็นที่ระลึกผู้ทำบุญที่วัดหลวงพ่อสด
    2 ทองเเดง มีห่วง สร้างจำนวน 50,000 เหรียญ
    2.1 แจกทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ประจำ ๓ จังหวัดภาคใต้ จำนวน 20,000 เหรียญตอกโค้ดเฉพาะรุ่น
    2.2 มอบเป็นที่ระลึกผู้ทำบุญ 30,000 เหรียญ ตอกโค้ดคล้ายเลข 8
    พิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งและเหรียญ รุ่น “สันติสุข”
    ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ เมษายน (วันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๖) พ.ศ. ๒๕๕๐
    เริ่มพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เวลา ๑๖.๐๐ น.
    ณ มณฑลพิธี (ชั้น ๓) ศาลาสมเด็จพระพุฒาจารย์
    วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ๗๐๑๓๐
    โดย
    เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ อธิบดีสงฆ์ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ
    อธิษฐานจิตขั้นสุดท้าย ก่อนส่งมอบให้ทหาร/ตำรวจ
    เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อธิบดีสงฆ์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
    องค์ประธานสงฆ์จุดเทียนชัย เวลา ๑๖.๕๙ น.
    พล.อ.ไพศาล กตัญญู รองผู้บัญชาการทหารบก
    ประธานพิธีฝ่ายคฤหัสถ์จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เวลา ๑๖.๐๐ น.
    และส่งเทียนชนวนให้ประธานสงฆ์จุดเทียนชัย เวลา ๑๖.๕๙ น.
    พระวิปัสสนาจารย์ เจริญจิตตภาวนาอธิษฐานพุทธาภิเษกพระ ได้แก่
    -พระราชพรหมเถร รองเจ้าอาวาสและอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
    -พระราชญาณวิสิฐ เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี (แห่งที่ ๑) เจ้าอาวาส วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
    -พระครูปราสาทพรหมคุณ (หลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ) วัดเพชรบุรี จ.สุรินทร์
    -พระปู่แผ้ว ปวโร วัดกำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
    -พระสมุห์เจือ ปิยสีโล วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
    และคณะพระวิปัสสนาจารย์/คณะวิทยากร (อุบาสก–อุบาสิกา) ฝ่ายวิปัสสนา วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
    #วัตถุประสงค์
    พระเหรียญรุ่น “สันติสุข” เนื้อโลหะทองแดง ๒๐,๐๐๐ องค์ เพื่อแจกให้เป็นกำลังใจทหาร – ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ ณ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้
    พระเหรียญรุ่น “สันติสุข” เนื้อโลหะทองแดง ๓๐,๐๐๐ องค์ กับเนื้อนวโลหะ๑๐,๐๐๐ องค์ และพระกริ่ง รุ่น “สันติสุข” เนื้อนวโลหะ (เม็ดกริ่งสำเร็จด้วยโลหะพิเศษ) จำนวน ๙๙๙ องค์ เพื่อแจกให้เป็นที่ระลึกและบูชาพระรัตนตรัย แก่สาธุชน ผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพ สร้าง “พระมหาเจดีย์สมเด็จฯ” และ/หรือ บริจาคบำรุงโครงการให้การศึกษา – อบรม – เผยแผ่ธรรมปฏิบัติ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ๗๐๑๓๐
    #กำหนดการพิธีพุทธาภิเษก
    พระเหรียญและพระกริ่ง รุ่น “สันติสุข”
    วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๐
    เวลา ๑๕.๐๙-๑๕.๕๐ น. - บวงสรวงเทพยดาบูชาฤกษ์
    เวลา ๑๖.๐๐ น. - พล.อ.ไพศาล กตัญญู รอง ผบ.ทบ. ประธานในพิธีฝ่ายคฤหัสถ์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและรับศีล
    เวลา ๑๖.๐๐-๑๖.๕๐ น. - พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เสร็จแล้วถวายจตุปัจจัยไทยทาน
    พระสงฆ์กระทำอนุโมทนา
    เวลา ๑๖.๕๙ น. - พล.อ.ไพศาล กตัญญู ประธานฝ่ายคฤหัสถ์นำเทียนชนวนถวายแด่ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ เพื่อจุดเทียนชัยและอธิษฐานจิต
    - พระพิธีธรรมสวดอัญเชิญพระพุทธมนต์พุทธาภิเษกพระ
    - พระวิปัสสนาจารย์ เจริญจิตตภาวนาอธิษฐานจิต
    เวลา ๑๙.๒๙ น.- พระครูปราสาทพรหมคุณ(หลวงปู่หงษ์) ดับเทียนชัย
    - ถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่พระวิปัสสนาจารย์ และพระพิธีธรรม
    - พระสงฆ์กระทำอนุโมทนา
    - เสร็จพิธี
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250913_142209.jpg IMG_20250913_142234.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 กันยายน 2025
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757755040520.jpg

    หลวงพ่อสวัสดิ์ วัดศาลาปูนวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา
    "ถ้าอยากกราบพระเกจิอยุธยา ให้ไปกราบหลวงพ่อสวัสดิ์ วัดศาลาปูนเถอะ..!!!!!!"
    หลวงปู่ดู่ วัดสะแก อยุธยาสั่งความกับครูโรงเรียนวัดศาลาปูนที่ดั้นด้นไปกราบหลวงปู่ดู่ครั้ง หนึ่ง โดยมองข้ามพระดีใกล้ตัวไป
    "ที่ จังหวัดอยุธยาปัจจุบันนั้น หากไม่นับหลวงปู่ชื้น วัดญาณเสนแล้ว หลวงพ่อสวัสดิ์ วัดศาลาปูนถือว่ามีระดับจิตที่สูงที่สุดน๊ะ..!!???!!"
    และ
    "หลวงพ่อสวัสดิ์ วัดศาลาปูนน่ะ ท่านถึงที่สุดแห่งธรรมแล้วนะเธอ"
    หลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัย นครพนม
    "หลวงพ่อสวัสดิ์ วัดศาลาปูนเป็นพระเถระซึ่งมีจิตที่เย็นที่สุดในอยุธยาตอนนี้..!!!!!!!!"
    หลวงพ่ออุดม วัดพิชัยสงครามวิสัชนาแก่คุณสุธันย์ สุนทรเสวี(ผู้สร้างพระกริ่งรุ่นแรก หลวงพ่ออุดม)
    "ในอยุธยาตอนนี้ จะมีใครเล่าจะเสมอด้วยหลวงพ่อสวัสดิ์ วัดศาลาปูนอีก วิชชาท่านก็เป็น จิตท่านก็ได้ถึงขนาดนี้ฯ"
    หน่วยสืบราชการลับทางจิตสาย"โพธิ"
    และที่สุด แม้ก่อนที่จะ"นิพพาน"หลวงปู่ทิม อัตตสันโต ซึ่งเป็น"พุทธภูมิลา บารมีสูงสุด" แห่งวัดพระขาว อยุธยาก็ยังได้มา"กราบลา"หลวงพ่อสวัสดิ์ ถึงที่วัดศาลาปูน เป็นครั้งสุดท้ายก่อนละสังขารเลยทีเดียว..!!!!!!!!!!
    ประวัติพระราชสิทธิมงคล ( หลวงปู่สวัสดิ์ )
    ชาติภูมิ ท่านเจ้าคุณพระราชสิทธิมงคล ( สวัสดิ์ จิตตะทส ) เกิดวันศุกร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือนสิบสอง ปีมะเส็ง ตรงกับ
    วันที่ 28 เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2460 ณ บ้านเลขที่ 15 หมู่ 2 ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรี
    อยุธยา บิดาชื่อ นายอยู่ จิตตะทส มารดาชื่อ นางไหม จิตตะทส ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา 3 คน เป็นหญิง 2 คน ชื่อจัน
    และอิน ท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง
    บรรพชา ครั้งที่1 เมื่ออายุ 12 ปี ได้บรรพชาในงานฌาปนกิจศพของมารดา คลองเพศสามเณรอยู่ 3 ปี ครั้งที่ 2
    หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดบ้านสร้าง ได้จัดบรรพชาให้อีกครั้งหนึ่ง จนอายุครบบวชท่านจึงทำการอุปสมบทให้
    อุปสมบท เมื่อวันอังคาร ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด ตรงกับวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2480 ณ วัดทองจันทริการาม
    พระอุปัชฌาย์ พระครูนิเทศธรรมกถา เจ้าอาวาสวัดบ้านสร้าง พระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการกรีสัมมานัย เจ้าอาวาสวัด
    ทองจันทริการาม พระนุสาวนาจารย์ พระครูนิเทศธรรมโกศล เจ้าอาวาสวัดพะยอม ปัจจุบันท่านเจ้าคุณพระราชสิทธิมงคล
    มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเจ้าอาวาสวัดศาลาปูนวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา
    จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันหลวงปู่ อายุ 96 ปี พรรษา 76 ปี ท่านเป็นที่เคารพรักศรัทธา เป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาสนิกชน ไม่ว่าจะ
    เป็นพ่อค้า ประชาชน ครูบาอาจารย์ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง แม้บุคคล
    ต่างศาสนา ต่างชาติ เช่น ชาวสิงคโปร์ก็เดินทางมาปฏิบัติธรรมและพักค้างคืนที่วัดศาลาปูนอยู่เป็นประจำจนท่านได้เปิด
    สาขาวัดไทยในประเทศสิงคโปร์มีพระภิกษุไทยไปประจำเป็นสาขาของวัดศาลาปูน ชื่อ " วัดพุทธสันติธรรม "
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    รูปหล่ออายุ ๙๖ ปีหลวงพ่อสวัสดิ์วัดศาลาปูน

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250913_161445.jpg IMG_20250913_161508.jpg IMG_20250913_161527.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    สมเด็จมหาราชทรงครุฑ วัดทุ่งสีกัน สร้างเมื่อปี 2518 ฉลองในหลวงพระชนม์มายุ 4 รอบ พระครูธรรมรัตนวิมล(ทองใบ วิมฺมโล)เนื้อผงพุทธคุณสีขาว โรยผงตะไบทองคำแท้ของในหลวง และมวลสารศักดิ์สิทธิ์มากมาย
    สมเด็จมหาราชทรงครุฑ ผงพุทธคุณชั้นยอด แถมผงตะไบทองของในหลวง สร้างในความรับผิดชอบของวัดทุ่งสีกัน เนื้อผงพุทธคุณสีขาว โรยผงตะไบทองคำแท้(ตะไบทองพระราชทานของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) มีพิมพ์ใหญ่โรยตะไบทอง หลัง ภปร., พิมพ์คะแนนเล็กๆ และพิมพ์นางพญา(พิมพ์ใหญ่เท่านั้นที่มีผงตะไบทอง)
    พระรุ่นนี้เป็นพระที่มีพิธีมหาพุทธาภิเษกใหญ่ มีพระเกจิอาจารย์มาร่วมปลุกเสกมากมาย เพื่อทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 50 ปี
    เป็นพระสมเด็จที่ทางวัดสีกัน(ทุ่งสีกัน) ดอนเมือง ได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างขึ้น ในโอกาสที่พระเจ้าอยู่ทรงมีพระชนม์มาครบ 4 รอบ โดยสร้างในปี 2518 และได้รับพระราชทานทองคำแท่งมาเพื่อนำมาตะไบเป็นผง โรยในพระสมเด็จที่จัดสร้างขึ้น ซึ่งการตะไบทองในครั้งนี้ ทางผู้จัดสร้างได้ไปจ้างร้านทอง ลิ่มกุ่ยหลี บางลำพู เป้นผู้ตะไบทองจากทองแท่งให้เป็นผงทอง การจัดสร้างมีพระประมาณ 1009 องค์ และการจัดสร้างในครั้งนี้ ทางวัดได้มอบให้ นายสมชาย แสวงศิลป์ เป็นผู้ดำเนินการ จึงเป็นพระสมเด็จที่เพียบพร้อมไปด้วยมวลสารอันศักดิ์สิทธิ์ และพิธีกรรมที่ดีเยี่ยม จัดเป็นพระรุ่นแรกของวัดสีกัน ที่มีประสบการณ์มากมาย และปัจจุบันพบเห็นน้อยมาก ด้วยจำนวนการจัดสร้างที่น้อยนิด จึงเป็นที่หวงแหนของผู้ที่ครอบครอง และรับทราบข้อมูลของพระรุ่นนี้เป็นอย่างดี /
    สมเด็จมหาราชทรงครุฑ วัดทุ่งสีกันดอนเมือง ปี 2518
    1. ได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึง 2 ครั้ง พลโท นวล จันทร์ตรี เป็นผู้ดำเนินการ และได้รับหนังสือตอบจากราชเลขาธิการว่า พระบาทสมเด็จพระ-เจ้าอยู่หัว ทรงชื่นชม
    2. พระอธิการทองใบ วิมโม ได้นำพระสมเด็จมหาราชทรงครุฑ แจกทหาร ตำรวจ ประชาชน พ่อค้า ไปเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ได้รับแล้วปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ได้ประสบความสุข ความสำเร็จ และรอดพ้นจากภยันอันตราย อย่างมหัศจรรย์ และได้มาเล่าประสบการณ์ที่ได้ประสบให้ฟังหลายครั้งหลายคราว
    วัดสีกัน เดิมมีชื่อว่า วัดพุทธสยาม ตั้งอยู่ริมถนนสรงประภา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง เป็นวัดที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่เมื่อปีพุทธศักราช 2515 ด้วยแรงศรัทธาจากประชาชน ข้าราชการ ทหารและตำรวจ ได้ร่วมบริจาคที่ดินและทุนทรัพย์เพื่อสร้างวัดนี้ขึ้น และให้ชื่อว่าวัดพุทธสยามเป็นเบื้องต้น ซึ่งต่อมาได้พิจารณาเปลี่ยนแปลงชื่อเสียใหม่เป็นวัดสีกัน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นการเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานที่ตั้ง สถาปัตยกรรมเด่นของวัดนี้อยู่ที่พระอุโบสถทรงไทยที่งดงามอลังการซึ่งสร้างขึ้นต้องตามคติทางศาสนาที่เชื่อถือกันมาแต่โบราณกาล ภายในประดิษฐานพระประธานที่เป็นเคารพสักการะของชาวบ้าน มีนามว่า "สมเด็จพระบรมพุทโธ" และที่เชิงบันไดนาคด้านหน้าโบสถ์ปรากฎรูปปั้นยักษ์คู่ดูน่าเกรงขามซึ่งมีชื่อว่า "สมเด็จท้าวเวสสุวรรณฯ" เป็นเสมือนทวารบาลผู้พิทักษ์รักษาพระบวรพุทธศาสนา
    สมเด็จมหาราชทรงครุฑ จัดสร้างโดยวัดสีกัน (พุทธสยาม) เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2518 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จฯพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่๙ ทรงมีพระชนมายุครบ ๔ รอบ ทรงมีพระเมตตาโปรดเกล้าให้วัดทุ่งสีกัน(วัดพุทธสยาม) สร้างพระประธานองค์พระพุทธสมเด็จมหาราชทรงครุฑ ภปร. ขนาดหน้าตัก 29 นิ้ว สูง 119 นิ้ว เพื่อประดิษฐานที่วิหารจัตุรมุขไว้เป็นที่สักการะบูชากราบไหว้ แก่พุทธศาสนิกชนชาวพุทธ และทรงพระราชทานทองคำแท่งเพื่อให้นำมาตะไบผสมลงในพระผงพุทธคุณที่จัดสร้างครั้งนี้

    ทางผู้จัดสร้างได้จ้างร้านทอง ลิ่มกุยหลี บางลำพู เป็นผู้ตะไบทองจากทองแท่งให้เป็นผงทอง โดยได้จัดสร้างมีพระประมาณ 1009 องค์ จัดเป็นรุ่นแรกที่วัดสีกัน ทางวัดได้มอบให้ นายสมชาย แสวงศิลป์ เป็นผู้ดำเนินการ จึงเป็นพระสมเด็จที่เพียบพร้อมไปด้วยมวลสารอันศักดิ์สิทธิ์ ผงธูปบูชาพระประธานศักดิ์สิทธิ์ ดอกไม้แห้งที่ประชาชนนำมาบูชาบดละเอียด น้ำพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ และพิธีกรรมที่ดีเยี่ยม จัดเป็นวัตถุมงคลรุ่นแรกของวัดทุ่งสีกัน และพระครูธรรมรัตนวิมล(หลวงปู่ทองใบ) เจ้าอาวาส วัดทุ่งสีกัน ได้เกิดมงคลนิมิตว่า เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์( โต พรหมรังสี )ให้สร้างพระผงพุทธคุณสมเด็จทรงครุฑขึ้นด้วยผงมงคล 38 ประการ
    พระ เกจิ ร่วมปลุกเสก สมเด็จทรงครุฑ วัดสีกัน
    "สมเด็จมหาราชทรงครุฑ ณ วัดสีกัน" สร้างขึ้นด้วยเนื้อผงพุทธคุณสีขาว โรงด้วยผงตะไบทองคำแท้ บล๊อกกดมือนับว่าเป็นรุ่นที่หายากแล้วในปัจจุบัน พุทธคุณครอบจักรวาล เมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย โชคลาภเงินทอง ปัจจุบันพบเห็นน้อยมาก ด้วยจำนวนการจัดสร้างที่น้อยนิด เพียง 1009 องค์ จึงเป็นที่หวงแหนของผู้ที่ครอบครอง
    พระสมเด็จทรงครุฑ วัดทุ่งสีกัน กรุงเทพ ปี พ.ศ.๒๕๑๘
    พิธีมหาพุทธาภิเษกใหญ่ มีพระเกจิอาจารย์มาร่วมปลุกเสกมากมาย
    ลป.โต๊ะ ลพ.สุด, ลพ.ทองอยู่, ลพ.เนื่อง ,ฯลฯ เป็นต้น
    โดยพระครูธรรมรัตนวิมล(ทองใบ วิมฺมโล)เนื้อผงพุทธคุณ โรยผงตะไบทองคำแท้ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และมวลสารศักดิ์สิทธิ์มากมาย
    เพื่อทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา
    สมเด็จมหาราชทรงครุฑ และ พระปิดตาทรงครุฑ เนื้อผงพุทธคุณ โรยผงตะไบทองของในหลวงรัชกาลที่ ๙
    ผงตะไบทองคำแท้(ตะไบทองพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ) มีพิมพ์ใหญ่โรยตะไบทอง, พิมพ์คะแนน, พิมพ์เล็ก และพิมพ์นางพญา
    โรยผงตะไบทองคำพระราชทาน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จวัดสีกันและนางพญาราชินีวัดสีกัน สร้างทูลเกล้าถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาครบ ๔ รอบ ๒ องค์

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250913_165534.jpg IMG_20250913_165601.jpg IMG_20250913_165630.jpg IMG_20250913_165703.jpg IMG_20250913_165728.jpg IMG_20250913_165751.jpg IMG_20250913_165824.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 กันยายน 2025
  15. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    112
    ค่าพลัง:
    +90
    จองบูชาครับ
     
  16. นายสุดจินดา

    นายสุดจินดา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    112
    ค่าพลัง:
    +90
    จองบูชาครับ
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ รุ่นอภินิหารย์ระเบิดด้าน ปี 2539
    พระเครื่องหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์ใหญ่ รุ่นนี้ ปลุกเสกและจัดสร้าง โดยสุดยอดพระเกจิอาจารย์ของ จ. ยะลา พ่อท่านฉิ้น โชติโก (พระเดชพระคุณพระธรรมสิทธิมงคล) เจ้าคณะจังหวัดยะลา เจ้าอาวาส รูปแรกของวัดเมืองยะลา
    จัดสร้าง โดยใช้บล็อคเดิมของปี 2505
    พิธีพุทธาภิเษก หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน หลายวาระ ดังนี้
    พ่อท่านฉิ้น ได้จัดสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดขึ้นหลายครั้ง โดยใช้บล็อคเดิมรุ่นแรก วัดเมืองยะลา ปี 2505 โดยสร้างต่อเนื่องมา
    หลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ชุดนี้ มีทั้งว่านที่นำมาบดใหม่ ผสมรวมกับว่านเก่่าเก็บอยู่บ้าง มีการนำเข้าพิธีพุทธาภิเษกเรื่อยมา
    * ทัน อาจารย์นอง วัดทรายขาว ปลุกเสกด้วย
    พุทธาภิเษกครั้งแรก ณ วัดช้างให้ พ.ศ. 2535-2536
    พุทธาภิเษกครั้งที่ 2 ณ วัดทรายขาว พ.ศ. 2536-2538
    พุทธาภิเษกครั้งที่ 3 ณ วัดเมืองยะลา พ.ศ. 2539 (รุ่นเสาร์ 39)
    *พุทธาภิเษกครั้งที่ 4 ณ วัดเมืองยะลา เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2540
    ทั้งยังปลุกเสกเดี่ยวโดยพ่อท่านฉิ้น อีกด้วย
    หลวงปู่ทวด รุ่นอภินิหารระเบิดด้าน ประสบการณ์มากมาย ทั้งระเบิดด้าน รถคว่ำ ตกตึก จึงทำให้รุ่นนี้ดัง และได้รับความนิยม
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    หลวงปู่ทวดพิมพ์ใหญ่วัดเมืองยะลารุ่นระเบิดด้านปี๒๕๓๙

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250913_173450.jpg IMG_20250913_173513.jpg IMG_20250913_173417.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1720431631572.jpg

    พระสมเด็จทรงรัศมี
    หลวงพ่อชำนาญสมัยอยู่วัดบางกุฎีทองยุคเก่าสมเด็จทรงรัศมี แช่น้ำมนต์ ขนาดกว้าง 3 ซ.ม. สูง 4.6 ซ.ม. ตอกโค๊ต ป.ท.ว.(ปทุมวรกิจ)ที่ด้านล่างองค์พระ พุทธคุณเช่นเดียวกับสมเด็จแหวกม่านครับ(เสริมดวง,หน้าที่การงาน,แหวกอุปสรรค,เคราะห์โศก) สร้างปี 2554 และนำไปแช่น้ำมนต์ ให้ออกบูชาในปี 2556 พระรุ่นก่อนๆที่แช่น้ำมนต์ราคาไปพันถึงหลายๆพันแล้วครับ รุ่นนี้ถือเป็นของดีที่ราคายังเบามากครับ
    ข้อมูลจากนสพ.ข่าวสด
    เมื่อปี 2554 หลวงพ่อชำนาญ พระเกจิชื่อดังวัดบางกุฎีทอง จ.ปทุมธานี ได้นำพิมพ์สมเด็จแหวกม่าน รุ่นแรกที่แกะพิมพ์เองไปให้โรงงานแกะพิมพ์ใหม่ให้สวยกว่าเดิม เป็นองค์สมเด็จใหญ่ขึ้นรัศมีคมชัด ด้านหลังนำรูปเหมือนหลวงพ่อเป็นแบบ ตั้งชื่อไม่ให้ซ้ำพระสมเด็จแหวกม่านรุ่นแรกว่า "สมเด็จรัศมี" หมายถึง "ฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้า" มี 6 ประการคือ
    1.สีเขียว เรียกนีละกสิณ (เขียวเข้มเหลือบม่วง เหมือนดอกอัญชัน)
    2.สีเหลือง เรียกปีตะกสิณ (เหลืองเหมือนสีของดอกหรดาลทอง)
    3.สีขาว เรียกโอทากะกสิณ ขาวเหมือนแผ่นเงินแท้
    4.สีแดง เรียกโลหิตตะกสิณ แดงเปลวเพลิง
    5.สีหงสบาท เรียกมัญเชฏฐะ สีหงสบาทมีสีคล้ายดอกเซ่ง หรือดอกหงอนไก่
    6.สีเลื่อมพรายปภัสสร สีเหลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก
    เมื่อพุทธรัศมี หรือฉัพพรรณรังสี ปรากฏขึ้น เหตุการณ์ร้ายแรงต่างจะต้องหายไป อันตรายต่างๆ หมดไป อัปมงคลก็ต้องจางหายไปด้วยเช่นกัน
    ย้อนกลับไปเมื่อปี 2546 หลวงพ่อชำนาญ ได้แกะพิมพ์พระสมเด็จแหวกม่านด้วยตัวของท่านเอง บนหินมีดโกน สร้างเป็นพระสมเด็จแหวกม่านออกมาให้บูชา พระสมเด็จแหวกม่านรุ่นนั่นสร้างไว้ 3 เนื้อคือ เนื้อดินปฐวีธาตุ สีดำ เนื้อผงจุฬามณี สีน้ำตาล เนื้อผงค้ำชะตา เนื้อสีเทาอ่อน ในแต่ละเนื้อได้ฝังตะกรุด 5 ดอก 2 ดอก 1 ดอก และแบบไม่ฝังตะกรุดก็มี พระแหวกสมเด็จม่าน ทั้งหมดที่สร้างขึ้นได้หมดลงจากวัดไปอย่างรวดเร็ว ต่อมากลับมีสนนราคาค่านิยมสูงขึ้นมาก ชนิดฝังตะกรุดทองคำ ที่สร้างจำนวนน้อย ปัจจุบันราคาสูงมาก
    ลูกศิษย์ใหม่ๆ ที่เข้ามากราบฝากตัวเป็นศิษย์ของท่าน ได้ยินลูกศิษย์รุ่นเก่ากล่าวถึงประสบการณ์พระสมเด็จแหวกม่าน ต่างก็แสวงหามาใช้ติดตัวกัน ยิ่งตอนนี้ชาวต่างประเทศ หลายประเทศ หันมาสนใจวัตถุมงคลของหลวงพ่อชำนาญจึงมีทั้งชาวไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย โดยเฉพาะชาวจีน เดินมากราบขอพรพระพรหมองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ณ วัดบางกุฎีทอง มากมายทุกวัน
    ทำให้พระสมเด็จแหวกม่านได้รับความนิยมและสนใจเป็นเงาตามตัว สิ่งที่ปรากฏแก่ศูนย์พระทั่วไปคือมี "ใบสั่ง" พระสมเด็จแหวกม่านเยอะมากแต่หาของไม่ได้ ถึงหาได้ก็มีราคาสูงมาก
    จึงเป็นที่มาของการจัดสร้าง "พระสมเด็จทรงรัศมี" ขึ้น ด้านหน้าเป็นพระพุทธรูปประทับบนฐาน 3 ชั้น ในส่วนของชั้นที่ 2 เป็นแบบฐานสิงห์ ประดิษฐานอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว เปล่งรัศมีประกายไปทั่วทั้งองค์ ส่วนด้านหลังเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อชำนาญนั่งอยู่ในครอบแก้ว ด้านล่างเขียนว่า "พระครูปทุมวรกิจ พ.ศ.๒๕๕๔" องค์พระลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า หากนำองค์พระไปส่องกล้องจะเห็นมวลสารภายในองค์พระไม่น้อยทีเดียว
    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จรัศมีหลวงพ่อชำนาญ

    ให้บูชา 320 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    IMG_20250913_203901.jpg IMG_20250913_203824.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    %E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%881-jpg.jpg
    ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร
    วัดบุ่งขี้เหล็ก อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

    หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร เกิดเมื่อเดือน ๕ ปีมะโรง พ.ศ.๒๔๕๙ ที่บ้านนาเอือด อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี (สมัยนั้นไม่มีการจดบันทึกวันเดือนเกิด ทางคณะศิษย์จึงขอให้วันที่ ๑ มีนาคมของทุกปีเป็นวันคล้ายวันเกิดเพื่อมุทิตาจิตต่อองค์หลวงปู่) ซึ่งในอดีตประเทศลาวยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คนไทยจึงเห็นว่าใน ประเทศลาวมีพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก ครอบครัวของท่านพร้อมด้วย ญาติอีกสองครอบครัวจึงเดินทางไปตั้งถิ่นฐานและทําไร่นาอยู่ที่นั้น

    หลวงปู่จันทร์หอม มีพี่น้องรวม ๔ คน ในขณะที่อาศัยอยู่ที่เชิงเขา ประเทศลาว ก็ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งเดินทางลงมาจากเขาเพื่อมาบิณฑบาตอยู่ไม่ขาด เพราะเป็นห่วงทั้งสามครอบครัวที่เพิ่งจะมาตั้งถิ่นฐาน พระรูปนี้เป็นญาติกับบิดาของหลวงปู่ ซึ่งมีนามว่า “สําเร็จตัน” ซึ่งท่านสําเร็จตันนี้ท่านเป็นศิษย์ของ หลวงปู่สําเร็จลุน แห่งนครจำปาสัก ประเทศลาว

    เมื่อหลวงปู่จันทร์หอม อายุได้ ๑๒ ปี จึงขอเอาหลวงปู่จันทร์หอม มาเพื่อจะสอนหนังสือให้ สําเร็จตันได้พาท่านไปสอนหนังสืออยู่ที่หลังเขา แต่ท่านขี้เกียจเรียนหนังสือ จึงหลบหนีกลับมาหาพ่อและแม่

    หลังจากนั้นไม่นาน สําเร็จตันก็ไปขออีก และท่านพาขึ้นไปอยู่เขาภูเขาควาย แล้วจึงบวชหลวงปู่เป็นผ้าขาว ให้ถือศีล ๘ และสอนหนังสือ สอนปฏิบัติธรรม หลวงปู่จันทร์หอม ได้ติดตามสําเร็จตันอยู่ ๒ ปี ด้วยความประพฤติที่ดี ในที่สุด สําเร็จตันจึงบวชเณรให้ ครั้นบวชอยู่ที่เซาภูเขาควายไม่นาน สําเร็จตันจึง พามาอยู่ที่ภูเขามะโรง เพื่อกราบนมัสการ ฝากตัวเป็นศิษย์อยู่ปฏิบัติธรรม กับหลวงปู่สมเด็จลุน หรือ สําเร็จลุน ในเรื่องธรรมธาตุจนแตกฉานภายในระยะเวลา ๕ ปี ญาท่านสําเร็จตันจึงกราบนมัสการลา ออกเดินวิเวกตามป่าไปเรื่อยๆ เพื่อหาประสบการณ์ในสัจธรรมเป็นเวลา ๒ ปีกว่า ซึ่งในขณะเดียวกันหลวงปู่จันทร์หอมมีอายุ ๒๐ ปีเต็มพอดี สําเร็จตันจึงพาออกมาจากป่า

    หลังออกมาจากป่าแล้ว หลวงปู่จันทร์หอมคิดอยากเรียนปริยัติธรรม จึงขอแยกทางกับสําเร็จตัน โดยไปศึกษาปริยัติธรรมจนจบ ป.ธ. ๔ ในประเทศลาว ซึ่งใช้เวลาศึกษาอยู่ ๘ ปี

    หลังจากที่เรียนปริยัติธรรมจบแล้ว แทนที่ท่านจะดํารงตําแหน่งทางคณะสงฆ์ แต่กลับมุ่งหน้าเข้าสู่ป่า โดยกลับไปที่ภูมะโรง เพื่อพํานัก บําเพ็ญธรรมตามลําพังผู้เดียว

    ท่านเล่าว่า..บนภูมะโรงนั้นมีพระภิกษุอยู่หลายรูปแต่อยู่กันคนละถ้ำ ไม่เที่ยวไปมาหากัน ต่างรูปต่างอยู่ จะพบกันหรือมารวมกันก็ต่อเมื่อวันลงอุโบสถ โดยลงมารวมกันที่ภูมะโรง ณ ที่พํานักของสําเร็จลุน ซึ่งเป็น “ประธานสงฆ์และแสดงธรรมปาติโมกข์แจกพระธรรมวินัยและอบรมข้อวัตรปฏิบัติธรรมให้พวกบังบดหรือพวกลับแลฟัง เพราะในวันนั้นเขาจะมาจําศีลกัน

    ทั้งนี้หลักในการปฏิบัติธรรมของ หลวงปู่จันทร์หอม ที่ยึดถือและปฏิบัติ คือ ความขยันหมั่นเพียรและถือสัจจะเป็นใหญ่ เมื่อถามว่าทําไมต้องถือ สัจจะเป็นใหญ่ ท่านให้เหตุผลว่า..นี่คือตัวดัดนิสัยตนเอง เพราะในการปฏิบัติธรรม ในแต่ละครั้งนั้น ต้องตั้งสัจจะให้กับตนเอง สมมติ ว่าจะเข้ากรรมฐานในถ้ำเป็น เวลา ๗ วัน ไม่บิณฑบาต ไม่ฉันข้าวภายใน ๗ วันนี้ ก็ต้องทําให้ได้ ถ้าทําไม่ได้ บังบดก็ไม่ใส่บาตรให้ฉัน และอยู่กับเขาไม่ได้ด้วย

    หลวงปู่จันทร์หอม อยู่ปฏิบัติธรรมบนภูมะโรง จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๒ จึงเดินทางลงจากเขาเพื่อบิณฑบาต และในขณะเดียวกันนั้นเป็นช่วงที่ประเทศลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองพอดี จึงเกิดการสู้รบกันภายในประเทศ

    ขณะนั้นน้องชายของท่านเป็นทหารร้อยโทออกสนามรบ ได้หายไปจากกองร้อย พ่อแม่เป็นห่วงมาก จึงฝากให้หลวงปู่ช่วยตามหา เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ปกติประกอบกับท่านได้ข่าวของน้องชายอยู่ที่อําเภอเขมราฐ บ้านโบกม่วง จังหวัดอุบลราชธานี จึงเดินทางมาตามหาและได้พบกันอย่าง น่าอัศจรรย์

    ในขณะที่ท่านมาตามหาน้องชายนั้น ได้พํานักอยู่ที่วัดร้างในหมู่บ้านโบกม่วง ซึ่งเป็นวัดที่ขาดพระสงฆ์มานานจัดเป็นวัดป่าที่มีสภาพ เป็นป่ารกทึบมีกุฏิเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง หลวงปู่อาศัยอยู่ในกุฏิหลังเล็กๆ นั้นอยู่หลายปี เพราะขาดปัจจัยในการบูรณะ สิ่งเดียวที่ทําได้ในขณะนั้นคือ การถากถางป่าให้เตียน และยกร่องถนนภายในวัดสําหรับให้รถแล่นและคนเดิน

    ตลอดเวลาที่ท่านพํานักอยู่ที่วัดบ้านโบกม่วงนั้น ท่านปฏิบัติตน เรียบง่ายแต่เน้นตรงที่สอนคนให้เป็นคนดี ซื่อสัตย์ และมักทําประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมเสมอ ด้วยกิติคุณในการช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนาให้กว้างไกล ในส่วนของทางราชการและญาติโยมที่ศรัทธา ได้ขอให้ท่านมาช่วยพัฒนา “วัดบุ่งขี้เหล็ก” ตําบลแวง อําเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จากวัดที่ รกร้างให้กลับกลายพื้นคืนสู่ความเจริญที่งดงามอีกครั้ง

    %E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%882-jpg.jpg

    ขณะที่ท่านได้ดำรงขันธ์อยู่นั้น มักมีญาติโยมจากทั่วสารทิศแวะมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย โดยที่ท่านก็ยังคงยึดถือแนวปฏิบัติ ในการสร้างสาธารณประโยชน์ให้กับสาธารณชนอยู่ตลอดไป
    หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร เจ้าอาวาสวัดบุ่งขี้เหล็ก อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี มรณภาพลง เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ เวลาประมาณ ๑๐.๓๓ น.
    สิริอายุรวม ๑๐๔ ปี พรรษา ๘๔

    ◎ ด้านวัตถุงมงคล
    หลวงปู่จันทร์หอม ท่านเป็นพระผู้สืบสานตำนานพระเวทย์แห่งราชอาณาจักรลาว ผู้ทรงอาคมอิทธิฤทธิ์สำเร็จด้วยกำลังแห่งธาตุ ๔ ท่านเป็นศิษย์ยุคสุดท้ายของสมเด็จลุน พระผู้ทรงอภิญญาแห่งประเทศลาวโดยมีโอกาสได้ศึกษาวิชากับสมเด็จลุนโดยตรง เนื่องจากท่านเป็นหลานของสมเด็จตัน สังฆราชเมืองลาวองค์ต่อจากสมเด็จลุน

    วิชาของท่านถือได้ว่าอยู่ในลำดับต้นๆ ในสายของสำเร็จลุน ถึงขนาดเคยมีคำพูดกันว่า “ในอุบลราชธานีมีสิงห์เหนือเสือใต้อยู่” กล่าวคือ สิงห์เหนือ ได้แก่ “หลวงปู่คำบุ” ซึ่งมีชื่อเสียงในแถบ อ.พิบูลมังสาหาร อ.ตาลสุม ส่วนเสือใต้ ก็คือ “หลวงปู่จันทร์หอม” ที่มีชื่อเสียงในละแวก อ.เขมราฐ อ.วารินชำราบ

    ท่านเก่งเรื่องธาตุและหนุนธาตุมาก เครื่องรางที่โด่งดังของท่านก็คือตะกรุดธาตุ ๔ โด่งดังมากทางมหาอุด พวกทหารอากาศนับถือท่านมาก นอกจากนี้หลวงปู่จันทร์หอมยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ของ “เหรียญปราบอริราชศัตรูพ่าย (เหรียญระเบิด ๘ ลูก)” อันลือลั่นคงกระพัน ปืน ระเบิด มีด ไม้ ไม่ได้กินเลือด

    วัตถุมงคลของท่านล้วนมีประสบการณ์ทั้งด้านเมตตามหานิยม และแคล้วคลาด ตะกรุดยุคแรกๆ ท่านจะจารมือให้รอรับได้เลยก่อนเอาไป ถ้าเป็นทหารตำรวจท่านให้ลองก่อน โดยเมื่อทำเสร็จ ท่านจะผูกคอแมวที่เลี้ยงไว้แล้วให้ยิงปรากฏว่า ไม่ออก จนกลายเป็นตะกรุดที่สร้างชื่อให้ท่านเป็นที่รู้จักมากขึ้นและได้รับสมญานาม “เจ้าตำรับตะกรุดคงกะพันมหาอุตม์แห่งแดนอีสาน”

    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่จันทร์หอมวัดบุ่งขี้เหล็ก ปี ๒๕๕๑
    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250913_221112.jpg IMG_20250913_221026.jpg
     
  20. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,422
    ค่าพลัง:
    +7,578
    ขอจองครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...