เหรียญหลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตร ลป.หมุนปลุกเสก สมเด็จหลังรูปเหมือน ลพ โต เขาบ่อทอง

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Karoonsur

    Karoonsur เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กรกฎาคม 2018
    โพสต์:
    422
    ค่าพลัง:
    +256
    จองครับ
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757852109587.jpg 1757852091371.jpg 4-wm.jpg 3-wm (1).jpg


    เหรียญสายเหนียวคงกระพันมหาอุตม์ในตำนานพระอาจารย์ตุ๋ย วัดอนงคาราม กุฏิ9 วงเวียนเล็ก กทม.อดีตพระเกจิอาจารย์ผู้แก่กล้าในด้านพุทธาคม และ โหราศาสตร์ แม่นยำเหมือนอยู่ในเหตุการณ์ ทั้ง เรื่องสักยันต์ แต่มี ข้อละเว้น ใครเกิดวันเสาร์ ต้องขอดูดวงก่อน วันอื่น ไม่มีปัญหา ได้หมดสักทับครูต้องทำพิธีขอ ท่านเดินธุดงส์ มาจาก จ.ตรัง และ เป็นลูกศิษย์ พระอาจารย์วัน นะมะโส เกจิเบอร์1 เมืองตรัง ลูกศิษย์ ท่าน คนดังระดับประเทศ อย่าง เช่นนายชวน หลีกภัย สุจินดา คราประยูร ชวลิต ยงใจยุทธ ทหาร เยอะมาก ทั้งนั้นละ เรื่องเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ไฮโซ สมัยนั้น ขึ้นพระอาจารย์ตุ๋ย กุฏีท่านแน่นด้วยคนมาหาแต่ละวัน ขนาดเป็นพระลูกวัดนะในสายน้ำมันเสกด้วย พระคาถาโสฬสวังหน้าท่านเป็นศิษย์ครูอุไร มนตรีกุล ณ อยุธยา อีกรูปหนึ่งในย่านฝั่งธนบุรี ที่มีลูกศิษย์ลูกหาให้ความเคารพศรัทธามากในแวดวง ผู้ชื่นชอบในด้านการลงอักขระสักเลขยันต์ เมื่อก่อนท่านลงน้ำมันและลองใช้ใบมีดกีด ซึ่งจากประสบการณ์ปากต่อปากจากลูกศิษย์ของท่านทำให้ทราบว่าหลวงพ่อท่านจะเน้นใน ด้านคงกระพันและ มหาอุต เรื่อง เหนียว อาจารย์ตุ๋ย ไม่เป็นรองใคร ประสบการณ์ เหรียญ คนขับรถกระเปาะ ตุ๊ก ตุ๊ก หมาหมู่ ด็อกกรุ๊ปสมานไทยสามัค คี รุมตีคนมีเหรียญ ลพ.ตุ๋ย ทั้ง ใช้มีด ฟันแทง หลายเล่มเป็น แค่ รอยยางบอน นิดเดียว เองเหตุเกิดที่ซอยโชคชัยสี่ ลาดพร้าวผู้เขียนรู้จัก คนที่เป็นศิษย์อาจารย์ตุ๋ย ดี นับถือทั้งบ้านพ่อแม่ยันลูก ตอนนี้ ลูกคนที่ห้อยเหรียญ อายุ 50 กว่า เป็น ครอบครัวทหารและอีกเสียง ที่ยืนยันว่า พระอาจารย์ตุ๋ย เก่ง คือ หลวงตาวิบูลย์ วัดหัวกระบือ บางขุนเทียน คุ้นกันดี ชอบ นิมนต์ท่านมานั่งปลุกเสก วัตถุมงคลที่วัดหัวกระบือ บ่อยมาก ด้านเมตตา ก็เอกอุ เช่นกันวาระสุดท้าย หลวงพ่อตุ๋ย ท่านได้ รับตำแหน่งเป็นพระธรรมฑูต อยู่วัด ในต่างประเทศ และมรณะภาพ ละขันธ์ ไม่ได้กลับไทยอีกเลย สุดท้ายจบเพียงเท่านี้
    *ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ*
    พระอาจารย์ตุ๋ย วัดอนงค์ ท่านเป็นหนึ่งในศิษย์ของหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ ได้รับถ่ายทอดวิชาหลายประการ โดยเฉพาะวิชาการทำตะกรุดสาริกาซึ่งท่านเคยแสดงให้ลูกศิษย์ดู โดยการโยนตะกรุดสิบกว่าดอกลงในบาตรน้ำมนต์และบริกรรมจนตะกรุดวิ่งจับคู่กันเองภายในบาตรได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ท่านยังสำเร็จวิชาน้ำมันโสฬสสายวังหน้ามาจากอาจารย์อุไร มนตรีกุล ณ อยุธยา ว่ากันว่าพระอาจารย์ตุ๋ยท่านสามารถเรียกน้ำมันเสกเข้าและออกจากตัวลูกศิษย์ให้ดูได้เลยทีเดียว
    *ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ *
    หลวงพ่อตุ๋ย วัดอนงค์ฯ
    จอมขมังเวทย์-'เหนียว'
    เหรียญเสมา"จาร"เพียบ
    ===============
    ใครโม้ว่าเหนียวเนื้อคงหนังในยุค 2510-2520 กว่าเล็กน้อย จะได้ยินคนรุ่นนั้นสวนกลับทันที...
    "ไปลองกับพ่อตุ๋ย วัดอนงค์ฯ มั้ย?"
    รับประกันว่า ได้ยินชื่อนี้ พวกขี้โม้หนังเหนียวต้องถอยกรูดยกมือวันทา ขอยอมแพ้ เพราะ "หลวงพ่อตุ๋ย" คืออาจารย์สักยันต์เลื่องชื่อที่สุด สักด้วยน้ำมัน สักเสร็จลองกันบัดเดี๋ยวนั้นคาตาคนเต็มกุฏิ ไม่ต้องมาทำมิบเม้มแอบทำแล้วให้ลูกศิษย์ไปโฆษณา
    มีดดาบของท่านจะสับหัวตะปูขาดกระจุยต่อหน้าก่อน...จากนั้นก็ฟันหลังเต็มเหนี่ยว ฟันท้องอีกหลายที จุกแอ้ดแล้ด ลุกแทบไม่ขึ้นไป3-4 วันสำหรับคนลอง ไม่หนำทรวงก็เป็น "มีดโกน" ที่สลัดออกมาเฉือนกันต่อหน้าต่อตาผู้ร่วมวง เฉือนตรงหน้าอกเป็นกากบาท ซึ่งปรากฏแค่รอยยางบอนเท่านั้น
    ความเลื่องลือของ "หลวงพ่อตุ๋ย" สร้างความอลหม่านให้กับวัดอนงค์ฯไม่น้อย แม้ท่านจะมีลูกศิษย์ระดับนายทหารใหญ่มากมาย เป็นนักการเมืองก็เยอะ เพราะท่านยังแม่นยำเรื่องโหราศาสตร์ทำนายทายทักราวกับตาเห็น หัวบันไดกุฏิ 9 ไม่เคยว่าง เป็น "เกจิดวงเด่น" ที่สุดของเมืองกรุงในรอบ 10 กว่าปีที่ว่านั้น
    หลวงพ่อตุ๋ย เป็นลูกศิษย์ หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ และก่อนจะมาจากเมืองตรังท่านร่ำเรียนวิชามากับ หลวงพ่อวัน นะมะโส ยอดเกจิหมายเลข 1 เมืองหมูย่าง อย่าได้แปลกใจถ้าจะมีชื่อ นายหัวชวน หลีกภัย สมัยนั้นอยู่ในคณะแขกที่ไปเยี่ยมเยียนหลวงพ่อตุ๋ยบ่อยๆ
    ความดังมักตามมาพร้อมความไม่พึงพอใจจากพระผู้ใหญ่และสังคมพระสงฆ์ที่ต้องการความสงบ ในที่สุด "หลวงพ่อตุ๋ย อัตตทันโต" ก็หลีกเร้นความวุ่นวายไปอยู่ต่างแดน และมรณภาพที่นั่น
    ท่านทิ้งมรดก "วัตถุมงคล"แทนตัวไว้ 2 รุ่นคือ เหรียญรุ่นแรก ปี 18 กับ เหรียญรุ่น 2 ปี 2521 อันเป็นปีที่ฝีมือสรรพวิชาของท่านกระเดื่องเดชถึงที่สุด เรียกว่า...กระฉ่อนกรุง!!!
    ทุกเหรียญพิมพ์เสมาของท่าน ถ้ารับจากมือจะได้รับการจารสดเดี๋ยวนั้น จารด้านหน้าเกือบเต็มพื้นเหรียญ เช่นเหรียญนี้ที่เจ้าของเดิมรับกับมือเก็บรักษาอย่างหวงแหนไม่เคยผ่านการใช้ใดๆ
    อย่างว่า...ทุกอย่างในโลกวัตถุมงคล ไม่ช้าก็เปลี่ยนมือ เปลี่ยนผู้ครอบครอง มอบเหรียญสุดติ่งกระดิ่งอนงค์ฯ งามระดับ "แชมป์เรียกพ่อ" และ เหนียวระดับ "โคตร โคตร แห่งคงกระพันชาตรี" ซึ่งไม่นานก็จะกลายเป็นตำนานให้ร่วมบุญ...
    เหรียญทองแดง อายุสร้าง 45 ปี ไม่มีสิ่งใดระคายผิว นอกจาก "รอยจาร" สุดยอดของพระอาจารย์หนังเหนียวที่สุดของพ.ศ.นั้น
    เห็นรอยจารจะจะทั้งซ้าย-ขวาองค์ท่าน และเบื้องบนศีรษะ ช่างงาม เข้มขลัง คลาสสิคเหลือประมาณ ในยุค40 กว่าปีก่อน ที่ผู้คนต้องระมัดระวังตัวเรื่องตีรันฟันแทงยังเป็นยุคปลายของ"อันธพาล" จำไว้เถิดว่า ไม่มี "พระหนังเหนียว" รูปใดของเมืองหลวง ลือชื่อเท่าเทียม "หลวงพ่อตุ๋ย"!!!
    เสียดาย...หากท่านยังอยู่เมืองไทยและมรณภาพบนแผ่นดินเกิด วัตถุมงคลทุกรุ่นของท่านจะมีราคาหลักแสน-หลักล้านแน่นอน ในยุคพุทธพาณิชย์ เพราะนี่คือ "ของจริง" เสียยิ่งกว่าจริง ทำให้พวก "ของปลอม" อิจฉาใส่ความต่างๆนานา ท่านจึงร้อนที่ และมีพระบางรูปที่อยู่กับท่านต้องสึกหาลาเพศไปก่อนก็มี เพราะทานแรงกดดันภายนอกไม่ไหว
    ยันต์พระเจ้า 5 พระองค์ และการลง นะอุด โมอัด ฯ ชัดๆว่า "อุด"สรรพอาวุธ สรรพภัย สรรพเสนียดจัญไรทุกชนิด
    เหรียญงาม
    เน้นๆที่รอยจารหกตัวอีกภาพ หลวงพ่อตุ๋ย นอกจากเข้มขลังขมังเวทย์หลากหลายวิชาอาคม ท่านยังมี "ลายมือ" สวยงาม สมกับความเป็นผู้ทรงภูมิรอบด้าน ทุกเหรียญท่าน "ลงเหล็ก"ให้แต่ผู้เดียว ไม่พึ่งใคร
    ให้ชมครบ จบในเหรียญเดียว
    หมายเหตุ...หลวงพ่อตุ๋ย ปลุกเสกเดี่ยวตลอดเวลา แต่มีบางตำราบอกว่า จัดพิธีพุทธาภิเษก และเชิญ...
    --หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    --หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธิ์นิมิต
    --หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณ์ฯ
    =======ฯลฯ=======
    ร่วมปลุกเสกด้วย แต่ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ก็บันทึกไว้เป็นเรื่องเล่าที่มีเค้าความจริง เพราะยอดคณาจารย์ที่เอ่ยนาม ล้วนสนิทสนมกับ วัดอนงคาราม ถ้อยทีถ้อยอาศัยช่วยเหลือเรื่องงานพิธีด้านวัตถุมงคลกันเสมอ
    *ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ*
    ประสบการณ์เรื่องเล่าจากลูกศิษย์ครับ
    คุณ ประทีป เครือครุฑ
    ปืนี้ผมอายุ 69 แล้ว เป็นลูกศิษย์ อจ.ตุ๋ย ตั้งแต่ปี 2518
    ได้สักน้ำมันกับท่านและก็ลองของใช้มีดโกนกีดกากะบาดบนแผ่นอกเลือดออกซิบๆ และก็ฟันที่หน้าท้อง 3
    ทีมีรอยแผลเป็นทั้งที่หน้าท้องและหน้าอก ทุกวันเสาร์ผมจะต้องไปเติมน้ำมันกับท่านผมเป็นทหารออกชายแดน อาจารย์ท่านบอกไปเหอะไม่ตายโหงทำให้เราเชื่อมั่นมั่นใจในพุทธาคมของท่านตั่งแต่ท่านไปอยู่ต่างประเทศผมก็ไม่ได้พบอาจารย์ตุ๋ยอีกเลยวัตถุมงคลของท่านเป็นเหรียญรูปไข่ที่ผมได้จากท่านและก็ใช้ติดตัวตลอด
    แคล้วคลาด ปลอดภัย ครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาประสบการณ์อย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่น ๒ ปี๒๕๒๑ หลวงพ่อตุ๋ย มีรอยลงจารอักขระยันต์

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250914_191544.jpg IMG_20250914_191610.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 กันยายน 2025
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757853957602.jpg

    ประวัติบางส่วนครับ
    หลวงพ่อเที่ยง เจ้าอาวาสวัดม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ท่านเป็นหลานของหลวงปู่เปลี่ยน วัดไชยชุมพลชนะสงคราม ( หลวงพ่อวัดใต้ ) ซึ่งท่านได้รับถ่ายทอดวิชามาจากหลวงพ่อวัดใต้โดยตรง เมื่อสมัยนั้นมีงานพิธีพุทธาภิเษกที่ไหน หลวงพ่อเที่ยงท่านจะได้รับนิมนต์ไปไม่เคยขาด เพราะเหตุนี้ท่านจึงได้เป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เนื่องจากท่านจะได้เจอกันในงานพุทธาภิเษกอยู่เป็นประจำ
    หลวงพ่อเที่ยง ท่านจะขึ้นชื่อสุด ๆ ในเรื่องเหนียว ทั้งมีดทั้งปืน เล่ากันว่าของ ๆ ท่านเวลานำออกมาจากพิธี ก็ลองกันตรงนั้นเลย วัตถุมงคลของท่านจึงโด่งดังเป็นที่เล่าขานกันมาก เคยมีทหารใส่เหรียญของท่านไปขับเฮลิคอปเตอร์ แล้วเฮลิคอปเตอร์ตกทหารคนนั้นรอดตายมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังและผู้คนนิยมเล่นหามากที่สุดของท่าน ก็คือตะกรุดหนังเสือเพราะใช้ดีมีประสบการณ์ ในด้านคงกระพันชาตรีและเหนียวสุด ๆ หลวงพ่อเที่ยงท่านเคยไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จ.นครปฐม ท่านจึงเป็นศิษย์พี่สำนักเดียวกับหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม ซึ่งท่านจะสนิทสนมกับหลวงพ่อเต๋ ( หลวงพ่อเต๋ท่านก็ทำตะกรุดหนังเสือเช่นเดียวกัน แต่จะแตกต่างกันที่ลายถักเชือก ) ตะกรุดของหลวงพ่อเที่ยงแท้ ๆ นั้นหายากมาก ๆ เพราะตามตำราของท่านต้องทำมาจากหนังเสือ ตะกรุดของท่านจึงมีน้อย วัตถุมงคลของหลวงพ่อเที่ยงนั้น เป็นที่นิยมกันในหมู่นักสะสม เพราะมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่เกี่ยวกับเสือ ทั้งตะกรุดหนังเสือ เหรียญรุ่นเสือเผ่น หลวงพ่อเที่ยงท่านได้ สร้างเหรียญรุ่นแรกเมื่อ ปีพ.ศ.2508
    การทำตะกรุดหนังผากเสือ หลวงพอเที่ยง วัดม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ท่านสร้างไว้มากพอสมควร วิธีการทำตะกรุดของหลวงพ่อนั้นเริ่มจากท่านออกธุดงค์เป็นเวลานานหลายสิบปี มีกะเหรี่ยงที่นับถือท่านเอาหนังหน้าผากเสือไฟและเสือโคร่งมาถวายกับท่านหลายผืน เมื่อท่านกลับมาอยู่วัดจึงตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆขนาดมัดตะกรุดได้ โดยให้แยกหนังหน้าผากเสือไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนหนังทั้งตัวเสือ หลวงพ่อลงอักขระคาถาแผ่นตะกรุดแล้วม้วนใช้เชือกมัดหัวท้ายตะกรุดจากนั้นทารักเป็นตัวจับยึดให้แน่นแล้วนำไ ปปลุกเสกเฉพาะวันอังคารกับวันเสาร์จนครบไตรมาส จึงนำไปแจกจ่ายญาติโยมที่ศรัทธาต่อไป
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ย้อนรอยพระเกจิดัง
    เหรียญ-ตะกรุดหนังเสือ
    หลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม
    ลือชื่อด้านเหนียว-แต่อย่าลอง (จบ)
    หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระของชาวบ้านชนบทโดยแท้ พูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ภาษาที่ใช้สื่อสารก็เหมือนหลวงพ่อคูณเป็นภาษาไทยแท้ๆฟังไม่เพราะหู แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ญาติโยมที่ไปขอความช่วยเหลือจากท่าน จะไม่ได้รับความเมตตาช่วยเหลือในทุกๆเรื่องด้วยดี โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
    จากการบอกเล่าของชาวบ้านกล่าวว่า ท่านชอบกีฬาชกมวยอย่างมาก การละเล่นนิยมลิเกและหนังตะลุง ท่านเป็นพระโบราณลูกทุ่งชนบท ชอบฉันหมากไม่เคยขาดปากเลย จึงเป็นที่มาของการสร้างพระเครื่องเนื้อชานหมากที่โด่งดังเข้มขลังด้วยประสบการณ์
    หลวงพ่อเที่ยงเริ่มลงมือสร้างอุโบสถเมื่อปี 2484 ท่านค่อยๆสร้างโดยไม่มีการเรี่ยไร เพราะไม่ต้องการเป็นภาระของชาวบ้าน ในช่วงนั้นประเทศไทยยังตกอยู่ในระหว่างปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองกาญจนบุรีได้รับผลกระทบจากภัยสงครามอย่างมากเพราะทหารญี่ปุ่นมาตั้งฐานทัพหลายแห่ง ทำให้ทหารพันธมิตรนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเพื่อทำลายฐานทัพของญี่ปุ่น เป็นเหตุให้สภาพเศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง แต่ชาวบ้านก็ช่วยบริจาคทุนทรัพย์สร้างอุโบสถจนสำเร็จ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2494
    มรณภาพด้วยอาการสงบเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2523 เวลา 09.00 น.เศษ ณ วัดม่วงชุม ทางวัดได้เก็บสรีระของท่านไว้ถึง 10 ปี ปรากฏว่าสังขารของท่านไม่เน่าไม่เปื่อย ชาวม่วงชุมจึงพร้อมใจกันสร้างมณฑป พร้อมทั้งโลงแก้วบรรจุร่างที่เป็นอมตะไว้ให้ผู้คนกราบไหว้ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2534
    หลวงพ่อเที่ยงท่านจะขึ้นชื่อสุดๆ ในเรื่องเหนียว ทั้งมีดทั้งปืน เล่ากันว่าของๆ ท่านเวลานำออกมาจากพิธี ก็ลองกันตรงนั้นเลย วัตถุมงคลของท่านจึงโด่งดังเป็นที่เล่าขานกันมาก เคยมีทหารใส่เหรียญของท่านไปขับเฮลิคอปเตอร์ แล้วเฮลิคอปเตอร์ตกทหารคนนั้นรอดตายมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังและผู้คนนิยมเล่นหามากที่สุดของท่าน ก็คือ “ตะกรุดหนังเสือ” เพราะใช้ดีมีประสบการณ์ ในด้านคงกระพันชาตรีและเหนียวสุดๆ ตะกรุดของหลวงพ่อเที่ยงแท้ๆ นั้นหายากมาก เพราะตามตำราของท่านต้องทำมาจากหนังเสือ ตะกรุดของท่านจึงมีน้อย วัตถุมงคลของหลวงพ่อเที่ยงนั้น เป็นที่นิยมกันในหมู่นักสะสม เพราะมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่เกี่ยวกับเสือ ทั้งตะกรุดหนังเสือ และเหรียญรุ่นเสือเผ่น
    การทำตะกรุดของหลวงพ่อเที่ยงนั้น เริ่มจากท่านออกธุดงค์เป็นเวลานานหลายสิบปี มีกะเหรี่ยงที่นับถือท่านเอาหนังหน้าผากเสือไฟและเสือโคร่งมาถวายกับท่านหลายผืน เมื่อท่านกลับมาอยู่วัดจึงตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆขนาดมัดตะกรุดได้ โดยให้แยกหนังหน้าผากเสือไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนหนังทั้งตัวเสือ หลวงพ่อเที่ยงลงอักขระคาถาแผ่นตะกรุด แล้วม้วนใช้เชือกมัดหัวท้ายตะกรุด จากนั้นทารักเป็นตัวจับยึดให้แน่นแล้วนำไปปลุกเสก เฉพาะวันอังคารกับวันเสาร์จนครบไตรมาส จึงนำไปแจกจ่ายญาติโยมที่ศรัทธา
    ส่วนประเภทเหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อเที่ยงก็ได้รับความนิยม และเต็มไปด้วยประสบการณ์ด้าน “ความเหนียว” อย่างเช่น เหรียญรุ่นแรก ปี 2508 ที่ระลึกในงานฉลองสมณศักดิ์, เหรียญรุ่น 2 พิธีเสาร์ห้า ปี 2509, เหรียญรูปไข่ รุ่นพิเศษ ปี 2517 ด้านหลังเป็นยันต์ห้าของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ และหลวงปู่ทิม ได้เดินทางมาปลุกเสก ร่วมกับพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน
    ส่วนประเภทพระเนื้อผงก็ต้อง พระสมเด็จปรกโพธิ์ เนื้อผงชานหมาก จะว่าไปแล้ววัตถุมงคลทุกอย่างมีประสบการณ์ดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของผู้ที่เอาไปใช้ด้วย เพราะเรื่องเหนียว ไม่เข้าใครออกใคร
    ขอย้ำเตือนอย่าริไปลองเด็ดขาด!!
    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ จาก คัมภีร์นิวส์

    เหรียญหลวงพ่อเที่ยงหลังเสือเผ่น ปี๒๕๒๒ ทองแดงผิวไฟสภาพสวยครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250914_193416.jpg IMG_20250914_194910.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 กันยายน 2025
  4. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,422
    ค่าพลัง:
    +7,578
    ขอจองครับ
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757857023273.jpg 1757857113942.jpg

    พระพิมพ์พระเจ้า9พระองค์
    หรือ เรียกกันอีก ชื่อว่า กำแพงเก้าจงอางศึก เนื้อ ชินเนื้อตะกั่ว ปี ๒๕๑๑ ผสมชนวนพระกรุเก่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี
    พระรุ่นนี้ได้ทำพิธีปลุกเสกครั้งยิ่งใหญ่ โดยได้นิมนต์พระเกจิอาจารย์ดังมาร่วมพิธีอธิฐานจิตปลุกเสกจำนวนมากมาย
    ๑. สมเด็จพระสังฆราช ป๋า วัดพระเชตุพล
    ๒. หลวงพ่อเปลื้อง วัดสุวรรณภูมิ
    ๓. หลวงปู่โต๊ะ วัดลาดตาล
    ๔. หลวงพ่อคำ วัดหน่อพุทธางกูร
    ๕. หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่
    ๖. หลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย
    ๗. หลวงพ่ออ๊อด วัดศาลาขาว
    ๘. หลวงพ่อสม วัดดอนบุบผาราม
    ๙. หลวงปู่โพธิ์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ประวัติ
    หลวงพ่อมุ่ย พุทธรักขิตฺโต ( พระครูสุวรรณวุฒาจารย์ )
    หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ ตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี พระเกจิอาจารย์จอมขมังเวทย์ผู้มีอายุยืนยาว ๕ แผ่นดิน
    #วัดดอนไร่
    วัดดอนไร่ ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นวัดที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ในปี พ.ศ.2456 ภายใต้การนำของท่านผู้ใหญ่ยาและนางบู่ ต้นตระกูล ยาสุขแสง ได้นำชาวบ้านหักร้างถางดงบนที่ดอนแห่งหนึ่งในหมู่บ้านหนองตม อันเป็นไร่เก่าของนายสี นางพูน และนายแก้ว นางหมอน แล้วสร้างเป็นวัดขึ้นตรงไร่ดังกล่าวเรียกว่า วัดดอนไร่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวบ้านหนองตม
    วัดดอนไร่เป็นวัดที่ใหญ่โตอีกวัดหนึ่งในปัจจุบัน
    ด้วยได้รับความร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาของบรรดาพุทธศาสนิกชนและเจ้าอาวาสของวัดทั้งในอดีตถึงปัจจุบัน
    และหากกล่าวถึงวัดดอนไร่แล้วบุคคลส่วนใหญ่จะต้องนึกถึงพระครูสุวรรณวุฒาจารย์ หรือหลวงพ่อมุ่ย พุทฺธรักฺขิโต อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนไร่ และเจ้าคณะตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วประเทศไทย วัตถุมงคลของท่านทุกรุ่น ทุกพิมพ์ ต่างก็ได้รับความนิยม เป็นที่ต้องการของบุคคลทั้งหลาย
    หลวงพ่อมุ่ย พุทฺธรักฺขิโต พระครูสุวรรณวุฒาจารย์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ พระคณาจารย์ยุคกึ่งพุทธกาลที่เกียรติคุณชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของจังหวัดสุพรรณบุรีอีกรูปหนึ่ง ปัจจุบันวัตถุมงคลของท่านทุกรุ่นได้รับความนิยมกันมาก

    เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2431 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 13 ค่ำ เดือนอ้าย ปีฉลู ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 ณ.บ้านดอนไร่ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
    เป็นบุตรของพ่อเหมือน แม่ชัง มีศรีไชย มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน คือ
    1. นางน้ำอ้อย จันทร์สุวรรณ
    2. นางน้ำตาล จีนสุกแสง
    3. นายช่อง มีศรีไชย
    4. นายเชื่อม มีศรีไชย (หลวงพ่อมุ่ย พุทฺรักฺขิโต)
    5. นางสาคู มีศรีไชย
    วัยเด็ก
    เนื่องด้วยครอบครัวของท่านมีอาชีพทำไร่ทำนา ในวัยเด็กของท่านจึงมีชีวิตตามประสาเด็กชนบททั่วไป โดยช่วยเหลือครอบครัวในการเลี้ยงควาย เป็นต้น
    วัยหนุ่ม
    เมื่อวัยหนุ่มท่านได้เข้ารับการเกณฑ์ทหาร ผลว่าท่านถูกเกณฑ์เป็นทหารและทางอำเภอได้ส่งตัวท่านไปยังจังหวัด แต่ท่านก็ต้องถูกส่งตัวกลับมาด้วยเหตุผลประการใดไม่ทราบ สรุปคือท่านไม่ได้เป็นทหารแน่นอน
    อุปสมบท
    ภายหลังจากการเกณฑ์ทหารเรียบร้อยแล้ว ท่านได้เข้ารับการอุปสมบทตามธรรมเนียมประเพณีของคนไทย เมื่อประมาณปี พ.ศ.2452 ณ. พัทธสีมาวัดท่าช้าง ตำบลท่าช้าง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมี
    พระครูศีลกิติ ( หลวงพ่อกฤษณ์ ) วัดท่าช้าง เป็นพระอุปัชฌาย์
    หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พระอนุสาวนาจารย์ไม่ทราบชื่อ
    ในช่วงนี้ท่านได้เข้ารับการศึกษาเล่าเรียนวิชาต่างๆจากพระอาจารย์ต่างๆอยู่พอสมควร
    ท่านอุปสมบทได้ประมาณ10กว่าพรรษา ท่านก็ได้ลาสิกขาบท เพื่อมาช่วยบิดามารดาซึ่งชราทำไร่นา ในช่วงนี้ท่านได้เกิดล้มป่วยแทบเอาชีวิตไม่รอด ยากจะดูแลรักษาให้หายได้ ท่านจึงได้ตั้งสัจจะอธิษฐานไว้ว่า หากหายจากอาการเจ็บป่วย จะฝากกายถวายชีวิตในพระพุทธศาสนาตลอดไป

    เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักต่อมาอาการเจ็บป่วยของท่านก็ได้หายไป และช่วงนี้ท่านก็ได้เปลี่ยนชื่อจาก เชื่อม มาเป็น มุ่ย สรุปแล้วท่านลาสิกขาบทมาได้ไม่กี่เดือนก็อุปสมบทใหม่เป็นครั้งที่สอง
    ท่านได้อุปสมบทเป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2465 เวลา 15.30 น. ณ. พัทธสีมาวัดตะค่า(วัดดอนบุบผารามในปัจจุบัน) ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมี
    พระครูธรรมสารรักษา (หลวงปู่อ้น) วัดดอนบุบผาราม เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระอาจารย์ทวน วัดบ้านกร่าง เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พระอาจารย์กุล วัดดอนบุบผาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    ได้รับชื่อทางพระพุทธศาสนาจากพระอุปัชฌาย์ว่า พุทฺธรักฺขิโต
    #ครูบาอาจารย์
    เนื่องด้วยหลวงพ่อมุ่ยท่านเป็นผู้คงแก่เรียน หมั่นขวนขวายหาความรู้อยู่เสมอๆ จึงทำให้ท่านชำนาญและเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง การเรียนรู้ในศาสตร์หลายแขนงของท่าน ได้พากเพียรเรียนรู้มาตั้งแต่การอุปสมบทครั้งแรก เมื่อกลับมาอุปสมบทอีกครั้งด้วยพื้นฐานที่รอบรู้อยู่แล้วและศึกษาเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้ท่านรอบรู้และแตกฉานยิ่งขึ้น ครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อมุ่ยไปศึกษามานั้นมีอยู่มากมายเกิน10ท่านขึ้นไปแต่ก็สืบเสาะได้ยากยิ่งเนื่องจากหลวงพ่อมุ่ยท่านไม่เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง แต่เท่าที่สืบค้นได้ก็มีดังนี้
    1. พระครูธรรมสารรักษา หรือ หลวงปู่อ้น วัดดอนบุบผาราม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
    หลวงปู่อ้นท่านเป็นพระอาจารย์ยุคเดียวกันกับหลวงพ่อเนียม วัดน้อย ท่านมีอายุน้อยกว่าหลวงพ่อเนียม 9 ปี ในยุคนั้นหลวงปู่อ้นท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากในแถบจังหวัดสุพรรณบุรี ท่านเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรีในยุคสมัยนั้น ท่านขึ้นชื่อมากในด้านแพทย์แผนโบราณ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และพุทธาคมก็ยังเป็นเลิศ ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาและพระอาจารย์ต่างๆมาศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านที่วัดมากมายลูกศิษย์ของท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างเช่น ท่านเจ้าคุณเชียง วัดราชบูรณะ ,หลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน , หลวงพ่อสม วัดดอนบุบผาราม เป็นต้น ในการอุปสมบทครั้งที่สองของหลวงพ่อมุ่ยท่าน เมื่อปี พ.ศ.2465 ท่านได้เดินทางมาที่วัดดอนบุบผารามเพื่อให้หลวงปู่อ้นทำการอุปสมบทให้ และหลังจากการอุปสมบทแล้ว หลวงพ่อมุ่ยก็ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจากหลวงปู่อ้นต่ออีกสักพักหนึ่ง หลวงปู่อ้นจึงนับเป็นพระอาจารย์รูปแรกของท่านเท่าที่มีการบันทึกมา
    2. หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี
    หลวงพ่อมุ่ยสนใจในวิปัสสนากรรมฐานมาก ซึ่งในยุคนั้นพระอาจารย์วิปัสสนากรรมฐานของเมืองสุพรรณที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ก็มี หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน , หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา และหลวงพ่อปลื้ม วัดพร้าว หลวงพ่อมุ่ยได้เลือกศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและคาถาอาคมต่างๆจากหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขาในช่วงที่บวชครั้งที่สอง ศึกษาจากหลวงพ่ออิ่มเป็นระยะเวลา1พรรษาเต็ม หลังจากศึกษาจากหลวงพ่ออิ่มหมดแล้ว หลวงพ่ออิ่มก็ได้พาไปศึกษาต่อกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลกันมากนัก
    3. พระครูวิมลคุณากร หรือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท
    ในยุคนั้น หลวงปู่ศุข ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ มีลูกศิษย์ลูกหามาขอศึกษาวิชาต่างๆกับท่านมากมาย หลวงพ่อมุ่ยก็เช่นกัน ภายหลังจากที่ศึกษาวิชาต่างๆจากหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา จนหมดแล้ว หลวงพ่ออิ่มจึงแนะนำให้ไปศึกษาเพิ่มเติมอีกที่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่ออิ่มเคยเล่าให้ลูกศิษย์ของท่านฟังว่า ตัวท่านเองแก่แล้ว จึงศึกษาเวทมนต์ คาถาอาคมต่างๆจากหลวงปู่ศุขได้ครึ่งเล่ม ส่วนหลวงพ่อมุ่ยท่านยังหนุ่มสามารถศึกษาได้ถึงเล่มครึ่ง หลวงพ่อมุ่ยท่านเป็นที่รักใคร่ของหลวงปู่ศุขมาก เป็นศิษย์ชั้นแถวหน้าของหลวงปู่ศุขเลยทีเดียว กล่าวกันว่าท่านได้รับถ่ายทอดวิชาอาคมมาจากหลวงปู่ศุขมาก รองมาจากกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
    4. อาจารย์กูน วัดบ้านทึง อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
    อาจารย์กูน วัดบ้านทึง เป็นฆราวาสที่โด่งดังที่สุดของจังหวัดสุพรรณบุรี เดิมท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านทึง แต่ต่อมาท่านได้ลาสิกขาบท ท่านเชี่ยวชาญมากในด้านไสยศาสตร์และแพทย์แผนโบราณ สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ดี เป็นที่พึ่งของชาวบ้านตลอดมา อาจารย์กูนเป็นผู้ที่ขึ้นชื่อเลื่องลือมากในยุคนั้น หลวงพ่อมุ่ยท่านสนใจในด้านแพทย์แผนโบราณมากจึงได้เดินทางไปขอฝากตัวเป็นศิษย์ต่ออาจารย์กูนในสมัยที่อาจารย์กูนท่านยัง ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านทึงอยู่ และอาจารย์กูนยังได้มอบตำราการทำยาหอมให้ท่านมาด้วย ซึ่งต่อมาท่านก็มอบต่อให้ศิษย์ท่านเอาไปทำยาหอม ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันดีคือ ยาหอม ตราฤาษีทรงม้า นั่นเอง
    5. หลวงพ่อปลั่ง วัดวิมลโภคาราม อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
    ท่านเชี่ยวชาญในด้านคาถาอาคมมากผู้หนึ่งหลวงพ่อมุ่ยจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาวิชาอาคมต่างๆจากท่าน
    6. นอกจากนี้ยังมีพระอาจารย์ของท่านอีกซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานยืนยัน ชัดเจนว่าหลวงพ่อมุ่ยได้ศึกษาอะไรไปบ้าง อย่างเช่น หลวงพ่อกฤษณ์ วัดท่าช้าง (พระอุปัชฌาย์ในการบวชครั้งแรกของหลวงพ่อมุ่ย) ฯลฯ
    งานด้านการปกครอง
    ปี พ.ศ.2475 เป็นเจ้าอาวาสวัดดอนไร่
    ปี พ.ศ.2476 เป็นเจ้าคณะตำบลหนองสะเดา
    สมณศักดิ์
    ปี พ.ศ.2496 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ 1 ใน 2รูปของอำเภอสามชุกในสมัยนั้น
    ปี พ.ศ.2502 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสุวรรณวุฒาจารย์ ซึ่งเป็นพระครูสัญญาบัตร 1 ใน 2 รูปของอำเภอสามชุกในสมัยนั้น
    ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนไร่
    หลังจากชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างวัดดอนไร่ขึ้นมาแล้วแล้ว ก็ได้นิมนต์หลวงพ่อปลั่ง วัดวิมลโภคารามมาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก อยู่ช่วยสร้างวัดได้1พรรษา หลวงพ่อปลั่งก็ได้ย้ายกลับไป
    ปี พ.ศ.2458 หลวงพ่อพลอยได้มาเป็นเจ้าอาวาสรูปที่สองอยู่ได้5พรรษาก็ลาสิกขาบท จึงทำให้วัดดอนไร่ว่างเว้นเจ้าอาวาสอีกครั้งหนึ่ง
    ปี พ.ศ.2466 ภายหลังจากการอุปสมบทครั้งที่สองของหลวงพ่อมุ่ย ชาวบ้านได้นิมนต์ท่านมาพำนักจำพรรษาที่วัดดอนไร่ ท่านก็ได้ริเริ่มพัฒนาวัดตั้งแต่นั้นมา
    ปี พ.ศ.2476 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลหนองสะเดา ท่านจึงมีภาระมากขึ้นด้วยว่ามีเขตการปกครองขว้างขวาง วัดใดเสื่อมโทรมก็ต้องเข้าไปดูแลพัฒนาซ่อมแซม รวมไปถึงวัดภายนอกเขตปกครองด้วย แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อ ขยันหมั่นเพียรดูแลรักษาและพัฒนาจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
    หลวงพ่อมุ่ยได้สร้างพระอุโบสถหลังเก่าของวัดดอนไร่ ก่อด้วยอิฐไม่ได้ฉาบปูน หลังคามุงหญ้าแฝก ซึ่งได้ฝังลูกนิมิตไปในปี พ.ศ.2482 กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ซึ่งสร้างจากไม้เป็นหลัก ซึ่งไม้ดังกล่าวหลวงพ่อมุ่ยท่านจะเป็นผู้นำกองเกวียนของบรรดาชาวบ้านเข้าป่า เพื่อไปตัดไม้ดังกล่าวมาสร้างวัดเองโดยตลอด จึงเป็นภาระอันหนักยิ่งของท่านในสมัยนั้น
    ปี พ.ศ.2496 ท่านได้รับแต่งตั้งจากคณะสงฆ์เป็นพระอุปัชฌาย์ มีกุลบุตรมากมายมาให้ท่านอุปสมบทให้ รวมทั้งลาสิกขาบทจากท่าน ซึ่งในสมัยนั้นทั้งอำเภอมีพระอุปัชฌาย์แค่เพียง2รูปเอง จึงกล่าวได้ว่าในสมัยนั้นชาวสามชุกค่อนอำเภอบวชโดยหลวงพ่อมุ่ย
    อุปนิสัย
    หลวงพ่อมุ่ยท่านเป็นพระสมถะ ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดเสมอต้นเสมอปลาย ทำสิ่งใดแต่พอเหมาะพอควร มีความเมตตาแก่สัตว์โลกทั่วไปทุกหมู่เหล่า ท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ด้วยเคยตั้งมั่น อธิษฐานชีพนี้เพื่อพระพุทธศาสนา
    และหลวงพ่อมุ่ยท่านไม่เคยโอ้อวดตน อย่างเช่นครั้งหนึ่งสมเด็จพระสังฆราช จวน วัดมกุฏกษัตริยาราม เสด็จมาเป็นประธานในการปลุกเสกพระเครื่องยุทธหัตถีที่พระวิสุทธิสารเถระ หรือหลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เป็นแม่งานจัดสร้าง สมเด็จฯพบหลวงพ่อมุ่ย จึงตรัสถามหลวงพ่อมุ่ยว่า ทำไมจึงขลังนัก หลวงพ่อมุ่ยก็ตอบว่า หากท่านจะขลังก็คงขลังที่ความดี เพราะตั้งแต่ท่านบวชมา ท่านไม่เคยทำชั่วเลย สมเด็จฯได้ยินดังนั้นทรงชื่นชอบในคำตอบของหลวงพ่อมุ่ยเป็นอย่างมาก
    #อาพาธและมรณภาพ
    ปี พ.ศ.2516 หลวงพ่อมุ่ยเริ่มอาพาธ ล่วงถึงกลางปีก่อนเข้าพรรษาอาการอาพาธด้วยโรคชรานี้ได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แพทย์ประจำตัวหลวงพ่อเห็นอาการไม่ดีขึ้นจึงได้นำหลวงพ่อเข้ารับการรักษา ทำให้ตลอดพรรษานี้หลวงพ่อต้องจำพรรษาอยู่ที่คลินิกของแพทย์ผู้เป็นลูกศิษย์
    ก่อนหน้าฤดูเทศกาลกฐินหลวงพ่อได้กลับมาที่วัด ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาดีใจมาก จัดขบวนต้อนรับกันยิ่งใหญ่ แต่หารู้ไม่ว่าการกลับมาครั้งนี้เป็นการจากลาของหลวงพ่อ ล่วงถึงเวลา 07.15 น. ของวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2517 หลวงพ่อมุ่ยก็ละสังขารลงด้วยอาการสงบ สิริอายุ 85 ปี 41 วัน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระกำแพงเก้า จงอางศึก พิธีเดียวกับพระผงสุพรรณ แจกทหารไทย ไปรบเวียดนาม หลวงพ่อมุ่ยวัดดอนไร่ร่วมปลุกเสก

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250914_200612.jpg IMG_20250914_200635.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 กันยายน 2025
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757859406369.jpg

    พระจะแก้พิษงู ส่วนที่แปะไว้ที่ปากแผลก็จะดูดพิษงู”
    นอกจากงูแล้ว หลวงปู่โง่นยังเมตตากล่าวรับรองว่า ผู้ใดก็ตามที่พกท้าวเวสสุวัณของท่านย่อมรอดพ้นจากภัยพิบัติอันตรายทั้งปวงไม่ว่าจะ คุณไสย คุณคน หรือคุณผี ก็ป้องกันได้ทั้งหมด เพราะท่านสร้างขึ้นด้วยสรรพวัตถุที่มีคุณค่าทางจิตใจจากทุกสารทิศทั่วโลก
    หลวงปู่โง่น โสรโย แห่งวัดพระพุทธบาทเขารวก พิจิตร จัดสร้างมาตั้งแต่ ปี ๒๕๑๔ เป็นรุ่นแรก แต่องค์นี้เป็นรุ่น สาม ปี ๒๕๓๕แต่ออกจากวัด โดยตรง สมัยนั้น ใครอยากได้ หลวงปู่ แจกฟรี แต่ ต้องเดินทางมารับด้วยตนเองที่วัดครับ
    ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก จ.พิจิตร
    เนื้อว่าน
    หลวงปู่โง่น โสรโย เป็นอีกองค์หนึ่งที่นิยมสร้างรูปท้าวเวสสุวัณ ท่านสร้างมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2514 ทำเสร็จก็เอาไปบรรจุไว้ตามหลุมลูกนิมิตบ้าง, เจดีย์บ้าง ในวัดและสถานที่สำคัญ ๆทั่วประเทศ
    ครั้งสร้างเสาหลักเมืองของจังหวัดน่าน หลวงปู่โง่นก็นำพระผงว่านรูปท่านท้าวเวสสุวัณขึ้นทูลเกล้าถวาย ‘สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี’ ให้ทรงบรรจุไว้ใต้เสาหลักเมือง เหลือนอกจากนั้นก็แจกให้ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป
    โดยเฉพาะทหาร รับแล้วไปรบกับผู้ก่อการร้ายจนชนะราบคาบมาได้ นอกจากฝีมือแล้วก็ยังเป็นเพราะมีกำลังใจส่วนหนึ่งจากท้าวเวสสุวัณของหลวงปู่โง่นนี่แหละ พระผงทุกองค์ของท่านสร้างขึ้นมาจากมงคลวัตถุและว่านนานาชนิด มีสรรพคุณป้องกันและแก้ไขได้ในทุก ๆ ทาง โดยเฉพาะแก้พิษงู ท่านได้อรรถาธิบายว่า...
    “นี่ ถ้าถูกงูกัดนะ แล้วอยู่ในป่าไม่มีหยูกยา ให้ทำยังงี้” ว่าพลางก็เอาพระใส่ปากท่านพลาง ทำทีกัดให้ดู แล้วย้ำว่า
    “กินเข้าไปส่วนหนึ่ง กลืนไปเลย ที่เหลือเอามาแปะไว้ที่แผล ตัวยาในพระจะแก้พิษงู ส่วนที่แปะไว้ที่ปากแผลก็จะดูดพิษงู”
    นอกจากงูแล้ว หลวงปู่โง่นยังเมตตากล่าวรับรองว่า ผู้ใดก็ตามที่พกท้าวเวสสุวัณของท่านย่อมรอดพ้นจากภัยพิบัติอันตรายทั้งปวงไม่ว่าจะ คุณไสย คุณคน หรือคุณผี ก็ป้องกันได้ทั้งหมด เพราะท่านสร้างขึ้นด้วยสรรพวัตถุที่มีคุณค่าทางจิตใจจากทุกสารทิศทั่วโลก อีกทั้งมวลสารเหล่านั้น หลวงปู่โง่นท่านได้ดำเนินการเก็บรวบรวมมาด้วยองค์ท่านเองทั้งสิ้น และนอกเหนือไปจากการปลุกเสกเดี่ยวโดยลำพังท่านแล้วพระเครื่องของท่านยังผ่านพิธีการสวดภาณยักษ์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เรียกว่าอัดจนแน่นคุณภาพจริง ๆ
    ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัณ)
    ประวัติท้าวเวสสุวรรณ ตำนานท้าวเวสสุวัณ มีกำเนิดจากหลายตำนานรูปร่างหน้าตาของท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัณ) จะเป็นที่คุ้นเคยในบ้านเราเป็นอย่างดี คือ เป็นรูปยักษ์ถือตะบองขนาดใหญ่ ด้วยท่านเป็นเจ้าแห่งอสูร รากษสและภูตผีปีศาจ
    ท้าวเวสสุวรรณคือใคร ถ้าหากจะพูดถึง “เจ้า” หรือ “นาย”แห่งภูตผีปีศาจทั้งหลายแล้ว เรามักจะเอ่ยนาม “ท้าวเวสสุวัณ” หรือที่พราหมณ์เรียกกันว่า “ท้าวกุเวร” และทางพุทธเรียก “ท้าวไพสพ” ซึ่งสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นล่างสุดของฉกามาพจร ชื่อสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกาภูมิ
    รูปร่างหน้าตาของ ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัณ) จะเป็นที่คุ้นเคยในบ้านเราเป็นอย่างดี คือ เป็นรูปยักษ์ถือตะบองขนาดใหญ่ ด้วยท่านเป็นเจ้าแห่งอสูร รากษส และภูตผีปีศาจ คนโบราณจึง มักทำ รูปท้าวเวสสุวรรณ แขวนไว้เหนือเปลเด็กอ่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ภูตผีปีศาจมารบกวนเด็กเล็ก และนิยมทำ ผ้ายันต์รูปท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัณ) หรือจำหลักเป็นด้ามของมีดหมอที่สัปเหร่อใช้กำราบวิญญาณ เนื่องจากสมัยก่อนเวลาเผาศพก็ยกขึ้นกองฟอนแล้วใส่ไฟเผา พอร้อนเข้าเส้นเอ็นก็ยึดถึงขนาดลุกขึ้นนั่ง สัปเหร่อเลยต้องใช้มีดกรีดตามเส้นเอ็นก่อน ทีนี้พอยกขึ้นเผาศพก็จะไม่กระดุกกระดิก เลยเป็นความเชื่อว่ามีดหมอจำหลักรูปท้าวเวสสุวัณสามารถปราบผีได้
    ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัณ)
    ประวัติท้าวเวสสุวรรณ ตำนานท้าวเวสสุวัณ คติความเชื่อแบบไตรภูมิ เชื่อว่ามีท้าวโลกบาลประจำอยู่ 4 ทิศ จึงนิยมจำหลักอยู่ตามบานประตูโบสถ์ วิหาร เรียกว่า “ทวารบาล” หมายถึง ผู้ดูแลประตู บางครั้งพบทวารบาลบางแห่งเป็นแบบจีน แทนที่จะเป็นรูปเทวดาแบบไทยถือพระขรรค์ กลับเป็นเทวดาจีนคล้ายตัวงิ้ว ถือ หอก ดาบ หรือง้าว เหยียบอยู่บนสิงโตจีน เราเรียกว่า “เสี้ยวกาง” หรือ “เซี่ยวกาง” เข้าใจว่าเป็นอิทธิพลของจีนที่เข้ามาสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ หัว รัชกาลที่ 3 เนื่องจากพระองค์นิยมงานศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบจีน ท้าวเวสสุวรรณ ของ ท่านเจ้าประคุณศรี(สนธิ์) วัดสุทัศนเทพวราราม
    ท้าวจตุโลกบาลประจำทิศทั้งสี่จะประกอบด้วย
    “ทิศตะวันออก” พราหมณ์เรียก พระอินทร์ พุทธเรียก ท้าวธตรฐ มี คนธรรพ์ เป็นบริวาร
    “ทิศตะวันตก” พราหมณ์เรียก พระวรุณ พุทธเรียก ท้าววิรูปักษ์ มีนาค ครุฑ และเทวดา เป็นบริวาร
    “ทิศใต้” พราหมณ์เรียก พระยม พุทธเรียก ท้าววิรุฬหก มี กุมภัณฑ์ เป็นยักษ์มีอัณฑะใหญ่เท่าหม้อตาลเป็นบริวาร
    และ “ทิศเหนือ” ได้แก่ ท้าวเวสสุวรรณ พราหมณ์เรียก ท้าวกุเวร พุทธเรียก ท้าวไพสพ มี อสูร รากษส และภูตผีปีศาจ เป็นบริวาร
    ท้าวกุเวรนอกจากนี้ ในตำราโบราณและงานวรรณคดีกล่าวตรงกันว่า ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัณ) เป็นยักษ์ที่มีพัสตราภรณ์และผิวกายสีเหลืองทอง จิตใจดีงาม ดำรงอยู่ในสัตยธรรม ถึงขนาดอุทิศตนถวายพิทักษ์รักษาพุทธสถาน และองค์พระพุทธเจ้า เช่น รูปหล่อปิดทองด้านซ้ายของฐานองค์พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก ก็ทำเป็นรูปท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัณ) ส่วนด้านขวาเป็นยักษ์อีกตนหนึ่งชื่อ “อา ฬาวกยักษ์” เหตุที่เรียกกันว่า “ท้าวกุเวร” เนื่องจากพระพรหมเห็นว่ามีรูปร่างไม่ดี ร่างกายพิการต้องถือไม้เท้า จึงตั้งชื่อให้ดังนั้น ที่บ้านเรามาจำหลักเป็นยักษ์ถือตะบองยันพื้น ก็คงจะมีเค้าเงื่อนมาจากเรื่องดังกล่าว
    ท้าวเวสสุวรรณ วัดสุทัศนเทพวราราม
    ท้าวเวสสุวรรณ
    ความหมายของชื่อ “ท้าวเวสสุวัณ” นั้น เวส แปลว่า พ่อค้า หมายถึง พ่อค้าอันมีทรัพย์ อันได้แก่ ทองคำ เนื่องจากท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัณ) เคยมีอดีตชาติเป็นพราหมณ์ เปิดโรงงานค้าขายหีบอ้อยจนร่ำรวย และได้นำเงินทองบริจาคให้ผู้ยากไร้ เมื่อเกิดใหม่จึงได้ครองเมืองวิสานะนคร ผู้คนจึงเรียกว่าเวสาวัณ ด้วยกุศลดังกล่าวจึงได้รับพรจากพระพรหมให้เป็นอมตะไม่ตาย และให้เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติต่างๆ ทั่วแผ่นดิน
    บ้านเรารู้จักกันในชื่อ “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” หรือในชื่อ “ธนบดี” แปลว่า ผู้เป็นใหญ่ในทรัพย์ หรือ “ธเนศวร” แปลว่า เจ้าแห่งทรัพย์ อีกทั้งมีหน้าที่คอยจดความดีของคนทางทิศอุดรขึ้นไปจารึกและประกาศให้ปวง เทพยดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์รับรู้ ผู้คนจึงนิยมจัดสร้าง หรือ จำหลักรูปท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัณ) และเคารพบูชาเพื่อความมั่งคั่งอีกด้วย
    ท้าวเวสสุวรรณพิมพ์เล็กปี ๒๕๓๕
    หลวงปู่โง่นจัดสร้างในพิธีสวดภาณยักษ์วัดเขารวก
    ท่านท้าวเวสสุวรรณยักษ์ผู้มีเมตตา
    อุปเท่ห์การสร้างจากใบฝอย
    ในยุคอดีตกาล เมื่อสมเด็จพระบรมศาสตาสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ มีพวกยักษ์มารชอบรังควานก่อกวน มวลมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ไม่เว้นแม้แต่ภิกษุสงฆ์ ดังนั้นท้าวจตุโลกบาลทั้งสี จึงมีมติร่วมกันประพันธ์บทคาถา อาฏานาฏิยสูตร คือสูตรภาณยักษ์ขึ้น ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการโน้มน้าวจิตใจยักษ์มารผู้โหดร้ายให้ กลายเป็นดี แล้วจึงพร้อมกันนำไปทูลดวาย พระมหามุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ เขาคิชมกูวพระองค์ทรงเห็นว่ามีประโยชน์จึงทรงรับไว้โดยดุษฎี ในคราวเมืองไพศาลีเกิดกุลียุค พระสงฆ์ในสมัยนั้นซึ่งมีพระอริยเจ้าหลายองค์ร่วมกัน สวดคาถานี้ ซึ่งได้มอบหมายให้ท้าวเวสสุวัณ ซึ่งเป็นประธานใหญ่ของพวกยกะมาร บรรดายักษมารทั้งหลายซึ่งชอบ ก่อกวันรังค์วานมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายให้เดือดร้อน เป็นผู้รับผิดชอบดูแลและปราบปรามผู้อยู่ใด้บังคับบัญชาของตนไม่ให้ก่อกวนได้ ดังนั้นท้าวเวสสุวัณหรืออีกชื่อหนึ่งว่าท้าวกุเวรจึงถูกสถาปนาให้เป็นมหาราชาผู้ทรงอิทธิฤทธิมพาศาล ช่วยปราบปรามศัตร ผู้ก่อเหตุเภทภัยทั้งหลายให้กลายเป็นดี ในเมืองไทยเราก็มีมาแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา สืบต่อมาในถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ดังจะทราบได้จากพระราชนิพนธ์เรื่องสัมภัตธรฉินท์ ของสมเด็จพระปิยะมหาราช ที่ได้ผลอย่างมหาศาลคือ ครั้ง ยักษ์มารห่าลงเมืองกรุงบางกอกผู้คนเจ็บป่วยล้มตายจำนวนมาก มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สาม ต่อมาในสมัยสมเด็จพระปิยมหาราช พระองค์ได้ทรงอาราธนาให้พระสงฆ์จตุวรรค์สวดบท อาฏานาฏิยสูตร นี้แล้ว บ้านเมืองก็สงบตลอดมาแม้แต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองทางคณะรัฐบาลของท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ได้ร้องขอให้พระสงฆ์ทั้งประเทศพร้อมใจกันสวด กรณียเมตตาสูตร และอาฏานาฏิยสูตร ต่อมาไม่นานสงครามก็อุติลง ทั้งในอดีตและปัจจุบันก่อนจะทำหิธีบงคลไม่ว่าสถานที่ใด จะบีการเชิญชุมนุมเทวดา ทั้งมวลมาร่วมพิธี และที่ขาดไม่ได้ก็คือบทที่ว่า "(ยักขะคันธัพพะนาคา)" ให้มาร่วมเป็นสักขีพยานทุกครั้งไป
    ผู้จัดสร้างท้าวเวสสุวัณนี้เห็นว่า ท้าวเวสสุวัณเท่านั้นที่มีพลังอำนาจทางอิทธิฤทธิ ที่จะปราบปรามพวกโหตภัย คือยักษ์มารได้เป็นอย่างดี จึงได้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๔ ไปบรรจุได้ตามที่ต่างๆ รอบเขตขันธเสมา สยามไทย ในสมัยสร้างเสาหลักเมืองน่านก็ได้นำถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีให้ทรงบรรจุไว้ใด้เสาหลักเมืองจังหวัดน่าน ที่เหลือก็แจกให้ทหาร ตำรวจและพลเรือนทั่วไป ให้ต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายในสมัยนั้น จนบ้านเมืองเข้าสู่ความสงบ
    เรื่องความโหดร้ายทารุณ รบราฆ่าฟันกันด้วยอำนาจของกิเลสมนุษย์นั้นพระท่านจะปราบปรามไม่ได้ เพราะพระท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่สู้รบกับใครที่โหคร้าย มีก็แต่หัวหน้ายักษ์มาร คือ ท้าวเวสสุวัณ ท้าวเวสสุวัณ ที่จัดสร้างขึ้นนี้เพื่อแจกให้ฟรี ผู้ใดมีไว้ค้มครองก็จะรอดพ้นจาก ภัยภิบัติอันตราย แม้แต่คุณไสย คุณผีคุณคน ป้องกันได้ทั้งหมด เพราะได้สร้างขึ้นด้วยวัตถุที่มีคุณค่ำทาง จิตใจ จากทุกสารทิศทั่วโลกซึ่งหลวงปู่โง่น โสรไย ได้เป็นผู้เชิญมาเอง และได้ผ่านพิธีการสวดภาณยักษ์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นจึงขอให้ท่าน ที่ได้มีติดตัวไว้ที่ได้รับแจก นี้ ได้ผ่านพ้นภัยภิบัติ อันตรายนานาประการ ทุกท่านทุกเมื่อเทอญ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ท้าวเวสสุวรรณรุ่น สาม ปี๒๕๓๕ ด้านล่างมุมบิ่นหาย
    ไม่โดนองค์ท้าวเวสสุวรรณและยันต์

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250914_212610.jpg IMG_20250914_212540.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1757870294652.jpg FB_IMG_1757870297922.jpg FB_IMG_1757870301039.jpg FB_IMG_1757870305122.jpg
    ผ้ายันต์มงกุฎพระพุทธเจ้าท่านเจ้าคุณศรีประหยัดวัดสุทัศน์เทพวราราม พิธีปี พ.ศ.2496ขนาดโดยประมาณ25cm.X 25cm .พิธีใหญ่เกจิคณาจารย์เดินทางร่วมปลุกเสกจำนวนมากผ้ายันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า จัดสร้างโดยพระครูใบฎีกา ประหยัด ปัญญาธโรเจ้าคณะ 2 ( หรือเจ้าคุณศรี ประหยัด )
    พิธีใหญ่ปลุกเสกหมู่ 4 วัน 3 คืน
    ตั้งแต่ 30 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2496
    เกจิฯรวม 96 รูป อาทิเช่น
    สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์อยู่วัดสระเกศ,
    สมเด็จพระพุฒาจารย์ นวม วัดอนงคาราม,
    พระญาณโพธิ วัดสุทัศน์,
    หลวงพ่อสิงห์คำ วัดเชียงราย,
    หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ,
    หลวงปู่เหรียญ วัดเทวะสังฆาราม กาญจนบุรี,
    หลวงพ่อลา วัดแก่งคอย สระบุรี,
    หลวงพ่ออั้น วัดพระญาติ อยุธยา,
    หลวงพ่อช่วง วัดบางแพรกใต้ นนทบุรี,
    หลวงพ่อผล วัดหนัง,
    หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ สมุทรสาคร,
    หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม,
    หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ สุพรรณฯ,
    หลวงปู่เฮี้ยง วัดป่า ชลบุรี,
    หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว สมุทรปราการ,
    หลวงพ่อพักตร์ วัดบึงทองหลาง,
    หลวงพ่อกึ๋น วัดดอน ยานนาวา,
    หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธินิมิตร,
    หลวงพ่อนอ วัดกลาง อยุธยา,
    หลวงพ่อเล็ก วัดบางนมโค อยุธยา,
    หลวงพ่อฮะ วัดดอนไก่ดี สมุทรสาคร,
    หลวงพ่อเล็ก วัดท่าลาด ฉะเชิงเทรา,
    หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา ปราจีนบุรี,
    หลวงพ่อห้อง วัดช่องลม ราชบุรี,
    หลวงพ่อเล็ก วัดบางนมโค อยุธยา,
    หลวงพ่อแฉ่ง วัดคงคาราม เพชรบุรี,
    หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง นนทบุรี,
    พระอาจารย์สา วัดราชนัดดา,
    หลวงพ่อหอม วัดชากหมาก ชลบุรี,
    หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา,
    หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาฯ,
    หลวงพ่อสุข วัดโตนดหลวง เพชรบุรี,
    หลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย สุพรรณบุรี,
    ฯลฯ
    ในระหว่างพิธีพุทธาภิเษกนั้นเอง พระเกจิฯทั้งหลายก็ได้เห็นนิมิตแสงสีต่างๆอันเป็นมงคลซึ่งรวมไปถึงเห็นสมเด็จพระสังฆราช(แพ) มาร่วมในพิธีด้วย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสวย

    ให้บูชา 600 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250915_001952.jpg IMG_20250915_001923.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757871316675.jpg get_auc1_img (29).jpeg
    เหรียญสมเด็จพระพุฒาจารย์โต หลังพระพุทธ วัดเทพากร ปี 2513-2515
    พระรุ่นนี้พิธีพุทธาภิเษกยิ่งใหญ่ บรรดาลูกศิษย์สายหลวงพ่อกวย จะจัดเป็นพระชุดของหลวงพ่อกวย มีอยู่ในหนังสือรวมวัตถุมงคลของหลวงพ่อกวย
    สำหรับรายละเอียดการปลุกเสก
    มีการปลุกเสกตั้งแต่ปี 2513 จนกระทั่งปี 2515 เสกรวม 5 วาระ พร้อมวัตถุมงคลแบบอื่นๆ
    จัดพิธีพุทธาภิเษกอันยิ่งใหญ่ พระคณาจารย์ทั่วฟ้าเมืองไทยร่วมปลุกเสก พิธีพุทธาภิเษกทั้ง 5วาระ
    วาระที่1 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2513 โดยอาราธนาพระคณาจารย์ 19 รูป นั่งปรกบริกรรมปลุกเสก (ไม่ทราบรายนาม)
    วาระที่2 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2513 ท่านเจ้าคุณโพธิวรคุณ นั่งปรกบริกรรมปลุกเสก
    วาระที่3 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2513 (วันปิยะมหาราช) ไม่ทราบรายนามคณาจารย์
    วาระที่4 ตรงกับวันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ.2515
    พระคณาจารย์ 40 รูปนั่งปรกบริกรรมปลุกเสก รายนามพระคณาจารย์ที่เข้าร่วมพุทธาภิเษก
    1. พระเทพวิริยากรณ์ วัดยานนาวา เป็นประธานจุดเทียนชัย
    2. หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์
    3. หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    4. ท่านเจ้าคุณโพธิวรคุณ วัดโพธินิมิต
    5. พระอาจารย์สุพจน์ วัดสุทัศน์
    6. หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม
    7. หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ
    8. หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    9. หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์
    10. ครูบาวัง วัดบ้านเด่น
    11. หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม
    12. หลวงพ่อลมูล วัดเสด็จ
    13. หลวงพ่อป่วน วัดโพธิ์งาม เป็นต้น
    วาระที่5เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2515 ไม่ทราบรายนามพระคณาจารย์
    ปลุกเสกวาระพิเศษ
    1. หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง ปลุกเสกเดี่ยวพิเศษ
    2. หลวงพ่อทรัพย์ วัดตลุก ปลุกเสกเดี่ยวพิเศษ
    หนังสืออ้างอิง : หนังสือหลวงพ่อกวย โดยมงคลทิพย์ เล่มล่าสุด : หนังสือรวมวัตถุมงคล หลวงพ่อกวย ชุตินธโร ฉบับคู่มือสะสม(ปรับปรุงจาก ร่มโพธิ์เฉพาะกิจ 1
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250915_002906.jpg IMG_20250915_002936.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757941392102.jpg

    หลวงพ่อสงวน ชาคโร
    ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านพื้นที่ตำบลชะอำเป็นอย่างมาก สมัยก่อนพ่อของผู้เขียนซึ่งเป็นลูกศิษย์ยุคแรกๆ เล่าว่า หลวงพ่อสงวนท่านเก่งเรื่องนั่งทางในเป็นอย่างมาก ไม่ว่าสิ่งของหายชาวบ้านเดือดร้อน ท่านจะใช้วิชาเมฆจิต หรือ วิชายกเมฆ ท่านจะนั่งมองดูเมฆ แล้วสามารถบอกได้เลยว่าของอยู่ที่ใด เป็นที่น่าแปลกใจมาก..ทั้งชาวบ้านมาขอโชคลาภหวยจับยี่กี ท่านก็บอกใบ้ให้จนขุนบาลท่านต้องมาขอร้องให้เลิก อีกทั้งชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วยมา หลวงพ่อท่านก็รักษาให้หายได้อย่างอัศจรรย์..อีกทั้งในด้านมหาอุด คงกระพันชาตรี วัตถุมงคลของท่านก็มีประสบการณ์มากมาย......
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของและบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระครูสุนทรธรรมวิโรจน์ (สงวน ชาคโร) วัดเนรัญชราราม ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
    ชีวประวัติ : พระครูสุนทรธรรมวิโรจน์ (สงวน ชาคโร) วัดเนรัญชราราม อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
    หลวงพ่อสงวน ชาคโร หรือ เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พศ 2448 ณ บ้านคลองยายแฟง ตำบลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โยมบิดาชื่อ นายเกี๊ย แซ่แต้ โยมมารดาชื่อ นางลูกอินทร์ วรทิน
    อุปสมบท เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พศ 2468 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ปีฉลู ณ วัดมหาสมณาราม ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี โดยมีพระครูมหาสมณวงศ์ (เล็ก) วัดมหาสมณาราม (เขาวัง) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระใบฎีกาสุข เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    วิทยฐานะ สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาตอนปลายในสมัยนั้นและสำเร็จการศึกษานักธรรมตรี เมื่อท่านบวชเรียนแล้วท่านได้เล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างตั้งใจมุ่งมั่น สามารถสวดมนต์บทต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ทั้งปาติโมก กระทั่งสอบนั่งธรรมตรี หลังจากนั้นท่านได้ออกธุดงค์แสวงหาความวิเวกในเขตใกล้เคียง ส่วนในด้านอาคมขลังของท่านนั้น ท่านก็ได้ศึกษากับพระครูสรรค์ วัดเขาวัง ซึ่งท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมาก ท่านมีวิชาอาคมและสมาธิจิตสูง หลวงพ่อสงวนได้รับไว้มากมาย ที่โดดเด่นและสร้างชื่อเสียงให้อย่างใกคือ เสือมหาอำนาจ ส่วนลูกศิษย์ของพระครูสรรค์อีกองค์หนึ่งคือ หลวงพ่อแล วัดพระทรง ซึ่งเป็นศิษย์ร่วมรุ่นของหลวงพ่อสงวน ท่านถ่ายทอด ตัวยันต์มหาเมฆ ในด้านวัตถุมงคลพระเครื่องท่านได้สร้างไว้ไม่มากนัก จึงไม่ค่อยได้พบเห็นกัน ที่มีชื่อเสียงก็คือ เสือมหาอำนาจ และ เหรียญทรงใบสาเก รุ่นแรก ปี พศ 2508 มีสองเนื้อ คือ เนื้อทองแดง และอัลปก้า พระเครื่องรุ่นแรกของหลวงพ่อสงวนสร้างเป็น พระพิมพ์ขุนแผน เนื้อดินเผา นับว่าขลังมาก ใครที่เจ็บป่วยไม่สบายไปหาท่าน แล้วทำน้ำมนต์มาลูบหน้าลูบหัวอาการของโรคก็จะหายได้อย่าน่าอัศจรรย์ วัตถุมงคลของท่านโดยเฉพาะ เหรียญรุ่นแรก ปี พศ 2508 นั้น ในทางอยู่ยง คงกระพัน แคล้วคลาด มีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้นำไปใช้ มีเรื่องเล่ากันว่า มีศิษย์หลวงพ่อสงวนคนหนึ่งมีเรื่องกับคนแถวเพชรบุรีในงานวัดแห่งหนึ่ง ถูกรุมตี และหนีรอดออกมาได้ บาดเจ็บที่ศีรษะบวมปูดหลายแห่ง ในตัวมี เหรียญหลวงพ่อสงวน เพียงเหรียญเดียวเท่านั้น ในเรื่องคงกระพันนั้นมีมากมายที่เล่าขานกันตลอดมามีทั้งทราบและไม่ทราบ บางรายถูกยิงถูกแทงไม่เข้า ปืนยิงไม่ออก รถชนคว่ำไม่เป็นอะไร ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว วัตถุมงคลของท่านถ้านำไปใช้ถูกทางก็จะสามารถคุ้มครองปกกันภัยได้ แต่ตรงกันข้าม ถ้านำไปใช้ในทางที่ไม่ดี ก็จะมีอันเป็นไปวิบัติกับตนเอง หลวงพ่อสงวน ท่านสร้างวัตถุมงคลอีกหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ พระปิดทวารทั้ง 9 แหวน ตะกรุด เหรียญ 8 เหลี่ยม ในสมัยหลวงพ่อยังมีชีวิตนั้น
    ในด้านการปกครอง ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดเนรัญ พศ 2479 เป็นเจ้าคณะตำบลเขต 2 อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
    ส่วนด้านการศึกษานั้น ในปี 2479 ตั้งศาสนศึกษาแผนกธรรม และเป็นครูสอนปริยัติธรรม
    ในด้านการเผยแพร่ ได้มีการอบรมศีลธรรมแก่ประชาชนเป็นประจำทุกวันพระ และแสดงธรรมในพิธีทางศาสนาทุกวันพระ
    งานด้านสาธารณูปการ สร้างบานชุกชีรองประธานโบสถ์ สร้างสะพานไม้ข้ามคลองระหว่างวัดกับหมู่บ้านปากคลองชะอำ
    พศ 2491 สร้างพระบาทจำลอง พระพุทธจำลองขนาด 9 นิ้ว สร้างศาลา กุฏิ วิหาร หอฉัน โรงเรียนปริยัติธรรม
    พศ 2515 เป็นประธานสร้างโรงเรียนวัดเนรัญชราราม(ท.3) และในวันที่ 4 มีนาคม ได้เดินทางไปจาริกแสวงบุญ ณ ประเทศอินเดีย
    พศ 2527 สร้างพระพุทธรูปปิดทวารทั้ง 9 แบบหน้าตักกว้าง 7 ศอก สูง 7 ศอก เป็นพระปิดตาที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    หลวงพ่อสงวน ท่านได้มรณะภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พศ 2530 รวมอายุได้ 82 ปี พรรษาที่ 62 ด้วยอาการสงบ สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่บรรดาศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือเป็นอย่างมาก
    ประวัติการสร้าง วัดเนรัญชราราม ชะอำ เพชรบุรี
    วัดเนรัญชรารามนั้นตั้งอยู่ที่ ตำบลเทศบาล อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี (ปากคลองชะอำ) ริมทะเลทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้านปากคลองชะอำ เป็นวัดที่สร้างใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ต่อกับสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ เป็นปีที่สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชย์ เป็นปีแรก เริ่มก่อสร้างในต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ต่อมาพระมหาทองโฆสิต วัดบรมนิวาสพระนคร พระอธิการแย้ม สุขโต กับพระภิกษุอีก ๓ รูป ได้จาริกธุดงค์มาพักอยู่ในป่าตำบลนี้ ดำริเห็นว่าปากคลองชะอำควรแก่การเป็นที่บำเพ็ญศาสกิจของสงฆ์และเป็นที่บำเพ็ญกุศลของชาวประมง จึงได้ปรารภกับครอบครัวของโยมไข่ น.ส.น้อย นายมิ่ง จำลองราช ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมใจกันถวายเป็นที่ธรณีสงฆ์ ๕๗ ไร่ ๑ งาน ๘ ตารางวา ในระยะนั้นที่เดินเป็นป่ารกร้างห่างไกลความเจริญ การคมนาคมไปมาไม่สะดวก ลำบากมาก วัดตั้งอยู่ทิศเหนือของคลอง จึงต้องสร้างสะพานข้ามคลอง โดยใช้ไม้พอเป็นที่สัญจรไปมาเท่านั้น จวบจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๔ จึงได้สร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กโดยมีพระครูสุนทรธรรมวิโรจน์เป็นผู้ริเริ่ม
    พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นวิวิชวรรณปรีชา ได้ประทานนาม วัดเนรัญชราราม โดยตามประวัติความเป็นมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงสร้างมฤคทายวัน ซึ่งตรงกับตำนานพระพุทธประวัติตอนที่ว่า "พระมหาบุรุษทรงถือถาดทองข้าวมธุปายาส เสด็จสู่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชราก่อนตรัสรู้ แล้วได้เสด็จไปจำพรรษาอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน" ประเทศอินเดีย เป็นเหตุให้สันนิษฐานได้ว่า การตั้งชื่อวัดให้มีความสอดคล้องในตำนานดังกล่าว
    พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นวิวิชวรรณปรีชา กับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงษ์ ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์วัด ในขณะนั้นมีพระมหาทองโฆสิต และพระอธิการแย้ม สุขโต กับพระภิกษุอีก ๓ รูป ได้เป็นผู้ปกครองและพระอธิการแย้ม สุขโต เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกซึ่งได้ดำริเห็นว่าปากคลองชะอำ ควรจะเป็นที่บำเพ็ญกิจการของสงฆ์ จึงได้เริ่มแผ้วถางป่าที่รกให้ทำการปลูกกุฎิที่พักอาศัย ปี พ.ศ. ๒๔๖๘
    ขุมพรมเสนม ได้สร้างรอยพระบาทจำลองท่าคุกเข่าลอย สร้างถาดทอง (ทำจากไม้) ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ที่ขอบถาดจารึกเป็นภาษาขอม บารมี ๑๐ ทิศ ที่ฐานปูนมีคาถากรวดน้ำให้มาร ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ และยังคงปรากฏอยู่ที่หน้าพระอุโบสถ จวบจนปัจจุบัน ส่วนระฆัง นายซุ้ย พวงขำนุตกุล เป็นผู้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙
    ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระมหาไกว โฆสะโก เจ้าอาวาสได้สร้างกุฎิเพื่อนนุกุล ต่อมาได้ใช้เป็นโรงเรียนประชาบาลวัดเนรัญชราราม ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ สร้างพระอุโบสถทรงลักษณะอินเดีย มีเจ้าคุณพิพากษาธิปไตย (โป๋ คอมันตร์) เป็นผู้ออกแบบและบริจาคทรัพย์สร้างร่วมกันผู้มีจิตศรัทธา
    พระสาระเสรี (อี๋) วัดสัมพันธวงศ์ พระนคร เป็นผู้ปกครอง (เจ้าอาวาส) พ.ศ. ๒๔๗๘ มีพลเองเจ้าพระยาบดินทร เดชานิชิต (แย้ม ณ นคร) ได้สร้างพระประธานในพระอุโบสถและสิ่งอื่นๆ อีกมาก
    พระอธิการสงวน ชาคโร เป็นเจ้าอาวาส ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ พร้อมพระภิกษุ ๕ รูป ซึ่งมาจากวัดมหาสมณาราม เขาวัง เพชรบุรี ได้สร้างยกฐานชุกชีที่ตั้งพระประธานในพระอุโบสถ สร้างพระเจดีย์ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ โดยมีตระกูลโป๋ คอมันตร์ บริจาคทรัพย์สร้าง
    ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม เพื่อเป็นที่ศึกษาพระธรรมวินัย โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายีมหาเถระ) เป็นองค์อุปถัมภ์พร้อมกับพุทธศาสนิกชน ทรงประทานชื่อ "โรงเรียนปริยัติสาธุชนูปถัมภ์" วัดเนรัญชรารามเป็นวัดที่มีบริเวณกว้าง ทำการปลูกต้นไม้เป็นอุทยานในวัดริมทะเลเพื่อเป็นที่พักผ่อนของประชาชนทั่วไป
    พระอุโบสถทรงอินเดีย จุดเด่นหนึ่งของวัดเนรัญชราราม ก็เห็นจะเป็นพระอุโบสถหลังนี้นี่เองละครับ เราจะไม่ได้พบเห็นการสร้างพระอุโบสถทรงอินเดียแบบนี้กันบ่อยนัก มาถึงจุดนี้แล้วก่อนที่จะเข้าไปด้านใน ผมขอเอ่ยถึงประวัติของวัดเนรัญชราราม กันให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจนะครับ
    พระปิดทวารทั้งเก้า เมื่อเดินเข้ามาในบริเวณวัดเนรัญชรารามตามทางเดิน เราก็จะได้เห็นพระสีขาว มีมือ (กร) มากมายปิดหูปิดตา หลายคนคงไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นมาก่อน พระองค์นี้เรียกว่า พระปิดทวารทั้งเก้า มีขนาดหน้าตักกว้าง ๗ ศอก หันหน้าไปทางหาดชะอำ หลายคนเชื่อว่าได้พระองค์นี้มาแขวนคอ จะทำให้ฟันแทงไม่เข้า ยิงไม่เข้า ซึ่งไม่ใช่คติความเชื่อที่ถูกต้องในการสร้างพระองค์นี้ข้อมูลบางส่วนที่ได้จากทางวัด การสร้างพระปิดทวารทั้งเก้าองค์นี้เพื่อเป็นการสอนหรือการเตือนสติพุทธศาสนิกชน ให้ลองหัดทำปิดหู ปิดตา ปิดจมูก ใช้สติปัญญา ในการรับฟัง ในการมองเห็น ในการรับรส มีปัญญาอยู่ตลอดเวลา อะไรที่คนพูดมากระทบหูก็อย่าให้มันเข้าไปกระทบกระเทือนจิตใจ ใครจะว่าอะไรก็ให้ใตร่ตรองใคร่ครวญด้วยสติปัญญา แต่ก็ไม่ได้หมายความให้ปิดหู ปิดตา ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เพียงแต่ให้รับรู้อย่างมีปัญญารู้เท่าทันกับสิ่งที่เข้ามากระทบจิตใจของเรา เมื่อทำได้อย่างนี้แล้วเราก็จะไม่มีทุกข์ และจะเป็นหนทางสู่ความสุข ในที่นี้ผมจะเขียนเรื่องนี้เพียงย่อๆ ถ้าอยากอ่านข้อมูลมากกว่านี้ คลิกที่นี่พระปิดทวารทั้งเก้า
    มณฑปรอยพระพุทธบาท เดินลึกเข้ามาอีกนิด เราก็จะได้เห็นอาคารหลายหลัง ซึ่งก็พอจะรู้ว่าเป็นกุฏิสงฆ์ และศาลาหลังใหญ่ ตรงกลางบริเวณวัดเนรัญชราราม ซึ่งตรงกับด้านหลังขององค์พระปิดทวารทั้งเก้า จะมีมณฑปรอยพระพุทธบาทนี้อยู่ แต่ตอนนี้เราจะเข้าไปไหว้พระในพระอุโบสถก่อน แล้วจึงออกมาที่มณฑปแห่งนี้ เพราะตอนนี้เราก็ใกล้จะถึงพระอุโบสถทรงอินเดียกันแล้วครับ
    พระไพรีพินาศ เป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในมณฑปรอยพระพุทบาท ด้านหน้าของพระไพรีพินาศมีรูปพระครูสุนทร ธรรมวิโรจน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดเนรัญชราราม ระหว่างพระไพรีพินาศกับรูปเหมือนพระครูสุนทร ธรรมวิโรจน์ มีรอยพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานอยู่ พระครูสุนทร ธรรมวิโรจน์เป็นอดีตเจ้าอาวาสที่เป็นกำลังสำคัญในการบูรณะวัดเนรัญชรารามหลายอย่างมากมายตลอดการครองวัดเป็นเจ้าอาวาส จนทำให้วัดเนรัญชรารามมีสภาพที่ร่มรื่น มีเสนาสนะมากมายเกิดขึ้นในวัด พร้อมทั้งได้ริเริ่มสร้างพระปิดทวารทั้งเก้าอีกด้วย
    ถาดทอง สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นมีลักษณะเป็นถาดขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐานค่อนข้างสูง อยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ ตามพระพุทธประวัติ ถาดทอง เกิดขึ้นในวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เมื่อครั้งนางสุชาดา ธิดาของคหบดีผู้มั่งคั่ง ได้นำถาดทองใส่ข้าวมธุปายาส (ข้าวหุงด้วยน้ำนม) ห่อหุ้มด้วยผ้าทองอันบริสุทธิ์ ทูนเหนือเศียรเกล้า เพื่อไปบวงสรวงเทพารักษ์ ที่ได้เคยตั้งปณิธานบูชาเมื่อยังสาวว่า ขอให้ได้สามีที่มีตระกูลเสมอกัน และขอให้ได้บุตรคนแรกเป็นชาย จึงเดินทางไปยังต้นโพธิ์ เห็นพระมหาบุรุษประทับอยู่ใต้ต้นไม้ผันพระพักตร์ทอดพระเนตรไปทางทิศตะวันออก มีรัศมีพระวรกายแผ่ซ่านออกเป็นปริมณฑลงดงามยิ่งนัก ก็ปลาบปลื้มโสมนัสคิดว่าเป็นรุกขเทวดาจริง นางเดินนอบกายแต่ไกลไปเฝ้าน้อมถวายถาดข้าวด้วยความเคารพยิ่ง ขณะนั้นบาตรดินอันเป็นทิพย์เกิดอันตรธานหายไป ซึ่งมฏิการพราหมณ์ ได้ถวายแต่แรกทรงบรรพชา พระมหาบุรุษก็ทรงเหยียดพระหัตถ์ออกรับแล้วทอดพระเนตรดูนาง นางสุชาดาทราบชัดว่าพระองค์ไม่มีบาตรจะถ่ายข้าวไว้ จึงกราบทูลว่า หม่อมฉันขอถวายทั้งหมด พระองค์มีพระประสงค์ประการใด โปรดนำไปตามพระหฤทัยทั้งหมดเถิด แล้วถวายอภิวาทพร้อมกราบทูลอีกว่า "ความประสงค์ของหม่อมฉันสำเร็จฉันใด ขอสิ่งซึ่งพระหฤทัยของพระองค์จะสำเร็จฉันนั้นเถิด"
    ตามความในพระพุทธประวัติเล่าว่า เมื่อพระมหาบุรุษเสด็จลุกจากที่ประทับ ทรงถือถาดข้าวมธุปายาเสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา (ปัจจุบันเรียกว่า นีลาชนา หรือลีลาชนา) ประทับบ่ายพระพักตร์สู่บูรพทิศแล้วทรงปั้นข้าวมธุปายาสได้ ๔๙ ปั้น เสวยจนหมดแล้วทรงถือถาดลงไปสู่แม่น้ำเนรัญชรา ทรงอธิษฐานเสี่ยงทายพระบารมีว่า "ถ้าจะได้ตรัสรู้พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป" แล้วทรงลอยถาดทองนั้นลงในแม่น้ำ ขณะนั้นอานุภาพพระบารมีของพระองค์ซึ่งทรงบำเพ็ญมา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพระพุทธหลังยันต์เสือนั่งแท่นรุ่นประสบการณ์เนื้ออัลปาก้านิยมหายากมีรอยจารอักขระด้านหน้าเหรียญ ๔ ตัว

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)
    1757941568552.jpg IMG_20250915_201743.jpg IMG_20250915_201808.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กันยายน 2025
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757943172452.jpg

    พระคาถาบทนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านมักจะใช้ภาวนาเจริญเมตตา ไปยังสรรพสัตว์ไม่มีประมาณ ให้หมู่มนุษย์และเทวดาได้รับความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน
    หลวงปู่เมตตาหลวง (หลวงปู่สิงห์ สุนฺทโร)
    วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
    (ศิษย์ท่านพ่อลี, ศิษย์หลวงปู่ขาว, ศิษย์หลวงปู่คำดี, สายธรรมหลวงปู่มั่น)
    .................................................................
    พระคาถาเมตตาหลวง
    โดย หลวงปู่เมตตาหลวง (หลวงปู่สิงห์ สุนฺทโร)
    ประวัติความเป็นมา
    พระคาถาบทนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านมักจะใช้ภาวนาเจริญเมตตา ไปยังสรรพสัตว์ไม่มีประมาณ ให้หมู่มนุษย์และเทวดาได้รับความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน พระคาถาบทนี้ หลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล ได้รับถ่ายทอดไว้ และได้มอบให้กับพระญาณสิทธาจารย์หรือหลวงปู่เมตตาหลวง (สิงห์ สุนฺทโร) แห่งวัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อใช้เป็นบทเจริญเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั่วทุกทิศานุทิศ พระคาถาเมตตาหลวงนี้เป็นการเจริญกรรมฐานที่มีอานิสงส์ ทำให้จิตตั้งมั่นได้ถึงระดับ อัปปนาสมาธิ คือ เมตตา กรุณา มุฑิตา จิตสามารถตั้งมั่นในระดับฌาณ 3 ส่วน อุเบกขา จิตสามารถตั้งมั่นในระดับฌาณ 4 ในหมวดกรรมฐาน 40 กองบทนี้เรียกว่า พรหมวิหาร 4 หรือ อัปปมัญญา 4
    พระคาถานี้ศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ใช้แสดงโปรดเทวดา
    พระคาถานี้ไม่มีศิษย์รูปใดของหลวงปู่มั่น จดจำได้นอกจาก
    หลวงปู่ขาว อนาลโย เพียงรูปเดียวที่สามารถจดจำได้ และต่อมาได้ถ่ายทอดให้พระญาณสิทธาจารย์หรือหลวงปู่เมตตาหลวง (สิงห์ สุนฺทโร)
    อนึ่ง การเจริญเมตตาพรหมวิหารนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงอานิสงส์ไว้ว่า เอกาทสานิสังสาฯ ปฏิกังขา พึงหวังอานิสงส์ 11 ประการคือ
    - ย่อมฝันเป็นสุข
    - ย่อมตื่นเป็นสุข
    - ย่อมไม่ฝันลามก
    - ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย อ้างถึงหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ได้กล่าวไว้ในหนังสือกฏแห่งกรรมว่า เทวดามาชวนแม่ชีทองก้อนสวดมนต์ โดยสวดพระคาถาเมตตาใหญ่
    - ย่อมเป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
    - เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา
    - ไฟ ยาพิษ ศาสตรา ย่อมไม่อาจกล้ำกลายได้
    - จิตย่อมตั้งมั่นเร็ว
    - สีหน้าย่อมผ่องใส อ้างถึงเหตุการณ์ตอนที่องค์ท่านมรณภาพ
    เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้เรียกให้ท่านเจ้าอาวาสมาดูส่วนที่ยังไม่ไหม้ไฟของหลวงปู่พบว่าส่วนนั้นยังคงอยู่สภาพเดิมและไม่แห้ง และตลอดเวลาที่เผามีน้ำไหลออกจากศพของท่านตลอดเวลาจึงเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง
    - เป็นผู้ไม่หลงใหลในการทำกาละ
    - เมื่อไม่แทงตลอดพระคุณอันยิ่ง ย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก
    พระพุทธพจน์สรรเสริญการเจริญเมตตา
    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญญกริยาวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งมีอุปธิกิเลสเป็นเหตุ บุญญกริยาวัตถุนั้น ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ 16 แห่งเมตตาเจโตวิมุติ
    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดให้ทานประมาณ 100 หม้อ ใหญ่ในเวลาเช้า ผู้ใดให้ทานประมาณ100ในเวลากลางวัน ผู้ใดให้ทานประมาณ 100 หม้อใหญ่ในเวลาเย็น โดยที่สุดแม้เพียงชั่วการหยดแห่งน้ำนมแห่งแม่โค การเจริญเมตตาจิตนี้มีผลมากกว่าการให้ทานที่บุคคลให้แล้ว 3 ครั้งในวันๆ หนึ่ง เพราะเหตุดังนี้เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเจริญเมตตาเจโตวิมุติกระทำให้มาก กระทำให้เป็นประดุจยาน กระทำให้เป็นประดุจที่ตั้งอาศัยให้มั่นคง สั่งสมปรารภด้วยดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ
    ประวัติของหลวงปู่เมตตาหลวงโดยย่อ
    ท่านมีนามเดิมว่าสิงห์ เนียมอ้น เกิดวันที่ 29 ตุลาคม 2452 บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ11 ปี อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระครูพิศาลอรัญเขต (จันทร์ เขมิโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจากหลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ขาวเล็งเห็นถึงปฏิภาณของหลวงปู่สิงห์ จึงถ่ายทอดพระคาถาบทนี้ให้ โดยเป็นบทที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แสดงโปรดเทวดา
    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่เมตตาหลวง ๏
    วันนี้วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๗ เป็นวันครบรอบ ๑๑๕ ปี ชาตกาล พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่เมตตาหลวง, หลวงปู่สิงห์ สุนฺทโร) วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม (วัดพระขาว) ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
    ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย
    พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิงห์ สุนฺทโร, พระอาจารย์มหาสิงห์ สุนฺทโร ป.ธ. ๖) หรือที่รู้กันทั่วไปในนาม “หลวงปู่เมตตาหลวง” มีนามเดิมว่า สิงห์ เนียมอ้ม เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๒ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีระกา ณ หมู่ที่ ๓ ต.สะอาด อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น
    โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายหา และนางปาน เนียมอ้ม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๑๐ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๒
    ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา
    ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๑ ขวบ ซึ่งเป็นการบวชหน้าไฟอุทิศส่วนกุศลให้แก่คุณตาที่ถึงแก่กรรม แต่อย่างไรก็ดี การบรรพชาในครั้งนี้ท่านตั้งใจบวชเพื่ออุทิศบุญกุศลและถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ณ วัดบ้านหนองอ้อใหญ่ ต.สะอาด อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นการบวชฝ่ายมหานิกาย หลังจากบรรพชาได้ ๒ ปี พระอุปัชฌาย์ของท่านได้เห็นความตั้งใจจริง และมองการณ์ไกลต่อไปในอนาคต จึงได้บวชให้ใหม่เป็นฝ่ายธรรมยุติกนิกาย
    ต่อมาจึงให้ท่านไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่วัดศรีจันทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งในช่วงนี้ท่านได้ติดตามพระภิกษุรูปหนึ่งไปยังวัดอุ่มเม่า จ.กาฬสินธุ์ แล้วจึงกลับมายังวัดศรีจันทร์อีกครั้ง ครั้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๒ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดศรีจันทร์ โดยมี พระครูพิศาลอรัญญเขต (จันทร์ เขมิโย ป.ธ. ๓) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระครูพิเศษสุตคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดสังข์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระปลัดดวงจันทร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “สุนฺทโร” แปลว่า ผู้งาม
    ด้วยความที่ท่านมีนิสัยขยันหมั่นเพียรอ่านท่องหนังสือ จึงทำให้มีผู้สนใจรบเร้าให้พระอุปัชฌาย์พาท่านเพื่อมาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ซึ่งก็ได้รับความยินยอมตามประสงค์ พระอุปัชฌาย์ท่านจึงได้พาตัวหลวงปู่ไปถวายกับ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ราชวรวิหาร แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ในขณะนั้น ซึ่งท่านก็ได้เรียนนักธรรมที่กรุงเทพฯ และสอบมาเรื่อยๆ จนกระทั่งสอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค ในปี พ.ศ.๒๔๘๑ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๒๙ ปี จึงได้เดินทางกลับสู่ภูมิลำเนา
    เมื่อหลวงปู่เมตตาหลวง (หลวงปู่สิงห์) กลับไปถึง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ท่านได้รับตำแหน่งหน้าที่เป็นพระสังฆาธิการเจ้าคณะอำเภอ ซึ่งในขณะนั้นท่านก็ได้นำวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา นำมาสอนแก่เหล่ากุลบุตรผู้สนใจ รวมทั้ง ได้ตั้งสำนักเรียนพระปริยัติธรรมขึ้น ณ วัดเสี้ยวโคกลาง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ในช่วงเวลานี้หากว่างเว้นจากการสอน ท่านก็จะหามุมเงียบสงบเพื่อเจริญปฏิบัติภาวนาในป่าเขาเช่นกัน
    ต่อมาหลวงปู่เมตตาหลวง (หลวงปู่สิงห์) ก็ได้พบกับหลวงปู่คำดี ปภาโส ซึ่งหลวงปู่คำดีได้แนะวิธีเจริญปฏิบัติภาวนาให้ ท่านจึงเคารพหลวงปู่คำดีเป็นอย่างยิ่ง ครั้นต่อมา หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้ออกเดินธุดงค์หาความสงบวิเวกผ่านมาทางจังหวัดเลย หลวงปู่เมตตาหลวง (หลวงปู่สิงห์) จึงได้ออกเดินธุดงค์ไปพร้อมกับหลวงปู่ขาว กระทั่งหลวงปู่ขาวได้เล็งเห็นถึงปฏิภาณของหลวงปู่สิงห์ สุนฺทโร จึงได้ถ่ายทอดและสอนท่านให้สวดมนต์พระคาถาเมตตาหลวง
    พระคาถาเมตตาหลวงบทนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านมักจะใช้ภาวนาเจริญเมตตาไปยังสรรพสัตว์ไม่มีประมาณ ให้หมู่มนุษย์และเทวดาได้รับความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน เป็นการเจริญกรรมฐานที่มีอานิสงส์ทำให้จิตตั้งมั่นได้ถึงระดับอัปปนาสมาธิ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา จิตสามารถตั้งมั่นในระดับฌาณ ๓ ส่วนอุเบกขา จิตสามารถตั้งมั่นในระดับฌาณ ๔ ในหมวดกรรมฐาน ๔๐ กองบทนี้เรียกว่า พรหมวิหาร ๔ หรืออัปปมัญญา ๔ ซึ่งพระคาถาบทนี้หลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู ได้รับการถ่ายทอดไว้และสามารถจดจำได้เพียงรูปเดียว และต่อมาได้ถ่ายทอดให้แก่หลวงปู่สิงห์
    ครั้นต่อมา หลวงปู่เมตตาหลวง (หลวงปู่สิงห์) ก็ได้นำมาเผยแผ่ต่อให้กับลูกศิษย์ลูกหา จนกระทั่งสาธุชนทั้งหลายให้สมญานามท่านว่า “หลวงปู่เมตตาหลวง” เมื่อท่านอยู่ศึกษาปฏิบัติกับหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้เวลาสมควรแล้ว จึงย้อนกลับมาปฏิบัติภาวนาอยู่กับหลวงปู่คำดี ปภาโส เช่นเดิม
    หลังจากนั้นหลวงปู่เมตตาหลวง (หลวงปู่สิงห์) ยังได้พบกับครูบาอาจารย์อีกหลายรูปหลายองค์ และต่อมาได้ติดตามสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธัมมธโร) มาพำนักจำพรรษา ณ วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ ซึ่งสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ท่านเห็นความเหมาะสมของหลวงปู่ จึงได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นพระธรรมฑูต ไปแสดงพระธรรมเทศนาตามสถานที่ต่างๆ เป็นเวลานานถึง ๔ ปี จึงลาออกจากตำแหน่ง
    ในช่วงที่ท่านพำนักจำพรรษาอยู่ ณ วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร กรุงเทพฯ นั้น หลวงปู่ได้มาศึกษาปฏิบัติอยู่กับท่านพ่อลี ธัมมธโร แห่งวัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ด้วย ซึ่งภายหลังท่านจึงติดตามท่านพ่อลี ธัมมธโร ออกธุดงค์เดินทางไปภาคอีสาน ออกวิเวกตามสถานที่ต่างๆ จนกระทั่งมาถึงดงพญาเย็น ท่านได้พักปฏิบัติธรรมอยู่ ณ ที่นั้น ซึ่งเป็นเชิงเขาที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “เขาสีเสียดอ้า” หรือ “เขาเทพพิทักษ์” บริเวณหมู่บ้านกลางดง ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
    ชาวบ้านจึงได้นิมนต์ให้ท่านสร้างวัดและพระพุทธรูป โดยสร้างวัดเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๑๐ ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๒ ซึ่งท่านได้สร้างพระพระพุทธรูป สร้างแล้วเสร็จเป็นพระพุทธรูปนั่งปางประทานพรสีขาวบริสุทธิ์ขนาดใหญ่ ได้ทำการขยายส่วนมาจาก พระพุทธรูป ภ.ป.ร. มีขนาดหน้าตักกว้าง ๒๗.๒๕ เมตร สูง ๔๕ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มีน้ำหนักถึง ๓,๐๐๐ ตัน ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเขากลางป่าเขียวสูงจากระดับพื้นดิน ๑๑๒ เมตรหรือ ๕๖ วา การสร้างองค์พระในครั้งนี้เพื่อเป็นการน้อมเกล้าฯ ถวายโดยพระราชกุศลเป็นพระบรมราชานุสรณ์พิเศษ
    และได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งขอพระราชทานพระปรมาภิไธยย่อของ ๒ พระองค์ อัญเชิญประดิษฐานที่ฐานพระพุทธรูป และ ทรงพระราชทานพระนามว่า “พระพุทธสกลสีมามงคล” แต่ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า “หลวงพ่อขาว” หรือ “หลวงพ่อใหญ่” ตามรูปลักษณ์และขนาดของพระพุทธรูปองค์นี้ ที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในระยะหลายกิโลเมตร ซึ่งมีบันไดขึ้นและลง ๑,๒๕๐ ขั้น
    ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสของ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม (วัดพระขาว) รูปแรก และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ในราชทินนาม พระสุนทรธรรมภาณ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๗ อายุ ๗๕ ปี ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ในราชทินนาม พระญาณสิทธาจารย์ ท่านเป็นพระที่มีศีลจริยวัตรงดงาม โดยตัวท่านเองก็ไม่เคยละเลยในการทำกิจของสงฆ์และการเจริญสมาธิ วิปัสสนาภาวนายังไปเพื่อความหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส
    ท่านได้ทำหน้าที่บวชกุลบุตรอีกทั้งยังให้การศึกษาอบรมสั่งสอนประชาชน พระ เณร ท่านยังได้ให้ความช่วยเหลือในการสร้างสิ่งก่อสร้างอันเป็นสาธารประโยชน์มากมาย ท่านเปรียบเสมือนที่พึ่งทางกายและใจของประชาชน พระ เณร ที่ได้มาขอความช่วยเหลือจากท่านจนกระทั่งท่านมรณภาพ
    หลวงปู่เมตตาหลวง (หลวงปู่สิงห์ สุนทโร) ได้มรณภาพลง ในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๔ สิริรวมอายุได้ ๘๒ ปี พรรษา ๖๑
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญหยดน้ำหลวงปู่เมตตาหลวง พุทธคุณสมชื่อ
    หลวงปู่ด้วยอานุภาพของ คาถาเมตตาหลวงถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่มั่น

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250915_202608.jpg IMG_20250915_202632.jpg IMG_20250915_202527.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กันยายน 2025
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1757945884732.jpg

    เหรียญตาฉิ่งยิงเด็ก หลวงพ่อบุญมี วัดเขาสมอคอน สุดยอดแห่งพระเกจิผู้สร้างพระเครื่องราง ที่มีประสบการณ์อันลือลั่นไม่รู้จบ ในพื้นที่มีเรื่องเล่าขานกันไม่หมดสิ้น เพราะผู้ที่พบประสบการณ์ตรงๆมีมากมาย ต่างก็นำมาเล่าให้คนใกล้ชิดฟัง แล้วก็จะถูกนำไปถ่ายทอดต่อๆกันไปในวงกว้าง โชคดีที่หลวงพ่อบุญมีท่านมี อายุขัยอยู่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นานนัก จึงยังพอมีผู้เคารพบูชาท่าน ที่ยังมีชีวิตอยู่ให้สอบถามยืนยันได้ ไม่ใช่ข่าวลือโคมลอยอย่างแน่นอน เหรียญหลวงพ่อบญมี วัดเขาสมอคอน ๒๕๒๑ แต่ได้รับฉายาว่าเหรียญ " ตาฉิ่งยิงเด็ก " เนื่องมาจากมีประสบการณ์ให้เห็นกันทั่วไปอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ! "ตาฉิ่ง" ชื่อจริงว่านายฉิ่ง เปียวง (ถึงแก่กรรมแล้ว) เป็นชาวบ้านหมู่ที่ ๒ ต.เขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี อยู่ใกล้ๆวัดนั่นเอง แกมักจะมาช่วยเหลืองานต่างๆภายในวัดอยู่เสมอจนได้รับแต่งตั่งให้เป็นกรรมการวัดด้วยคนหนึ่ง ไม่ว่าจะมีงาน หรือมีกิจธุระใดหลวงพ่อก็จะเรียกขานวานใช้อยู่เสมอๆ เหตุการณ์อันเปํนที่มาของฉายาของเหรียญรุ่นนี้เกิดขึ้นเมื่อวันงานประจำปีของวัดเขาฯ คะเนดูว่าน่าจะเป็นปี ๒๕๒๒ หรือไม่เกิน ๒๕๒๓ นี่แหละ(ผู้ให้ข้อมูลอายุมากแล้ว) ตามประเพณีเมื่อถึงวันงานหลวงพ่อมีจะอัญเชิญหลวงพ่อสัมฤทธิ์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดเขาฯ ออกมาประดิษฐานไว้บนแท่นกลางปรัมพิธี หลังเสร็จพิธีสงฆ์ก็จะให้ผู้มาร่วมพิธีได้ทำการแห่เวียนเทียนรอบปรัมหลวงพ่อสัมฤทธ์ ในการนี้ก็มีปี่พาทย์ กลองยาว โหมประโคมเป็นที่อึกทึกครื้นเครง ทันใดนั้นตาฉิ่ง กรรมการวัดก็ชักปืนพกสั้น ขนาด ๑๑ มม.ออกมายิงขึ้นไปบนเขา (วัดเขาสมอคอน ตั้งอยู่เชิงเขา มีพื้นที่เขาที่อยู่สูงกว่า ลึกเข้าไปอีกหลายด้าน) หลังจากเสร็จพิธีในวันนั้น กรรมการวัดกำลังช่วยกันเก็บข้าวของ ปัดกวาดอยู่นั้น เด็กชายอำนาจ เทศวงศ์ (ยังมีชีวิตอยู่)ได้พานายละออ เทศวงศ์ ผู้เป็นพ่อมาที่วัด เพื่อถามหาคนที่ยิงปืนขึ้นเขาเมือสักครู่ (ในวันนั้นตาฉิ่ง มีปืนอยู่คนเดียว) เพื่อจะเอาเรื่องดำเนินคดี เด็กชายอำนาจเล่าว่า วันนั้นออกจากบ้านคล้องเหรียญหลวงพ่อมี รุ่นปี ๒๕๒๑ มาเหรียญเดียว ได้ต้อนวัวมาเลี้ยงที่ชายเขา แต่วัวก็เดินกินหญ้าไปเรื่อยๆ จนขึ้นไปอยู่บนเขา เด็กชายอำนาจก็เดินตามดูอยู่ห่างๆ จนถึงที่เกิดเหตุ เขายืนหลบร่มพิงต้นไม้อยู่ หันหลังมาทางวัด ได้ยินเสียงปืนและเสียงหัวกระสุนแหวกอากาศ เสียงกระทบก้อนหิน และรู้สึกว่าถูกกระแทกจากด้านหลัง พอเอามือจับดูก็รู้สึกว่ากางเกงยีนขาดเป็นรูใหญ่มีหัวกระสุนบี้แบนติดคาอยู่ แต่ไม่มีแผลบาดเจ็บ หรือเคล็ดขัดยอกแต่อย่างใด เรื่องนี้จึงถึงหูหลวงพ่อ ท่านก็ได้รับทราบและไกล่เกลี่ยว่า ตาฉิ่งยิงโดยไม่มีเจตนาจะทำร้ายใคร และเด็กชายอำนาจก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เรื่องจึงยุติเลิกรากับไป นับแต่วันนั้นมาเหรียญรุ่นนี้จึงถูกตั้งชื่อว่า "เหรียญตาฉิ่งยิงเด็ก" ขอขอบคุณข้อมูลจากผู้ใหญ่แกละ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๒ ต.เขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี (คนปัจจุบัน)
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ประวัติ หลวงพ่อบุญมี อิสฺสโร วัดเขาสมอคอน
    พระครูอาทรสิกขกิจ (หลวงพ่อบุญมี อิสฺสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาสมอคอน จ.ลพบุรี เดิมชื่อ บุญมี จันทร์แจ่ม เกิดที่บ้านเขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๒ (ตรงแรม ๙ ค่ำ เดือน ๓ ปีกุน) บิดาชื่อ ผู้ใหญ่ต้น มารดาชื่อ นางทองม้วน มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๖ คน หลวงพ่อบุญมีเป็นบุตรคนที่ ๒ ปฐมวัย บิดาและมารดาได้นำไปฝากเรียนหนังสือและอักขระขอมกับ หลวงพ่ออุปัชฌาย์ก๋ง วัดเขาสมอคอน ซึ่งเป็นสำนักศึกษาพระปริยัติธรรม
    ต่อมา หลวงพ่ออุปัชฌาย์ก๋ง ได้บวชให้เป็นสามเณร และให้อยู่รับใช้อย่างใกล้ชิด โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาการต่างๆ รวมทั้งได้ติดตามหลวงพ่อออกธุดงค์ เพื่อแสวงหาความสงบ และเจริญสมาธิอยู่เป็นประจำ
    เมื่ออายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ จึงได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดมุจรินทร์ ต.โคกสลุด อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๔๖๓ โดยมี พระครูสังวรโสภณ (หลวงพ่อสาย) วัดพยัคฆาราม (วัดเสือ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการผ่อง วัดมุจรินทร์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการแขก วัดหนองมนต์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "อิสฺสโร"
    หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงพ่อบุญมี ได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดเขาสมอคอน เพื่อปฏิบัติกิจตามหน้าที่ของศิษย์ ที่มีต่อพระอาจารย์ คือ หลวงพ่ออุปัชฌาย์ก๋ง ด้วยความเคารพยิ่ง ท่านจึงได้รับการถ่ายทอดคุณสมบัติและปฏิปทาจากหลวงพ่ออุปัชฌาย์ก๋งไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
    หลวงพ่อบุญมี บวชได้ ๕ พรรษา หลวงพ่ออุปัชฌาย์ก๋ง ก็ได้มรณภาพลง หลวงพ่อบุญมี จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา หลังจากนั้น หลวงพ่อบุญมี ได้ศึกษาวิชาอาคมต่างๆ เพิ่มเติมกับ หลวงพ่อสาย วัดเสือ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน และยังได้ไปศึกษากับหลวงพ่ออุปัชฌาย์วัดบาง ซึ่งเป็นศิษย์ผู้พี่ จากนั้นได้ศึกษาเพิ่มเติมกับ หลวงพ่อแขก วัดหนองมนต์ ซึ่งเป็นพระอนุสาวนาจารย์ของท่าน
    ส่วนอาจารย์ที่เป็นสายฆราวาส หลวงพ่อบุญมีได้ศึกษากับ ผู้ใหญ่บุญรอด จันทร์แจ่ม ซึ่งเป็นพี่ชายของท่านเอง เรื่องของ วัตถุมงคลหลวงพ่อบุญมี ท่านได้สร้างเอาไว้หลายอย่าง ซึ่งล้วนมีประสบการณ์ทั้งสิ้น คนที่มีอยู่มักจะหวงแหนกันมาก จึงไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนัก นอกจากลูกศิษย์สายตรงของหลวงพ่อเท่านั้น
    วัตถุมงคลในยุคแรกๆ คือ มีดหมอ หลวงพ่อได้เรียนวิชานี้จาก หลวงพ่ออุปัชฌาย์ก๋ง โดยตรง (คนละสายกับของ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ) หลวงพ่อบุญมีได้สร้างมีดหมอมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๐ เนื่องจากชาวบ้านแถววัดถูกผีเข้าบ่อยๆ ญาติจึงพามาหาหลวงพ่อ รักษาด้วยการรดน้ำมนต์ ซึ่งก็หายกลับไปทุกคน
    ต่อมามีคนเป็นกันบ่อย หลวงพ่อบุญมี จึงได้ทำมีดหมอขึ้นมาเพื่อแจกชาวบ้าน ไว้ใช้ป้องกันภูติผีปิศาจ และสัตว์ร้ายต่างๆ เมื่อชาวบ้านนำไปใช้ได้ผลดี จึงได้บอกกล่าว ปากต่อปาก ทำให้มีดหมอของท่านมีกิตติคุณเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายออกไป
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญ(ตาฉิ่งยิงเด็ก)
    หลวงพ่อมีวัดเขาสมอคอนสภาพผ่านการบูชาด้านหลังเหรียญสึก ถ้าสภาพสวยราคาสูง สภาพแบบนี้บูชาพึ่งพุทธคุณได้ครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250915_212029.jpg IMG_20250915_212101.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    fb_img_1750405377286-jpg.jpg

    เหรียญพระอานนท์เถระเจ้า.พุทธอนุชา ครูใหญ่สายวิชาโลกุตระธรรม. ครูผู้เป็นเลิศด้านสติปัญญา จดจำพระธรรมคำสอน และ คาถาอาคม. แม่นยำเป็นเลิศกว่า ภิษุทั้งหลาย.
    พระอานนท์เถระเจ้า พุทธอนุชา. นี้ ท่านใดมีไว้บูชา จักมีสติปัญญา เป็นสิริมงคล แก่ตัวเอง ชีวิตรุ่งเรืองไม่อับจน
    พระอานนท์เถระเจ้า. พุทธอนุชา. นี้. คือครูใหญ่สายวิชาโลกุตระธรรม. ธรรมที่พ้นโลก.
    เป็นครูใหญ่ของ. หลวงพ่อสมบูรณ์. วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร. ใครยกครูเรียนวิชากับหลวงพ่อแล้ว. ถือว่าเป็น ศิษย์ พระอานนท์เถระเจ้า.
    เป็นศิษย์หลวงพ่อสมบูรณ์. เป็นศิษย์ในสายวิชาโลกุตระธรรม.
    “คำว่าไม่มีอย่าได้มี”
    ประวัติพุทธาคม
    พระครูไพบูลย์รัตนาภรณ์
    ( หลวงพ่อสมบูรณ์ รตนญาโณ)
    วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
    พระครูไพบูลย์รัตนาภรณ์ ( สมบูรณ์ รตนญาโณ ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร บางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ หรือ นามเดิม สมบูรณ์ บุญมา ( ชาย ) เกิดวันพุธที่ ๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๐๑ ตรงกับแรม ๖ ค่ำ เดือน ๘๘ ปีจอ ณ.บ้านหนองหว้า ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นบุตรคนเดียวของ นาย เลี้ยง บุญมา และ นาง ฝ้าย วิสเกษ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา ในวัยเยาว์ ได้จบการศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านนาโนน ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ วิชาอาคมในครั้งแรกที่ได้ศึกษาเล่าเรียนนั้น เริ่มจากแม่ ที่ได้ถ่ายทอดวิชา ท้าวก่ำกาดำ,คาถามหาเสน่ห์,คาถาเป่าฝี เป่าพิษปลาดุก เป่าพิษแมงป่อง,สะเดาะก้างติดคอ,สะเดาะลูกออกจากท้อง,คาถาคัดเลือด ต่อมา ได้เรียนวิชาจากพ่อ เป็นวิชา ตำราพรหมชาติ,ตำราหมอดู เพื่อที่จะทำหน้าที่แทนผู้เป็นพ่อแม่ ในการช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ด้วยความที่ชอบวิชาอาคม จึงได้ไปขอเรียนวิชา พรายกระซิบ จาก อาจารย์ฆราวาส บ้านหนองเรือ เรียนวิชา คาถาสาริกา,คาถาแก้พิษงูเห่า จาก อาจารย์ฆราวาส ชาวเขมร บ้านยางแรด เรียนวิชาผูกหุ่นพยนต์,ปั้นวัวควายธนู จาก ทายกวัดหนองไฮ ใน จ.ศรีสะเกษ ทั้งหมด วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑ ตรงกับขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเส็ง ได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ.พัทสีมาวัดสระกำแพงใหญ่ ต.กำแพง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ โดยมีพระอธิการเครื่อง สุภทฺโท ( พระมงคลวุฒิ ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สุข โกวิโท เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระสมชาย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า รตนญาโณ ซึ่งแปลว่า ผู้มีญาณเพียงดั่งแก้ว หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้กราบลาพระอุปปัชฌาย์ ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่ วัดพงพรต ต.หนองห้าง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เพื่อไปศึกษาพระธรรมวินัยและการปฏิบัติสมาธิตลอดจนทั้งพุทธาคม โดยมี หลวงปู่เสาร์ เจ้าอาวาส วัดพงพรต เป็นผู้อบรมสั่งสอน และซึ่งในขณะนั้น หลวงปู่ใหญ่ลา วัดพงพรต มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก ด้วยทั้งตะกรุดโทน,ตะกรุดฝนแสนห่า เป็นที่ต้องการของชาวบ้านทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ อีกทั้งในตอนนั้น หลวงปู่ใหญ่ลา ก็ชราภาพมากแล้ว หลวงพ่อสมบูรณ์ จึงได้อยู่รับใช้ปรนนิบัติ พร้อมทั้งศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมกับ หลวงปู่ใหญ่ลา วิชาที่ได้เรียนมานั้น มีวิชา ตะกรุดโทน,ตะกรุดฝนแสนห่า,ตะกรุดเมตตามหานิยม,อ้อป่อง ในพรรษาแรกของการบวช หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้แสวงหาวิชาความรู้ต่อ จากอาจารย์ฆราวาส ชื่อ อาจารย์บุญทัน บุญมา เป็นอ้อหมอรำ ให้กับ หลวงปู่เครื่อง วัดสระกำแพงใหญ่ ซึ่งมีศักดิ์เป็น อาแท้ๆ จึงสอนวิชา อ้อป่อง ให้ จากนั้น หลวงพ่อสมบูรณ์ ก็ได้เรียนวิชา อ้อป่องและคาถาอาบน้ำว่าน ๗ อังคารจาก อาจารย์นัน บุญมา ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆด้วยเช่นกัน และ สุดท้าย ก็ได้เรียนวิชา แม่น้ำทั้ง ๕ ไล่ผี ถอนของ แก้คุณไสย จาก หลวงปู่เครื่อง วัดสระกำแพงใหญ่ ก่อนที่จะได้รับอารธนาจากศรัทธาญาติโยม นิมนต์ให้มาเป็นรักษาการเจ้าอาวาสอยู่ที่ วัดนาโนน ต.หนองไฮ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เมื่อมาอยู่เพียงไม่นาน ก็ได้เรียนวิชา ต้มสีผึ้งผีหุง จาก พระอาจารย์บุญส่ง วัดนาโนน ( หลวงลุง ) และได้ศึกษา ตำราธรรม ๙ โกฏิ อยุู่ที่วัดนาโนน พร้อมตำราพระเวทย์ต่างๆอีกด้วย หลังจากที่ได้ศึกษาเล่าเรียนจนเชี่ยวชาญในทุกแขนงวิชาที่เรียนมานั้น ในปี พุทธศักราช ๒๕๒๔ จึงได้ออกธุดงค์ จาก วัดนาโนน ไปกราบนมัสกการพระธาตุพนม เพื่อไปอธิษฐานจิตต่อหน้าพระบรมสารีริกธาตุ ที่ปรารถนาไว้ ปี พุทธศักราช ๒๕๒๖ ได้เข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาบาลี ที่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร โดยการสอบท่องปาฏิโมกให้ได้ หลวงพ่อสมบูรณ์ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สอบเข้าสังกัดวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหารได้ หลังจากที่สอบผ่านแล้ว ก็ได้มาอยู่ คณะ ๔ ซึ่งเป็นคณะเดียวกันกับเจ้าคุณพระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสในสมัยนั้น ในขณะที่ได้อยู่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหารนั้น ก็ได้พบตำราสมุดข่อยโบราณสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นสมบัติตกทอดของวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร หลวงพ่อสมบูรณ์จึงได้ศึกษาพระยันต์ต่างๆ จากตำราสมุดข่อยโบราณ ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญจนสำเร็จ ปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา นะปัดตลอด จาก อาจารย์สมาน อดีตเจ้าคณะ๔ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ก็ได้พบกับ พระอาจารย์แดง วัดสันกำแพง จ.หนองคาย (จ. บึงกาฬในปัจจุบัน ) พระอาจารย์แดง ได้มอบตำราสำเร็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ให้แก่หลวงพ่อสมบูรณ์ไว้เพื่อเรียนพระยันต์คาถาอาคม ต่อมา หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา คาถานะโมตาบอด จาก หลวงปู่เทพา วัดเซกา จ.หนองคาย ( ปัจจุบัน พระราชภาวนาโสภณเจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ ) ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา นะโมตาบอด,พระเจ้า๑๖พระองค์กับหลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ ต่อมา หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา มนต์พยัคฆ์ จาก พระอาจารย์เสือ วัดบ้านตาโกน จ.ศรีสะเกษ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๘-๒๕๔๙ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชาอาจอจาซิม(หมากินความคิด)กับอาจารย์สมุทร ต่อมามีเณรจากวัดพลับได้นำตำราใบลานโบราณมาถวายหลวงพ่อสมบูรณ์ ซึ่งหลวงพ่อสมบูรณ์ก็ได้เป็นผู้แปล และ เผยแพร่ พระคาถาโลกุตตรธรรม ทั้ง ๑๙ บท ทั้งหมด หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เรียนวิชา คาถาขุนแผนผูกจิต,คาถาเสกกุมาร จากพระอาจารย์อภิชาติ วัดเกาะสุวรรณนาราม ดอนเมือง ( เป็นคาถาของ หลวงปู่กล้าย วัดหงส์ฯ ) สุดท้าย หลวงพ่อสมบูรณ์ ได้ศึกษาร่ำเรียน วิชาโหราศาสตร์ และ เป็นผู้กำเนิดวิชา ตะกรุดคู่ชีวิตหนุนดวง อันลือลั่น ในปัจจุบัน
    ผู้สร้างเจดีย์พุทธาคมรตนญาณมุนีศรีนครลำดวน พระธาตุหนุนดวง วัดนาโนน อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

    fb_img_1750405234948-jpg.jpg

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของระบบความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพระอานนท์เถรเจ้ารุ่นแรกหลวงพ่อสมบูรณ์ วัดหงส์

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250915_215947.jpg IMG_20250915_220039.jpg IMG_20250915_215925.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กันยายน 2025
  14. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,422
    ค่าพลัง:
    +7,578
    ขอจองเหรียญพระอานนท์ครับ
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    _46_508.jpg 1758026058893.jpg

    ได้รับกล่าวขานว่าเป็นผู้ทำพิธีต่อพระชนมายุถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในหนังสืออิทธิฤทธิ์
    ท่านสำเร็จวิชาการต่อชะตาและช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติโยมผู้ตกทุกข์
    ถึงกาลของผู้มีแสงสว่างในธรรม
    เขียนโดย...อำพล เจน
    มีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่ง “หมอตำแย ทำงานส่งสัปเหร่อ”
    นั่นหมายถึง เกิดแล้วต้องตาย ถ้าไม่อยากตายต้องไม่อยากเกิด
    ในทางโลกการเกิดเป็นเรื่องน่ายินดี การตายเป็นเรื่องน่าเศร้าใจ ในทางธรรมการเกิดเป็นเรื่องน่าเศร้าใจ การตายเป็นการสิ้นทุกข์ไปคราวหนึ่ง เว้นแต่ผู้ถึงซึ่งพระนิพพาน การตายครั้งสุดท้ายจะปรากฏ แต่ใครจะรู้นอกจากตัวเอง
    หลวงพ่อบุญมี โชติปาโล วัดสระประสานสุข อุบลราชธานี ได้ถึงกาลมรณภาพแล้วเมื่อเวลา 11.45 น. ของวันที่ 4 มิถุนายน 2547 มีอายุรวม 95 ปี 3 เดือน 11 วัน
    เพิ่งรู้ว่าตัวเองยังไปไม่ถึงไหน ยังอยู่ในโลกอันตระการดุจราชรถที่คนเขลามัวข้องอยู่ เพราะว่าเศร้าเหลือพรรณนา
    ในรอบ 50 ปีหลังนี้ เมืองอุบลฯ มีครูบาอาจารย์ 2 องค์เป็นหลัก คือ หลวงพ่อชา สุภัทโท กับ หลวงพ่อบุญมี โชติปาโล ที่อาจกล่าวได้ว่ามีคุณธรรมเสมอกัน เป็นหลักยึด 2 หลักให้คนกำลังค้นหาแสงสว่างในธรรมได้ยึด แต่แล้วธรรมชาติก็ทำงานของมันไปอย่างไม่ปรานี มันทำลายอายุขัย และสังขารของหลักยึดทั้งสองให้สิ้นไปในที่สุด ธรรมชาติอีกเหมือนกันที่ยังให้คุณแก่ผู้ยังอยู่ได้มีความทรงจำที่ดีต่อไป
    ความทรงจำแจ่มชัดในวัยเด็กอันเกี่ยวข้องกับ หลวงพ่อบุญมี โชติปาโล มีแม่ของผมรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง แม่ผู้ซึ่งมีหลวงพ่อเป็นพระในใจอยู่ตลอดเวลา กับการแสดงออกด้วยการเดินทางไปกราบนมัสการ ถวายอาหาร และข้าวของทุกวันหยุดประจำสัปดาห์ นั่นจึงเป็นเหตุให้มีผมได้ร่วมเดินทางทุกครั้ง
    วันเสาร์เมื่อไหร่จะบอกตนเองเตรียมพร้อมไว้ ถ้าวันนี้แม่ไม่ไป ก็จะเป็นวันพรุ่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
    สมัยนั้น (ราวๆ ปี 2505) สนามบินนานาชาติทุกวันนี้ ยังมีสภาพไปทุ่งโล่ง มีลานบินคอนกรีตอยู่แค่ให้เครื่องบินขนาดเล็กขึ้นลงได้ เราใช้สนามบินเป็นทางเดินเท้าที่ลัดที่สุดเพื่อไปวัดหลวงพ่อ โดยการเดินผ่านสนามบินทุกสัปดาห์ และมีเพื่อนร่วมทางบ่อยที่สุดของแม่คือ น้าชัยฮวดซิ้ม กับอีกคนที่ไม่ถึงกับบ่อยนักคือ อาเหรียญฟ้ากู๊ ซึ่งมีลูกสาวรุ่นราวคราวเดียวกับผมคือ ปอเตียง ทั้งยังเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ห้องเดียวกันอีกด้วย
    ปอเตียง เป็นเด็กเรียนเก่ง สอบได้ที่ 1 ทุกครั้ง ส่วนผมที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทในตอนนั้น ทั้งเป็นญาติกันอีกต่างหาก ยังแค่ปานกลาง คือสอบได้ลำดับประมาณ 10 จะอ่อนแก่ก็แล้วแต่จังหวะของข้อสอบ
    ครั้งหนึ่งผมสอบได้ที่ 2 ส่วนปอเตียงยังคงได้ที่ 1 เหมือนเดิม เกิดเหตุอัศจรรย์ไปทั้งวงศ์สกุล แต่เบื้องหลังไม่มีใครทราบข้อเท็จจริง นอกจากปอเตียงกับผม 2 คน
    ปอเตียงให้ผมลอกข้อสอบ ไม่ใช่ย่อย รู้จักทุจริตข้อสอบตั้งแต่อายุแค่ 7 ขวบ
    นั่นแหละครับ ผมจึงมีเพื่อนคนเดียวที่ได้ร่วมเดินทางไปวัดหลวงพ่อในขณะที่แม่มีเพื่อน 2 คน
    ระหว่างเดินลัดสนามบิน หน้าฝนมีน้ำเจิ่ง และทุ่งดอกหญ้าสารพัดชนิด เด็กๆ 2 คน ไม่เบื่อเลยที่จะวิ่งเก็บดอกไม้ และเอาเท้าทั้ง 2 ข้างวิ่งลุยน้ำ กลิ่นอายของต้นหญ้า ดอกไม้ และน้ำฝน ยังคงจำได้ทุกวันนี้
    หลวงพ่อในสมัยนั้นกับสมัยปลายชีวิตของท่านยังอยู่ ในอิริยาบถและบรรยากาศเก่าๆ ยังนั่งอยู่บนศาลาพื้นเตี้ย ทำได้ด้วยไม้ มุงสังกะสี คล้ายๆ เพิงหมาแหงน แม้ว่าวัดจะใหญ่โตมโหฬารแค่ไหน ศาลาไม้เก่าๆ ยังอยู่
    จำไม่ลืมคือการเหยียบหัว
    ผมถูกเหยียบหัวทุกครั้งที่พบท่านในวัยเด็กทั้งชอบและเกลียด สถานการณ์แบบนี้ คือชอบเพราะรู้สึกอบอุ่นใกล้ชิด เกลียดเพราะท่านรู้ความลับที่ผมมีอยู่ในใจคนเดียวได้อย่างไร
    คำสอนพรั่งพรูออกจากปาก คำเดียวที่จำแม่นคือ ให้ปรนนิบัตกราบไหว้พระแก้ว 2 องค์ที่บ้าน คือ พ่อ กับ แม่ สอนอยู่เช่นนี้จนแม้ปลายชีวิตของท่านยังสอนไม่เสร็จ
    ใช่แต่ผม ท่านสอนทุกคน ไม่เลือกชั้นวรรณะ ให้รู้จักกตัญญูกตเวทิตาแก่พระแก้วที่บ้าน
    เหมือนว่าเป็นคุณธรรมแห่งอนาคต ที่ทำนายว่าวันหนึ่งพระจะลงนรกกันหมด ทำบุญกับพ่อแม่ในตอนนั้นจะมีอานิสงส์มากที่สุด ไม่มีทางรู้ว่าสมัยอันนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
    แต่ท่านสอนให้ระลึกถึงพระแก้ว 2 องค์อยู่เป็นนิตย์ เป็นเหตุให้การกราบพระก่อนเข้านอนของผมมี 6 ครั้ง จนถึงวันที่กลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์, หลวงพ่อบุญมี, พ่อ, แม่
    แปลกที่ความทรงจำของผมจะมีอยู่แค่ช่วงสั้นๆ แต่เพียงครั้งยังเด็ก นึกถึงหลวงพ่อเมื่อใด วัยเด็กแจ่มชัดทุกคราว แม้เห็นผ้าเช็ดหน้าที่ท่านลงอักขระด้วยปลายนิ้วชี้ ที่ทำให้ผมแต่คราวโน้น ความทรงจำก็มีอยู่แค่คราวนั้น
    ผ้าเช็ดหน้าสีขาวกลายเป็นเหลืองหม่น เป็นของมงคลอันเดียวที่ผมมีไว้ระลึกถึงท่าน
    วันที่แม่ใกล้จะสิ้นอายุขัย หลวงพ่อบุญมีอุ้มบาตรมาเยี่ยมไข้ที่แสนหนักถึงบ้าน เพื่อให้แม่ได้ใส่บาตร ก็เป็นอีกภาพหนึ่งที่ไม่ลืม
    ยังพอมีความทรงจำที่แจ่มใสอีกอันหนึ่ง เกิดขึ้นในคราวที่ทุกสิ่งทุกอย่างหายไปจากชีวิต หรือว่าชีวิตของผมหายไปจากทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ทราบ พ่อแม่ตาย อาเหรียญฟ้าตาย ปอเตียงหายสาบสูญ ไปไหนไม่รู้
    ผมกลับมาหาหลวงพ่ออีกครั้ง หลังจากไม่พบท่านเกือบ 30 ปี
    เดินเข้าไปในวัดอย่างคุ้นเคยเช่นเดิม ไม่พบหลวงพ่อ แต่คนวัดบอกว่าท่านอยู่อีกด้านหนึ่งของวัด ผมมุ่งหน้าไป เห็นพระแก่ๆ นั่งยองเอาผ้าคลุมหัวอยู่ใต้ร่มไม้ เข้าไปกราบด้วยแน่ใจว่าเป็นท่าน
    “มาหาใคร”
    “มาหาหลวงพ่อ”
    “นี่ไม่ใช่หลวงพ่อ หลวงพ่ออยู่โน่น” ท่านชี้ไปทางศาลาการเปรียญ
    ผมถอยกลับออกมาพอดีพี่สาวตามมาถึง ผมบอกว่าหลวงพ่ออยู่ที่ศาลา
    “ใครบอก”
    “หลวงพ่อองค์ที่นั่งอยู่นั่นแหละบอก”
    “นั่นแหละหลวงพ่อ”
    กลับเข้าไปใหม่ กราบท่านพร้อมๆ กับพี่สาว ท่านไม่พูดอะไร จนกระทั่งพี่สาวกราบเรียนท่านว่า
    “น้องชายหล่า (สุดท้อง) มาแต่กรุงเทพฯ พามากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อจำได้ไหมเจ้าคะ”
    “นี่ไม่ใช่น้องชายหล่า” ท่านตอบ
    ผมไม่รู้ปริศนาธรรมอันนี้ แต่ผมจำได้แม่นไม่เคยลืม
    ไม่มีอะไรใช่ทุกอย่าง
    ไม่ใช่ไปหมดทุกอย่าง
    จนถึงวันนี้ วันที่หลวงพ่อจากไปแล้ว และขณะที่กำลังรำลึกถึงท่านตามแบบของผม ก็ยังไม่รู้ว่าใช่หรือไม่
    บางทีจะค้นพบแสงสว่างแห่งธรรม แล้วเข้าใจว่านั่นไม่ใช่แสงสว่างแห่งธรรม จึงจะเป็นวันที่เข้าใจปริศนาของคำว่าไม่ใช่ ก็ได้ใครจะรู้
    สาธุ สาธุ สาธุ ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารศักดิ์สิทธิ์
    ฉบับที่ 516 วันที่ 1 กรกฎาคม 2547
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    หลวงปู่บุญมี โชติปาโล
    ทำพิธีต่อพระชนมายุถวายแด่สมเด็จพระสังฆราช
    เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๖
    มีเหตุการณ์ปาฏิหาริย์อีกเรื่องหนึ่งที่โจษขานกันไปทั่ว กล่าวคือ เมื่อครั้งที่มีงานมหาพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งคชวัตร และพระรูปเหมือนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวัฑฒโน) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ ๙๐ พรรษา (ภายหลังจากที่ทรงหายจากอาการพระประชวรหนักจนจวนเจียนจะสิ้นพระชนม์ แต่ทรงเจริญอิทธิบาท ๔ จนสามารถเจริญพระชนมายุต่อมาได้โดยสวัสดิภาพอย่างน่าอัศจรรย์ไม่นาน) ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ โดยครั้งนั้น “พระภาวนาวิศาลเถร (หลวงปู่บุญมี โชติปาโล)” พระอริยเจ้าผู้มีพลังจิตเข้มขลังยิ่งแห่งวัดสระประสานสุข จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับอาราธนามานั่งปรกอธิษฐานจิตในพิธีพุทธาภิเษกด้วย
    เมื่อพิธีพุทธาภิเษกเสร็จสิ้น หลวงปู่บุญมีได้ลุกจากอาสนะสงฆ์ที่นั่งอยู่ แล้วเดินตรงเข้ามาหา ยืนต่อเบื้องพระพักตร์ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ โดยมิได้ทรุดกายลงกราบ พร้อมกับเอาผ้าขนหนูผืนน้อยที่ไว้สำหรับเช็ดหน้าเช็ดปากลูบไล้เช็ดตามพระวรกาย ตั้งแต่พระเศียร (หัว) พระพักตร์ (หน้า) วนไปวนมาอยู่หลายรอบ เสร็จแล้วลงมาที่พระพาหา (ไหล่) พระกร (แขน) และพระอุระ (หน้าอก) อย่างที่ไม่มีใครนึกฝันหรือคาดคิดมาก่อน สร้างความตกตะลึงพรึงเพริดให้บังเกิดขึ้นแก่ศิษย์อุปัฏฐากของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ และทุกๆ คนที่ไม่ทราบความนัยเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อเห็นทุกๆ คน (ยกเว้นแต่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ) บังเกิดความสงสัยแปลกใจอย่างเต็มที่ ศิษย์ติดตามของหลวงปู่บุญมีจึงกราบทูลชี้แจงในอริยาการดังนั้นมาทีเดียวว่า “หลวงปู่กำลังทำพิธีต่อพระชนมายุถวายแด่ฝ่าพระบาทอยู่ ขอรับกระหม่อม”
    เมื่อถึงที่สุดแห่งการพิธี หลวงปู่บุญมีได้ก้มลงกราบที่พระอุระ (หน้าอก) โดยมิได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ขณะที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เองก็มิได้ออกพระวาจา หรือแสดงอาการหลบเลี่ยงอย่างไม่สบพระทัยแต่อย่างใดทั้งสิ้น จากนั้นหลวงปู่บุญมีก็ได้กุมพระหัตถ์ (มือ) ทั้งสองของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ขึ้นอธิษฐานเหมือนหนึ่งจะถวายพระพรให้ทรงพระเจริญด้วยพระชนมายุยิ่งยืนนานกว่า ๑๐๐ พระวัสสา ค้ำชูบูชาคุณบวรพระพุทธศาสนาให้สถาพรสืบต่อไปตราบชั่วจิรกาลเป็นปัจฉิมวาระ
    แม้จะมีพรรษายุกาลมากกว่า แต่หลวงปู่บุญมีก็ก้มลงกราบแทบองค์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ อย่างนอบน้อมในพระคุณธรรมอันประเสริฐสุด เป็นที่ประทับตาประทับใจแก่พุทธศาสนิกชนทุกผู้ทุกนามที่มีบุญได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง
    โดยเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ศิษย์ติดตามของหลวงปู่บุญมีระบุว่า เป็นการทำพิธีต่อพระชนมายุถวายแด่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก่อนที่หลวงปู่บุญมีจะละสังขารด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันศุกร์ที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๗ หลังจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นเพียง ๘ เดือนเท่านั้น
    หมายเหตุ : เรื่องการทำพิธีต่อพระชนมายุฯ นี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสืออิทธิฤทธิ์
    ...คัดลอกเนื้อหาบางตอนมาจาก...
    ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่บุญมี โชติปาโล” วัดสระประสานสุข
    http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=44953

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นแรก หลวงปู่บุญมีโชติปาโล วัดสระประสานสุข ปี ๒๕๓๐

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250916_193939.jpg IMG_20250916_194004.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1758027434094.jpg 1758027358278.jpg

    .....ภาพถ่ายขณะถวายเพลิงศพ หลวงปู่สุภาพ ซึ่งปรากฎ เป็นภาพหลวงปู่นั่งอยู่กลางกองเพลิง
    ท่านดำรงขันธ์เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่ศิษยานุศิษย์มาจนกระทั่งช่วงปี พศ.๒๕๓๓ ท่านก็มีดำริให้ลูกศิษย์สร้างเหรียญบูชาขึ้นมา ๑ รุ่น ในคืนที่ทำพิธีปลุกเสก ท่านก็เรียกช่างที่ดำเนินการทำเหรียญมาเพื่อชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดพร้อมกับมอบหมายงานต่างๆ ให้รองเจ้าอาวาสเป็นที่เรียบร้อย แล้วท่านก็เข้ากุฏิจำวัดในท่านั่ง รุ่งเช้าศิษย์ที่คอยอุปัฏฐากจึงพบว่า......
    .......หลวงปู่สุภาพ ธัมมปัญโญ ท่านละสังขารไปในท่านั่งในคืนที่ผ่านมานั่นเอง เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ เวลา ๑๙.๓๐ น. ณ วัดทุ่งสว่าง บ้านโคกคอน ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่สุภาพ ธัมมปัญโญ ๏
    วันนี้วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ เป็นวันครบรอบ ๓๔ ปี การละสังขาร หลวงปู่สุภาพ ธัมมปัญโญ วัดป่าทุ่งสว่าง บ้านโคกคอน ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร หลวงปู่สุภาพมีนามเดิมว่า สุภาพ จรรยา เกิดเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2465 ที่บ้านโคกคอน ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เป็นบุตรชายคนโตของครอบครัวชาวนา ชีวิตวัยเยาว์ของ ด.ช.สุภาพ ต้องช่วยครอบครัวทำนาหาเลี้ยงชีพมาตั้งแต่เล็ก ด้วยนิสัยที่ชอบเรื่องบุญเรื่องกุศล จึงได้ขอบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุครบ 17 ปี ในพ.ศ. 2482 โดยได้เข้าบรรพชาที่วัดธาตุมีชัย ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร อันเป็นวัดประจำหมู่บ้าน
    บรรพชาแล้วสามเณรสุภาพ ก็ได้มีโอกาสศึกษาเท่าที่ครูบาอาจารย์จะเมตตาให้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการหาเรียนหาอ่านเองเสียมากกว่า เนื่องจากไม่มีครูบาอาจารย์มาอบรมใกล้ชิด ผู้ที่บวชในยุคนั้นเมื่อบวชเข้ามาแล้วก็มักจะอยู่เฉยๆ ไม่มีโอกาสศึกษาการประพฤติ ปฏิบัติอันเนื่องมาจากไม่มีผู้สอน
    บวชอยู่ได้ 2 ปีจึงสึกออกมาช่วยครอบครัวทำมาหาเลี้ยงชีพต่อด้วยรู้สึกสงสารที่บิดามารดา ต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงน้องร่วมสายเลือดอีกหลายชีวิต แต่ใจก็ยังคงคิดถึงการบวชเป็นพระอยู่เสมอ และคิดไว้ว่าหากทำงานหาเงินให้ครอบครัวพอหมุนเวียนได้เมื่อไหร่ก็จะไปบวช เป็นพระอีกครั้ง
    หลังก้มหน้าทำงานอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวอยู่หลายปีจนบิดามารดาและ น้องๆ ไม่ได้รับความลำบากอีกแล้ว หลวงปู่สุภาพจึงสละทางโลกหันหน้าเข้าสู่ทางธรรม โดยอุปสมบทเป็นพระภิกษุในฝ่ายมหานิกาย เมื่อ เดือนเมษายน พ.ศ. 2486 ( อายุ 21 ปี ) โดยมีเจ้าอธิการอ่อน สี วัดธาตุมีชัย เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนพระกรรมวาจาจารย์และอนุสาวนาจารย์ นั้นไม่ปรากฎ มีฉายาว่า “ธัมมธโร” แล้วมาจำพรรษาที่ วัดธาตุมีชัย บ้านโคกคอนที่วัดธาตุมีชัย ซึ่งเป็นวัดเดียวกับที่ท่านเคยบวชเณรนั่นเอง
    ครั้นบวชแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ศึกษาการปฏิบัติภาวนาเสียที ท่านจึงเริ่มมองหาครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อที่จะไปขอโอกาส อยู่ฝึกปฏิบัติด้วย
    5 ปีต่อมา หลวงปู่สุภาพจึงญัตติใหม่ในฝ่ายธรรมยุต เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2491 แรม 8 ค่ำ เดือน 6 โดยมีพระมหาเถื่อน อุชุกโร เป็น พระอุปัชฌาย์ มีพระอาจารย์ลี อโสโก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น อ.บ้านดง จ.อุดรธานี ญัตติเรียบร้อยแล้วท่านก็มาจำพรรษาที่วัดทุ่งสว่าง อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร จากนั้นจึงมุ่งไปพบหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ หนึ่งในศิษย์องค์สำคัญของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่บ้านดงเย็น อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี เพื่อที่จะกราบขอโอกาสในการอยู่ฝึกปฏิบัติภาวนาด้วย
    เมื่อพบกัน หลวงปู่พรหม ก็ถามขึ้นก่อนว่า “เอาจริงหรือ” หลวงปู่สุภาพจึงตอบไปว่า “กระผมตั้งใจจะมาขอรับการปฏิบัติจากท่าน ขอเมตตาสั่งสอนผู้น้อยด้วยเถิดครับ”
    ได้ฟังคำยืนยันดังนั้น หลวงปู่พรหมจึงเมตตาให้อุบายธรรมในการปฏิบัติ ท่านว่า “ทำภาวนานั้น พุทโธ เรื่อยๆ ไป ทำความเพียรมากๆ ทำติดต่อกันไป หนึ่งปีไม่ได้อะไร ก็สองปีสามปี ต้องดีสักวันหนึ่ง”
    สิ่งอื่นไม่ ต้องระวังจนเกินไปจงทำภาวนาพุทโธอย่างเดียว สิ่งที่ไม่รู้ ก็จะรู้ สิ่งที่ไม่เข้าใจก็จะเข้าใจ สิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็จะเห็น ไม่ต้องถามใคร มันรู้มันก็จะหายสงสัยเอง ขอให้ใจสงบอย่างเดียวเท่านั้น มันจะไม่มีคำถาม นอกจากคำตอบอย่างเดียว
    ล่วงเข้าพรรษาที่ 2 หลวงปู่สุภาพจึงมีโอกาสไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น
    หลวงปู่สุภาพเมตตาเล่าเรื่องราวในช่วงนี้เอาไว้ว่า “เราคิดว่ายังอ่อนแออยู่ ไม่อยากให้ครูบาอาจารย์ท่านต้องพะวงกับเรา เวลานั้นกิตติศัพท์ของท่านหอมฟุ้งไปหมด จิตใจฝักใฝ่อยากไปพบ อยากไปกราบท่าน แต่ยังไม่ตัดสินใจจะเข้าไปบ้านหนองผือ เพราะคิดว่ายังภาวนาไม่เป็นก็ไม่อยากเป็นภาระกับครูบาอาจารย์ จนก่อนเข้าพรรษาจึงตัดสินใจไปกราบท่าน
    แรกๆ คิดว่าเข้าพบท่านพระอาจารย์มั่นยากและท่านคงดุ แต่เมื่อพบจริงๆ หลวงปู่เสียดายเวลากับลังเลใจมากนานแสนนาน เพราะคิดว่าเรายังไม่พร้อม เวลานั้นท่านชรามาก อาการอาพาธของท่านมีบ้างแล้ว แต่จิตใจของท่านกล้าหาญไม่เคยเสียทีแก่กิเลส ไม่วุ่นวายเหมือนคนแก่ใจฝ่อทั้งหลาย
    ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาแนะนำธรรมะทำให้เกิดกำลังใจมาก ได้พบหมู่คณะพระป่าด้วยกันอย่างเต็มที่ ได้กราบครูบาอาจารย์จำนวนมากที่มาชุมนุมกัน”
    หลวงปู่สุภาพอยู่กับพระอาจารย์มั่นจนกระทั่งออกพรรษา ท่านก็ละสังขารไป หลวงปู่สุภาพจึงกลับมาจำพรรษาที่วัดทุ่งสว่าง กระทั่งพรรษาที่ 3 จึงตัดสินใจออกเดินธุดงค์เข้าป่าเพื่อฝึกปฏิบัติภาวนา โดยเดินธุดงค์ไปในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน ภาคเหนือ รวมทั้งเคยไปจำพรรษาที่เขาพระวิหารประเทศกัมพูชา
    ระหว่างการเดินธุดงค์นั้นท่านร่วมปฏิบัติกับพ่อแม่ครูอาจารย์สายพระอาจารย์ มั่นหลายองค์ อาทิ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ท่านพ่อลี ธัมมธโร พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ และพระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย
    ระหว่างเส้นทางธุดงค์นั้นหลายครั้งหลายคราที่สังขารถูกรุมเร้าด้วยเวทนา อย่างหนักจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่หลวงปู่สุภาพก็ยึดเอาธรรมเป็นที่ตั้งจนผ่านมาได้ทุกครั้ง
    ท่านเมตตาเล่าความตอนนี้เอาไว้ว่า เมื่อคราวที่ธุดงค์ไปจำพรรษาที่เขาพระวิหารนั้น ได้อาพาธเป็นโรคมาลาเรียอย่างหนัก ท่านว่าความเจ็บป่วยด้วยโรคมาลาเรียครั้งนั้นบั่นทอนจิตใจตลอดถึงการภาวนา มาก พอเป็นไข้ก็ลุกไม่ไหว เดินไม่ไหว
    “เวลาเจ็บปวดเหมือนใครเอาเชือกมารัดศีรษะ แล้วขมวดเกลียวเข้ามาๆ ปวดเหลือทน เลยขออธิษฐานจิตว่า แม้จะตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บก็ไม่ว่าละ ที่อาตมาสละบ้านเรือนมาอยู่ป่าดงพงไพรไกลญาติพี่น้อง ก็เพื่อธรรมะของพระพุทธเจ้า แม้ไม่พบธรรมะตายเสียก่อน ขอให้เป็นไปชาติหน้ากลับมาทำความเพียรต่อไปอีก”
    เมื่อยาที่จะรักษาก็ไม่มี หลวงปู่สุภาพจึงใช้ธรรมโอสถ เอาชนะโรคภัยที่รุมเร้า “เราฝึกฝนเอาความดี เอาธรรมเข้าสู่จิตใจมากๆ ที่สุด แล้วตั้งจิตให้มั่นคงต่อคุณความดีนั้น
    ส่วนความเจ็บป่วย ปวดรวดร้าวแค่ไหนก็ตาม อย่าให้มันไหลเข้าสู่จิตใจ ปิดจิตใจเสีย อย่าเปิดรับความเจ็บปวด ถ้าระงับได้ ธรรมโอสถก็สามารถรักษาโรคร้ายได้”
    “จิตใจมันไม่เคยทุกข์เลยนะ จิตมันสบาย อาการเจ็บไข้ได้ป่วยมันไหลเข้าสู่จิตใจไม่ได้ มันก็ดีแต่อยู่ภายนอก จิตใจมันสบายดีทุกอย่างไม่คลอนแคลน เวลานั้นมันเฉยๆ สบายแม้ตายเมื่อไรก็ไม่เป็นห่วง จิตใจมันมีที่พึ่งแล้ว มันก็สบาย
    “ส่วนโรคภายนอกก็พิจารณาธรรมะ เอาเวทนาตั้งไว้ แล้วเพ่งมองอยู่ด้วยจิตใจมั่นคง ในที่สุดธรรมโอสถก็สามารถระงับดับโรคร้ายนี้ได้จริงๆ”
    แม้ในช่วงหนึ่งอาการป่วยจะรุนแรงจนสังขารแทบจะทนไม่ไหว ท่านก็พยายามรวบรวมสติกำหนดรู้อยู่ตลอด หลวงปู่สุภาพเล่าช่วงเวลานั้นเอาไว้ว่า “เวลานั้นลมหายใจของเราค่อยๆ มันจะดับ กำลังวังชาหมดนะทำอะไรไม่ได้เลยเวลานั้น มันนอนอยู่เฉยๆ ลมหายใจเข้าไม่ถึงปอดนะ พอหายใจเข้ามันเหมือนกับมีอะไรมาดันลมเอาไว้ ก็กำหนดรู้ โอ...นี่เราใกล้จะตายแล้วนะ
    “ลมเฮือกที่ 2 หายใจเข้าสิ่งภายในไม่ยอมรับ มันดันลมมาถึงลิ้นปี่ ลมหายใจที่ 3 หายใจเข้าไปถึงกลางอกก็หยุดอีก เพราะมันเหมือนมีอะไรดันอุดตันไว้ ลมหายใจที่ 4 หายใจเข้าไปถึงแค่กระเดือก ก็หยุดแค่นั้น ดันลมไว้ไม่ให้เข้า เกือบจะหมดลมแล้วนะ ลมหายใจที่ 5 หายใจเข้าอีก คราวนี้ลมวิ่งไปได้นิดเดียวแล้วหยุด
    “ลมหายใจสุดท้าย หายใจเข้า มีลมนิด พอสัมผัสปลายจมูกก็เงียบไป ไม่ทราบว่าลมอะไรจึงว่างอย่างนี้ คิดนะ พอมันมีช่องว่าง ลมข้างนอกก็ดันเข้ามาทางจมูก นี่เป็นความรู้สึกในขณะนั้นนะ ลมหายใจก็ค่อยๆ ลึกลงๆ ลึกเข้าปอด จากนั้นก็หายใจเข้า-ออกสบายขึ้นเรื่อยๆ จนที่สุดก็เป็นปกติ”
    หลวงปู่จึงพูดกับหมู่คณะว่า “โอ...นี่เราตายไปแล้วนี่นะ กำหนดรู้ทุกขณะจิต เรารู้แล้วว่าคนตายมันเป็นอย่างนี้นี่เอง” หลังจากวันนั้นอาการก็ค่อยๆ ทุเลาและหายในที่สุด
    ด้วยอุปนิสัยพูดน้อยและเก็บตัว จึงทำให้ไม่มีเทศธรรมของหลวงปู่สุภาพ ถูกบันทึกไว้มากนัก แต่เทศนาธรรมสั้นๆ บางตอนที่มีผู้บันทึกไว้ ก็กินความในทางธรรมอย่างลึกซึ้ง
    “คนเราเกิดมาเหมือนคนตาบอด เพราะมีอวิชชาติดตามปกปิดตาเราเรื่อยมา มันไม่อยากจะเปิดตาให้เราเห็นความดีหรอก ก็เหมือนละครในจอกระจก มันเล่น มันร้อง มันตลก มันหัวร่ออยู่ในนั้น มันหลอกลวงตาเราตลอดเวลา เราก็ไม่ยอมละวางเที่ยวเพ่งมองมายาของมันนั้น
    “ต่อเมื่อพ่อแม่ ครูอาจารย์ ท่านได้มาฉีกตาให้ดู ชี้ให้เห็นว่า นี่เป็นธรรมะแท้ๆ ของพระพุทธเจ้า นี่เป็นของดีมีประโยชน์ ดังนั้นพวกเราจึงประพฤติปฏิบัติตาม การศึกษาธรรมวินัยให้ถือเป็นสิ่งสำคัญ ให้มีการฝึกฝนขยันหมั่นเพียร การทำความพากเพียรมากๆ นั้น จะเกิดอิสระทางจิตใจมาก ขออย่าได้เกียจคร้านเลย
    “ธรรมะมิใช่มายา มิใช่ของเล่น ใครก็ตามเมื่อรู้ธรรมะ ก็จงรีบเร่งปฏิบัติได้แล้ว”
    ท่านดำรงขันธ์เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่ศิษยานุศิษย์มาจนกระทั่งช่วงปี 2533 ท่านก็มีดำริให้ลูกศิษย์สร้างเหรียญบูชาขึ้นมา 1 รุ่น ในคืนที่ทำพิธีปลุกเสก เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 เวลา 19.30 น. ณ วัดทุ่งสว่าง บ้านโคกคอน ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านก็เรียกช่างที่ดำเนินการทำเหรียญมาเพื่อชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดพร้อมกับ มอบหมายงานต่างๆ ให้รองเจ้าอาวาสเป็นที่เรียบร้อย แล้วท่านก็เข้ากุฏิจำวัดในท่านั่ง รุ่งเช้าศิษย์ที่คอยอุปัฏฐากจึงพบว่าท่านละสังขารไปในท่านั่งในคืนที่ผ่านมานั่นเอง สิริรวมอายุ 69 ปี 10 เดือน 9 วัน พรรษา 48

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นแรกรุ่นเดียวของท่าน หลวงปู่สุภาพ สภาพไม่สวยแต่ไม่แพง

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250916_195924.jpg IMG_20250916_200122.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 กันยายน 2025
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1726992039848.jpg FB_IMG_1726992044978.jpg FB_IMG_1758029839141.jpg

    ........กระแสจิตของ
    พระครูธรรมาภิราม พุ่งออกมาเหมือนหอก เป็นกระแสเล็กแต่พุ่งแรงมาก แสดงว่าพระครูธรรมาภิราม เป็นพระนักเลง ชอบคงกระพันชาตรี
    ทางเลือกของคน ที่อยากมีพระผงยันต์เกาะเพชร ดีๆ ไว้ใช้สักองค์ หรือ คนที่อยากใช้ผงยันต์เกราะเพชร หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งหลวงพ่อบุญธรรม )พระครูธรรมาภิราม)ได้รับมอบจากหลวงพ่อปานมาเยอะมาก เพื่อทำพระเครื่องชุดนี้
    หลวงพ่อบุญธรรม นับได้ว่าไม่เป็นสองรองใครในเรื่องของความขลังและศักดิ์สิทธิ์
    ประวัติจากหนังสือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่เขียนไว้เกี่ยวกับหลวงพ่อบุญธรรม
    (พระครูธรรมาภิราม)
    ใน หนังสือเรื่องจริงอิงนิทาน ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ กล่าวว่า พระครูธรรมาภิรามองค์นี้ เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์นี้ชอบเล่นฤทธิ์ ชอบนัก ไอ้เรื่องแสดงฤทธิ์แสดงเดชน่ะชอบ ทำหน้าให้เป็นผู้หญิงบ้าง หน้าให้เป็นผู้ชายบ้าง หน้าสวยบ้าง หน้ายักษ์บ้าง แบบนี้เพียงแค่แกเสกแป้งผัดหน้า หน้าแกจะเปลี่ยนไปทันที แล้วก็เปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดเจน เขาเรียกว่าเรียนพรหมสี่หน้า แต่ความรู้ของแกเยอะ องค์นี้จิปาถะ บอกไม่ถูกเรื่องคาถามอาคมนี่เก่งจริงๆ ดีทุกด้าน แต่ว่ามีดีพิเศษอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือเรื่องเล่นโชว์ชาวบ้าน ได้แก่การแต่งหน้าแบบหนึ่ง อีกแบบหนึ่งแขนสั้นแขนยาว ไอ้แขนสั้นแขนยาวน่ะชอบเล่นเป็นปกติ บางทีแกนั่งๆ อยู่แกหยิบอะไรไม่ถึงแกก็เอามือตบๆ แขน แล้วแกก็ร้องว่า ยาวๆๆ ในที่สุดขาแกก็ยาวยาวจนกระทั่งหยิบของอันนั้นถึง แกขี้เกียจใช้ชาวบ้าน เวลาอยากจะดูแขนสั้นแขนยาวแกก็ชอบทำให้ดู ไอ้นี่เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ว่าตาสีตาสาเท่านั้นนะที่รู้ว่าพระครูธรรมาภิรามเป็นคนทำแขนสั้นแขนยาวได้ ใครๆ ก็ดูได้ถ้าปรารถนาจะดู ท่านทำให้ดูเสมอ ถ้าจะถามว่านี่เป็นวิชาอะไรก็บอกได้ว่าเป็นวิชาสมาธิ สมาธิอะไรก็ช่าง จะเป็นกสิณหรืออะไรก็ช่าง ถ้ากำลังสมาธิดีก็ทำได้ ถ้าอยากจะทำกันนะ แต่มันก็ไม่มีอะไรทำให้ชาวบ้านดีขึ้นมาหรอก นอกจากว่าจะทำให้ดูแบบเล่นกลเท่านั้น
    เมื่อไปนั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์ตั้งจิตอธิษฐาน อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า คือมองดูพระประธานเป็นกำลัง ขอบารมีพระพุทธเจ้าได้โปรดสงเคราะห์ ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะดูอานุภาพจิตของพระแต่ละองค์ที่มานั่งปลุกพระในวันนี้ ถ้ากระแสจิตของบุคคลใด มีขนาดเท่าใด มีอานุภาพอย่างไรก็ขอให้ปรากฏแก่อารมณ์ของข้าพระพุทธเจ้า นึกเท่านี้นะ อธิษฐานเอาตามเรื่อง ตามเรื่องของคนที่ไม่มีฌานสมาบัติชั้นดีอย่างเขาหรืออาจจะไม่มีเลย พออธิษฐานเท่านั้นก็จับลมหายใจเข้าออก ทำจิตสงบนิดหนึ่ง ก็เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ นี่เป็นอำนาจของพุทธานุภาพจริงๆ นะ ไม่ใช่ความดีของอาตมา เห็นกระแสจิตของพระทุกองค์ใสแจ๋ว เหมือนกับเห็นของในเวลากลางวัน สำหรับกระแสจิตหลวงพ่อนาคนี่พุ่งออกมาใหญ่เหลือเกิน คลุมเครื่องรางของขลังทั้งหมด เรียกว่าแสงสว่างของจิตแทรกลงไปในเครื่องของขลังอยู่ที่ผิดด้านหน้า ยันข้างล่างสุด เรียกว่าคลุมหมด อาบลงไปหมดเลย โพลงสว่างชัด ของพระครูธรรมาภิราม พุ่งออกมาเหมือนหอก เป็นกระแสเล็กแต่พุ่งแรงมาก แสดงว่าพระครูธรรมาภิราม เป็นพระนักเลง ชอบคงกระพันชาตรี ของหลวงพ่อนาคนี่เต็มไปด้วยอำนาจพระพุทธบารมีจริงๆ มีความเยือกเย็นสบายๆ ยังไงชอบกล แต่พระอีก 9 องค์ มองดูไปแล้วกระแสจิตไม่ได้ออกมา เหมือนกับจุดเทียนจุดริบหรี่ ปักอยู่ในอกนั่นเองอยู่เฉยๆ เป็นดวงนิดหนึ่ง แล้วก็อยู่ในอกเฉยๆ ก็นั่งดูอยู่ยังงั้นจนกว่าเขาจะเลิกปลุกกัน
    หลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านให้ความเคารพนับถืออีกองค์หนึ่งและหลวงพ่อเคยเขียนเรื่องของท่านไว้ในหนังสือเรื่องจริงอิงนิทาน ลองไปหาอ่านกันดูครับ
    “หลวงพ่อบุญธรรม” (ถ้าท่านผู้อ่านไม่มีพระเนื้อดินของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จะใช้พระผงของหลวงพ่อบุญธรรม แทนรับรองพุทธคุณไม่แพ้กัน เพราะสร้างตามแบตำราเดียวกัน )
    นอกจากพระเครื่องเนื้อผง ท่านยังได้ทำสิ่งมงคลสำหรับบูชาประจำบ้านเรือนที่ลูกศิษย์นิยมกันมากในสมัยนั้นคือ ผ้ายันต์ประจำบ้านเรือนหรือโรงงานป้องกันภัยพิบัติต่าง ๆ ผ้ายันต์สามเหลี่ยมชายธงที่หลวงพ่อสักอักขระเลขยันต์ด้วยลายมือท่านเอง ทางด้านเมตตามหานิยมก็มี สาลิกา และเทียนสีผึ้งสำหรับทาริมฝีปาก เพื่อความมีเสน่ห์ในการเข้าหาพบปะผู้ใหญ่ เป็นต้น ส่วนบทพระคาถาต่าง ๆ ที่ลูกศิษย์ลูกหาเรียนไป เพื่อไว้อธิษฐานใช้ประจำตัวนั้น ผู้ที่นำไปใช้ห้ามลักขโมย ไม่ให้ปล้น ไม่ให้ดื่มเหล้า จึงจะมีคุณต่าง ๆ ตามความประสงค์
    ในช่วงที่หลวงพ่อบุญธรรมท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านยังได้ทำเหรียญเนื้อโลหะรูปเหมือนของท่านด้วยตามความปรารถนาของบรรดาลูกศิษย์รวม ๓ รุ่น เป็นเนื้อทองแดงกะไหล่ทองทั้งหมด และสิ่งที่จะขาดเสียมิได้นั้นคือการลงจารตัวยันต์เกราะเพชรลงในแผ่นเงิน แผ่นทอง หลอมละลายเป็นชนวนสำคัญในเนื้อเหรียญทั้ง ๓ รุ่น
    สิ่งมงคลวัตถุมงคล และพระเครื่องต่าง ๆ ของหลวงพ่อบุญธรรม เมื่อเวลาท่านนำมาแจกให้แก่ลูกศิษย์ หรือผู้ที่นับถือท่านหลวงพ่อจะเสกเป่าประสิทธิ์ประสาทมอบให้กับมือเองอีกครั้งหนึ่ง และไม่มีการตั้งราคาว่าจะต้องทำบุญองค์ละเท่าไร! เพราะหลวงพ่อท่านถือว่าสร้างขึ้นเพื่อแจก นอกจากว่าท่านที่รับพระเหล่านั้นจะทำบุญเองตามความสมัครใจของแต่ละคน ก็สุดแต่ความศรัทธา ด้านพระพุทธคุณ ของ ๆ ท่านดีเด่นทางเมตตามหานิยม ให้โชค ให้ลาภ แคล้วคลาดจากภัยพิบัติอันตรายใด ๆ ทั้งปวง และโดยเฉพาะในทางมหาเสน่ห์ด้วยแล้วหากปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม นับว่าของของท่านเป็นที่เชื่อถือได้ มีความนิยมกันมากในหมู่บรรดาลูกศิษย์และคนที่ทราบประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อบุญธรรม
    หลวงพ่อบุญธรรม นับได้ว่าไม่เป็นสองรองใครในเรื่องของความขลังและศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากท่านได้ร่ำเรียนวิชาต่างๆไว้มากมาย จากหลากหลายอาจารย์ และท่านยังเป็นผู้ที่ระลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ต่างๆโดยเสมอ ดังนั้นเมื่อถึงวันเสาร์แรกของเดือนห้า ทุกๆปี ท่านจะจัดงานไหว้ครู ขึ้นโดยที่จะมีลูกศิษย์ของท่านเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทุกปี นอกจากจะเป็นที่พึ่งให้บรรดาชาวบ้านทางด้าน ยาแผนโบราณ และทางเวทย์มนต์คาถาแล้ว ท่านก็ยังเป็นหัวแรงในการพัฒนาชุมชนและวัดวาอารามต่างๆที่ขัดสน อีกด้วย ซึ่งก็ปรากฏหลักฐานเป็นอาคารต่างๆ ทั้งในวัดและโรงเรียนในท้องที่ต่างๆทั้งในจังหวัดนครปฐมเองและที่อื่น
    พระเครื่องที่ท่านสร้างไว้มีหลายพิมพ์ เช่น พระพิมพ์สมัยทวาราวดี ซึ่งท่านได้แม่พิมพ์ของเก่าจากในวัดพระปฐมเจดีย์นั่นเอง พระพิมพ์สมเด็จ มีหลายขนาด ท่านสร้างขึ้นด้วยผงสีขาว โดยมีผงยันต์เกาะเพชรที่ท่านทำขึ้นจากวิชาที่เรียนมาจาก หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ( หรือบางตำราว่าท่านได้รับผงยันต์เกาะเพชร จากหลวงพ่อปาน มาเป็นส่วนผสมจำนวนมาก ) เป็นมวลสารสำคัญ ด้านหลังพระพิมพ์สมเด็จของท่านมักจะมีตัวอักษร ธ กดจมลงในเนื้อ ซึ่งคงจะหมายถึง หลวงพ่อบุญธรรม นั่นเอง
    สมเด็จ หลัง "ธ" สร้างโดยพระปฐมเจติยาทร (หลวงพ่อบุญธรรม ธมฺมาราโม) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม ศิษย์เอกและหลานของหลวงพ่อปาน โสนนฺโทวัดบางนมโคอ.เสนาจ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สืบทอดต้นตำรับวิชาเป่ายันต์เกราะเพชร พุทธคุณครอบจักวาล โดยเฉพาะพระสมเด็จหลัง ธ ของหลวงพ่อบุญธรรม คุณสุธี
    สูงกิจบูลย์ เคยเล่าให้พระมหาวัดพระปฐมเจดีย์ฟังว่าได้มีเพื่อนที่รู้จักกันกับแกเคยรอดตายจากการถูกงูเห่ากัดในขณะอยู่ในป่า แต่นึกขึ้นได้ว่ามีพระสมเด็จหลัง ธ อยู่ที่ตัวด้วยความเชื่อและศรัทธาในพุทธคุณของพระสมเด็จเลยตัดสินใจเคี้ยวกินพระสมเด็จเนื้อผงหลัง ธ ไปครึ่งองค์จึงรอดตายมาได้ ส่วนอีกครึ่งองค์ได้นำไปเลี่ยมทองขึ้นคอ นี่คืออานุภาพของพระสมเด็จหลัง ธ ผสมผงยันต์เกราะเพชรและทุกวันเสาร์ 5 แรกจะมีพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรเป็นประจำจนหลวงพ่อบุญธรรมมรณภาพจากไป นี่แหละสุดยอดพระเครื่องพุทธคุณที่ควรหามาบูชาติดตัวทั้งเมตตามหาลาภป้องกันคุณไสย คุณผี อันตรายต่าง ๆ ที่สำคัญคนนครปฐมเก็บเงียบเป็นพระใช้ประจำกาย
    " อานุภาพพุทธคุณสมเด็จหลัง ธ "หลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์เรื่องราวนี้กระผมผู้เขียนได้ฟังเรื่องเล่า จากหลวงพ่อสายันต์ วัดไทร
    ท่านเล่าให้ฟังว่า ครั้งสมัยที่ท่านยังเป็นสามเณรอยู่วัดใหญ่กับหลวงพ่อทิม ศิษย์หลวงพ่อบุญธรรม คนสมัยนั้นมักจะมีหลายท่านรู้ว่า หลวงพ่อทิมท่านนั้นเป็นพระที่มีวิชาดีเก่งทั้งเรื่องดูดวงและไล่ของได้เหมือนหลวงพ่อบุญธรรม ซึ่งท่านได้สืบวิชาการสับเขียงไล่ผี(ตามตำหรับหลวงปู่ปานวัดบางนมโค) โดยการสับเขียงไล่ผีนั้น ท่านกล่าวไว้ว่ากำลังจิตนี้สำคัญคนทำแป๊บเดียว ของที่เข้าตัวคนโดนทำมาก็ออกจากตัว ได้อย่างรวดเร็ว
    (อย่างหลวงพ่อบุญธรรมสับเขียงไล่ผีแหละครับ) วิชานี้เขาว่า ใช้เขียงที่ทำครัวเรียกว่าป่าช้าร้อยศพเป็นการข่มว่าสัตว์ต้องมาตายที่เขียงนี้และนำมีดหมอมาสับเรียกชื่อนามของคนที่โดนของเข้า ใส่ไปในเขียงและท่องคาถาภาวนาไปเลื่อย บ้างก็ว่าในสมัยหลวงปู่ปาน วัดบางนมโคบางครั้งท่านก็ยังเคยนำเขียงขึ้นไว้เหนือบนศรีษะแล้วสับเขียงบนศรีษะ(เขาว่ากันอย่างนั้นก็ไม่สามารถมีอะไรยืนยันได้) เมื่อคนที่โดนทำมาของออกแล้วก็ให้ไปรดน้ำมนต์(เพื่อประสานเนื้อหนัง) ถือว่าเป็นเสร็จพิธีส่วนเรื่อง อานุภาพพุทธคุณของสมเด็จหลัง"ธ" หลวงพ่อบุญธรรมนั้น สมัยก่อนท่านจะลบผงเกราะเพชรเพื่อทำพระให้ลูกศิษย์ได้นำไปใช้พกติดตัว
    แต่เรื่องสมเด็จหลังธ นี้ มีอยู่ว่า คราวที่หลวงพ่อสายันต์ท่านอยู่กับหลวงพ่อทิม อาจารย์สำราญท่านเคยพาโยมคนนึงมาหาหลวงพ่อทิม โยมคนนี้เป็นคนจีน อาศัยอยู่ในตลาดนครปฐมแถวห้วยจระเข้ พามาหาหลวงพ่อทิม โดนของผีเข้า มาให้ท่านรักษา ท่านจึงพูดคุยกันและทำการเอามีดหมอไล่ผี จิ้มไล่ผีก็แล้ว รดน้ำมนต์ก็แล้ว อะไรก็แล้ว จึงได้สับเขียงไล่ของไล่ผี คนที่โดนของนั้นก็ดิ้นทุรนทุราย ไปไหนก็ไม่ได้ ดิ้นไปดิ้นมาอยู่กับที่(เพราะหลวงพ่อทิมท่านสะกดผีไว้ให้อยู่) จนหลวงพ่อสายันต์เห็นว่าผีไม่ยอมออกสักที จึงได้เปิดประตูเดินออกมาจากกุฏิ สักพักต่อมาท่านจึงคิดว่าจะเข้าไปดูอีกรอบ ปรากฏว่า คราวนี้คนจีนที่โดนของผีเข้าคนนี้ ธุรนธุรายดิ้นคลานหนีด้วยอาการความเจ็บปวดนี้ออกไปจากประตูกุฏิหลวงพ่อทิม ขณะหลวงพ่อสายันต์เปิดประตู ลงจากชั้นบนสู่ชั้นล่างของกุฏิ(ซึ่งแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือจริงๆคนที่คลานไปแบบทุนรนทุรายนั้นต้องมีร่องรอยขีดข่วนตามร่างกายแต่คนๆนี้กลับไม่มีอะไร) หลวงพ่อทิมท่านจึงสั่งให้ลูกศิษย์จับคนๆนี้กลับมาแล้วทำพิธีรดน้ำมนต์ ให้เสร็จปรากฏว่าอาการก็ดีขึ้น
    ต่อมาประมาณ อีกสองวันหลวงพ่อทิม ท่านจึงใช้ให้อาจารย์สำราญ ไปดูอาการโยมคนจีนคนนั้นว่าหายหรือยังอาจารย์สำราญ จึงชวนหลวงพ่อสายันต์ซึ่งเป็นสามเณรไปด้วยที่บ้านแถวห้วยจรเข้ อาจารย์สำราญจึงนำเอาพระสมเด็จเล็กหลัง ธ. หลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ มาฝนกับน้ำ เพื่อทำน้ำมนต์ประพรมคนป่วยที่โดนของคนนั้น แกก็หลบไม่ให้พรมน้ำมนต์ถูกตัวแก อาจารย์สำราญจึงให้ญาติคนป่วยจับตัวไว้ แล้วนำเอาน้ำมนต์กรอกปากส่วนที่เหลือก็ให้เอาไว้ให้กินน้ำมนต์อีก ต่อมาอีกสองวันญาติจึงพาคนป่วยที่ถูกของซึ่งมีอาการหน้าตาสดใสพามาไหว้หลวงพ่อทิม ที่กุฏิคณะบูรณานนท์และบอกกล่าวว่า อาการนั้นได้หายดีขึ้นแล้ว
    โดยที่ไม่มีอาการอะไรอีกเลย แต่ก็เป็นที่อานุภาพพุทธคุณสมเด็จหลังธ และบารมีของหลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ที่ช่วยรักษาคุ้มครองให้โยมคนนั้นหายจากอาการโดนของ(ที่เรียกกันว่า คุณไสยมนต์ดำของที่ไม่เห็นตัวตน)
    เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลและเป็นความเชื่อที่คนไทยเชื่อถือกันมานานนะครับ
    ข้อมูลที่มา
    พระครูวิสุทธิ์ธรรมโฆส(หลวงพ่อสายันต์)
    วัดไทร อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
    วิธีสร้างพระของหลวงพ่อบุญธรรม ท่านสร้างตามแบบฉบับตำรับพิธีสมัยโบราณ คือ สร้างเนื้อเอง กดพิมพ์เอง ปลุกเสกเอง ในกุฏิที่ท่านพักอาศัยอยู่ ท่านจะไม่ยอมทำนอกวัดเหมือนการสร้างพระในปัจจุบัน โดยท่านจะเริ่มต้นตั้งแต่สร้างผงวิเศษด้วยการเขียนอักขระยันต์คาถาลงบนแผ่นกระดานดำด้วยดินสอพองกำหนดจิตเขียนทีละตัวจนครบสูตรของท่าน แล้วลบออกเก็บผงเลขยันต์ไว้ทำผงวิเศษ (เขียนแล้วก็ลบกระทั่งได้ผงตามที่ต้องการ) ในตัวยันต์ที่เขียนนั้นจะต้องมียันต์สำคัญของอาจารย์ท่าน เช่น ยันต์เกราะเwชร ที่ท่านร่ำเรียนถ่ายทอดมาจากหลวงพ่อปาน อยุธยา เลขยันต์ของท่านเจ้าคุณธรรมวโรดม (โชติ) พระอุปัชฌาย์ของท่านเป็นต้น ขั้นตอนต่อไปท่านใช้หัวว่าน ๑๐๘ ชนิดมา บดให้เป็นผงละเอียดรวมทั้งผงธูปหน้าwระประธานในwระอุโบสถและรอบ ๆ องค์พระปฐมเจดีย์ทั้ง ๔ ทิศ ผงธูปที่ท่านจุดบูชาพระอาจารย์ นำมาผสมรวมกับน้ำมนต์ตั้งอิ้วเมื่อเข้ากันดีแล้วได้ฤกษ์ดีแล้ว ท่านก็นำเนื้อนี้ลงแม่พิมพ์กดเป็นรูปพิมพ์พระตามพุทธลักษณะต่าง ๆ คือ พิมพ์พระสมเด็จปางสมาธิ ฐานสามชั้น ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ พระสมเด็จแบบพระพุทธกวัก พระพิมพ์พระนางพญา พิมพ์พระพุทธโสธร ลักษณะรูปสามเหลี่ยม พระปิดตา เป็นต้น ที่ด้านหลังจะกดด้วยตัวอักษร “ธ” จมลงในเนื้อหมายความว่า “หลวงพ่อบุญธรรม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาหลวงพ่อบุญธรรมวัดพระปฐมเจดีย์ ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250916_205153.jpg IMG_20250916_205219.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,963
    ค่าพลัง:
    +21,459
    6d.jpg

    เหรียญรุ่นแรก
    หลวงปู่ชื่น วัดตาอี
    เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อชื่น ติคญาโณ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2543 จำนวนการสร้างประมาณ 5000 เหรียญ เป็นเนื้อทองแดง และเนื้อเงินประมาณ 100 กว่าเหรียญ
    โดยซินแสท่านหนึ่งที่เคารพศรัทธาหลวงปู่ได้สร้างถวายหลวงปู่ หลวงปู่ได้เดินทางมาปลุกเสกที่ศาลเจ้าพ่อกวนอู เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ปลุกเสกพร้อมกับรูปเหมือนเจ้าพ่อกวนอูขนาดบูชา (ปางอ่านตำราพิชัยสงคราม)
    ท่านปลุกเสกอยู่ 3 วัน 3 คืน เมื่อปลุกเสกเสร็จท่านได้กล่าวกับลูกศิษย์ใกล้ชิดว่า เจ้าพ่อกวนอูมาร่วมปลุกเสกด้วย เจ้าพ่อกวนอูท่านได้บอกหลวงปู่ในนิมิตว่า อีกหน่อยท่านจะโด่งดัง ไม่ว่าจะทำการมงคลใดๆ ที่เกี่ยวพันกับตัวหลวงปู่ เจ้าพ่อกวนอูท่านจะมาร่วมด้วยทุกครั้ง วันนั้นหลวงปู่ท่านใจดีเป็นพิเศษ ท่านบอกเห็นนิมิตดี 777 ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาที่มาร่วมงานถูกหวยรวยเบอร์ไปตามๆ กัน
    และท่านได้นำเหรียญกลับมาปลุกเสกต่อที่วัดอีกเป็นเวลาหลายเดือน ก่อนที่จะนำมาแจกจ่ายให้ลูกศิษย์ได้ใช้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล และทุกครั้งที่หลวงปู่ทำการมงคลใดๆ หรือแม้แต่ไปปลุกเสกวัตถุมงคลในสถานที่ต่างๆ เจ้าพ่อกวนอู ก็จะมาปรากฏกายช่วยเหลือหลวงปู่ทุกครั้ง ( หลวงปู่ได้เล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟัง ) หรือแม้แต่วัตถุมงคลที่จัดสร้างหลังหลวงปู่มรณภาพไปแล้ว เจ้าพ่อกวนอูก็ยังมาสงเคราะห์อยู่ร่ำไป
    .....เหรียญที่ตอกเลข ๙ เป็นเหรียญที่คุณเพียรวิทย์ลูกศิษย์หลวงปู่ทิม และคุณอาทอาสาจะหาปัจจัยมาช่วยหลวงปู่ในการสร้างพระอุโบสถ ท่านทั่งสองจึงขอเหรียญมากจากหลวงปู่ 1ถุงมี200เหรียญ
    .....และเหรียญตอก โค๊ต ช อีกประมาณ70เหรียญ ซึ่งในส่วนนี้ เป็นเหรียญที่หลวงปู่ นำเข้าในพิธีชัยมหานาถด้วย
    .....ส่วนเหรียญที่ไม่ได้ตอกหมายเลขหรือโค๊ตจึงอยู่กับหลวงปู่ ท่านก็เสกไปเรื่อยๆ มีบูชาและแจกจ่ายญาติโยมส่วนหนึ่ง ตามวาระต่างๆกันไป
    **ข้อมูลจากเวปbaanjompra**
    หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
    สมัยเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดกลียุคทั่วโลก ยิ่งประเทศเล็กประเทศน้อยได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกจากข้าวยากหมากแพงแล้ว ประชาชนยังต้องรับกรรมหนักเพราะครอบครัวแตกสลายเนื่องจากความแร้นแค้นยากจนเป็นสาเหตุใหญ่
    ครอบครัวของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาก็ได้รับความรุนแรงของไฟสงครามเช่นเดียวกัน ทำให้ญาติพี่น้องของหลวงปู่ชื่นลับหายตายจากไปหลายคน ซึ่งประเทศกัมพูชาขณะนั้นร้อนระอุสุด ๆ จนดูโหดร้ายไปทุกอย่าง ทำให้หลวงปู่ชื่นเกิดความเบื่อหน่ายจึงเดินธุดงค์เข้ามายังแผ่นดินไทยที่มีแต่ความสงบร่มเย็น
    หลวงปู่ชื่น นามเดิมชื่อ ชื่น นามสกุล ศรีโสด เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 11 ปีมะเมีย ตรงกับปี พ.ศ. 2461 เกิดที่บ้านหินกอง อำเภอหินกอง จังหวัดสวายศรีโสพล ประเทศกัมพูชา โยมบิดาชื่อ นายชุบ โยมมารดาชื่อ พิม ศรีโสด มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 7 คน คือ นายเรียว, นายโพธิ์, นายบุญ, นายเกิด, หลวงปู่ชื่น, นางยอด และนางยาว ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ตามประสาชาวบ้านในชนบททั่วไปของชาวเขมร
    ชีวิตในวัยเยาว์ของหลวงปู่ชื่น นิสัยท่านเป็นคนใจบุญ มีความสุขุมลุ่มลึก และมีใจโอบอ้อมอารีชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ทั้งยังมีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ พออายุได้ 15 ปี ได้ขอบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งพ่อแม่ไม่ขัดข้อง ท่านจึงได้บวชเป็นสามเณร ณ วัดในหมู่บ้านเกิดของท่าน
    หลังจากบวชเณรได้ระยะหนึ่งพอถึงอายุ 20 ปี หลวงปู่ชื่นก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยได้รับฉายาว่า ?ติคญาโณ? เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์แล้ว หลวงปู่ชื่นได้ศึกษาบทสวดมนต์และบทสวดปาติโมกข์ ซึ่งใช้เวลาเพียงหนึ่งพรรษาก็สวดพระปาติโมกข์ได้แล้ว นับว่าหาพระที่เก่งเช่นนี้น้อยมาก เพราะการท่องบทพระปาติโมกข์พระบางรูปต้องใช้เวลานานนับ 5 ปี 10 ปี เนื่องจากเป็นบทสวดที่ยาวและยากที่สุดนั่นเอง
    หลวงปู่ชื่นสอบนักธรรมชั้นตรีได้ในพรรษาที่ 3 หลังจากนั้นท่านจึงออกเดินธุดงค์ปลงสังขารลัดเลาะไปตามป่าดงพงพี ข้ามเขาลงห้วยในดินแดนประเทศกัมพูชา ทำให้ท่านได้พบกับครูบาอาจารย์ที่เก่ง ๆ อยู่หลายรูป ซึ่งแต่ละอาจารย์ก็ได้ถ่ายทอดวิชาอาคมที่ตนมีอยู่ให้หลวงปู่ชื่นจนหมดสิ้น โดยเฉพาะฤๅษีที่บำเพ็ญพรตอยู่กลางป่าดงดิบได้ถ่ายทอดวิชาขั้นสุดยอดให้หลวงปู่ชื่น เพื่อให้นำไปช่วยเหลือศิษย์ต่อไปอีก?
    หลวงปู่ชื่นเป็นพระเถระที่มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีศีลจารวัตรที่งดงาม ชอบบำเพ็ญกุศลเพื่อเสริมสร้างบารมีให้แก่กล้าขึ้น ท่านจะตื่นตั้งแต่ตีสามทำวัตรสวดมนต์ และช่วงค่ำก็เช่นกันท่านจะสวดมนต์มิได้ขาด (นอกจากจะมีกิจนิมนต์และป่วยเท่านั้น)
    หลวงปู่ชื่นชอบทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมเป็นที่สุด และให้ความเป็นธรรมแก่ศิษยานุศิษย์เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์ทั้งหลายอีกด้วย ท่านจึงเป็นที่รักเคารพของศิษย์และประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมากในขณะนี้?
    ได้อาจารย์เก่งวิชาทุกด้าน
    หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ เป็นศิษย์สาย ?เขากุเลน? ซึ่งเป็นศูนย์รวมเวทวิทยาอาคมชั้นสูง ที่เป็นฉบับแท้ดั้งเดิมของเขมรโบราณ อาจารย์องค์แรกของท่านคือ ?หลวงปู่เอื้อย และหลวงปู่ดี สุวรรณดี? สองปรมาจารย์ผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำ ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์-ปาฏิหาริย์มากมายเป็นที่เลื่องลือกันมากในประเทศกัมพูชา
    หลวงปู่ชื่นได้มองเห็นกาลไกลไปข้างหน้าว่า ?พรเวทวิทยาคม? ที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นี้จะเป็นประโยชน์มากแก่การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทั้งยังได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติโยมและผู้เดือดร้อนต่าง ๆ ในอนาคตภายหน้าแน่นอน ท่านจึงมุมานะพยายามขยันศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจนสุดความสามารถ ตลอดจนศึกษาการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั่งสมาธิควบคู่ไปด้วย เพื่อเพิ่มพูนพลังจิตให้แก่กล้าขึ้น
    หลวงปู่ชื่นท่านเรียนกรรมฐานควบคู่ไปกับวิชาอาคมจนท่านเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยมีการทดสอบจากผู้เป็นอาจารย์จนเป็นที่พอใจ โดยเฉพาะหลวงปู่เอื้อยท่านมีเมตตาถ่ายทอดวิชาและเคล็ดลับต่าง ๆ ให้หลวงปู่ชื่นจนหมดสิ้น หลวงปู่เอื้อยท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเขมร ดังชนิดผู้หลักผู้ใหญ่ในเขมรขณะนั้นยังมอบตัวเป็นศิษย์หลายคน ในเวลาต่อมาเมื่อหลวงปู่เอื้อยมรณภาพลง หลวงปู่ชื่นจึงออกเดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงดิบในดินแดนเขมรเพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์อีกมากมาย จนกระทั่งท่านได้พบกับหลวงปู่ดี สุวรรณดี บน ?เขากุเลน? ซึ่งท่านเป็นพระผู้มากด้วยอภิญญาญาณชั้นสูง และเป็นผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำมหัศจรรย์เหนือโลกโดยแท้
    ด้วยบุญญาบารมีของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ทำให้หลวงปู่ดีรับหลวงปู่ชื่นเป็นศิษย์แล้วจึงพากันออกเดินธุดงค์ไปด้วยกันตามสถานที่ต่าง ๆ ?หลวงปู่ชื่นได้ศึกษากรรมฐานและเวทวิทยาคมกับธาตุทั้ง 4 ตลอดจนเกร็ดเคล็ดลับการสร้าง-การปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องรางต่าง ๆ มากมายจากหลวงปู่ดี ทำให้ท่านมีวิชาติดตัวมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้?
    หลวงปู่ชื่นได้เมตตาเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ในการเดินธุดงค์ของท่านให้ฟังว่า ?หลวงปู่ดีท่านนี้เก่งมาก ท่านเชี่ยวชาญพระเวทแทบทุกชนิด ท่านเคยเสกผ้าให้เป็นนกกระยางได้ และเสกใบไม้ให้เป็นต่อเป็นแตนได้ ทั้งยังรู้ภาษาสัตว์แทบทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสามารถล่องหนหายตัวและย่นระยะทางได้ ตลอดจนท่านเดินบนผิวน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย? หลวงปู่ชื่นเล่าว่า หลวงปู่ดีท่านเคยแสดงให้ดูมาแล้ว ท่านเห็นกับตามาแล้วจึงกล้ามาเล่าให้ฟัง ท่านแสดงให้ดูก็เพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติธรรมสืบต่อกันไปนั่นเอง ?การเรียนวิชาอาคมจะมีฤทธิ์เข้มขลังได้ ต้องประกอบไปด้วยพลังจิตอันเป็นสมาธิแก่กล้าควบคู่กันไปด้วย? หลวงปู่ชื่นกล่าว
    หลวงปู่ชื่นเป็นพระที่คงแก่เรียนคือท่านชอบศึกษาค้นคว้าตำรับตำราและวิชาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอักขระเลขยันต์ หรือวิชาอาคมอะไรท่านจะทดลองสร้างทดลองปลุกเสกอยู่เสมอ เมื่อท่านลองแล้วเห็นว่าดีจริงและใช้ได้ผลดีจริงตามตำรา ท่านก็คัดวิชาวิเศษเหล่านั้นมาสร้างมาปลุกวัตถุมงคลให้บรรดาลูกศิษย์ และลูกหลานท่านให้ได้รับแต่สิ่งที่เป็นมงคลเป็นของวิเศษไว้บูชากัน จากการคัดเลือกพิจารณาตรวจจากหลวงปู่ชื่นแล้วว่า ?ดีจริง-เห็นผลจริง? จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์ต่อเนื่องเรื่อยมา จนเป็นที่กล่าวขานร่ำลือจากปากของผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นว่ายอดเยี่ยมอยู่ในชณะนี้
    ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอนำท่านทั้งหลายได้รู้จักหลวงปู่ชื่น เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสรู้จักหลวงปู่ชื่นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน และใกล้ชิดหลวงปู่มากขึ้น เพราะลูกศิษย์บางคนอยู่ห่างไกลซึ่งยังไม่มีโอกาสเดินทางมากราบไหว้หลวงปู่ จะด้วยสาเหตุและปัจจัยใด ๆ ก็ตาม ผู้เขียนขอเป็นสื่อ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นการหยั่งความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ลูกศิษย์ที่มีความเคารพนับถือหลวงปู่ หรือท่านที่มีวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นไว้แล้ว ขอให้รู้ว่าเราทั้งหลายก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์องค์เดียวกัน เพราะมีวัตถุมงคลที่มาจากการปลุกเสกจากหลวงปู่ด้วยกันทั้งนั้น ทั้งนี้เพื่อช่วยจรรโลงเกียรติคุณของหลวงปู่ชื่นให้แพร่หลายขจรไป ตลอดยั่งยืนนานต่อไปในภายภาคหน้านั่นเอง
    พบสหธรรมิกเก่า
    หลังจากหลวงปู่ชื่นธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งท่านเดินทางไปจำพรรษาอยู่ที่วัดนาราก อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ท่านอยู่ได้ 5 พรรษาจึงได้เดินธุดงค์ต่อเรื่อยไปจวบจนอายุท่านมากขึ้น กำลังวังชาถดถอย ท่านจึงอยู่กับที่ระยะหนึ่ง ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2524 หลวงปู่ชื่นได้รับนิมนต์เดินทางไปปลุกเสกวัตถุมงคลที่วัดแห่งหนึ่งใน เขตจังหวัดบุรีรัมย์ งานนั้นหลวงปู่นิล อนุตโร เจ้าอาวาสวัดตาอีรูปปัจจุบันซึ่งเคยเป็น สหธรรมิก (เพื่อน) เก่าก่อนกันมาก็ได้รับนิมนต์จากทางเจ้าภาพให้เป็นพระคู่สวดเช่นกัน
    หลังจากพระทุกองค์เสด็จจากกิจนิมนต์แล้ว ทางเจ้าภาพได้จัดถวายอาหารเพลให้ฉัน หลวงปู่นิลกับหลวงปู่ชื่นนั่งฉันในวงเดียวกัน หลวงปู่นิลหันมองพระที่นั่งอยู่ข้างตัว ท่านคิดในใจว่าคล้ายเคยเห็นกันมาก่อน แต่ท่านยังจำไม่ได้ว่าเคยเห็นกันที่ไหน เพราะความที่จากกันมานานหลายสิบปีทำให้ท่านทั้งสองแทบจำกันไม่ได้ หลวงปู่นิลได้แต่คิดในใจว่าพระองค์นี้ทำไมช่างเหมือนหลวงปู่ชื่นเสียเหลือเกิน จนอดใจไม่ไหวจึงเอ่ยถามไปว่า
    หลวงพ่อท่านอยู่วัดไหน ชื่ออะไร?
    หลวงปู่ชื่นตอบกลับไปทันที
    อาตมาชื่อชื่น เป็นพระธุดงค์ยังไม่มีวัดจำพรรษา?
    หลวงปู่นิลนั่งคิดตั้งนานที่แท้ก็ใช่หลวงปู่ชื่นจริง ๆ ด้วย เมื่อท่านทั้งสองได้นั่งสนทนากันแล้วหลวงปู่นิลจึงได้ออกปากนิมนต์หลวงปู่ชื่นให้มาจำพรรษาอยู่ด้วยกันที่วัดตาอี ประกอบกับช่วงนั้นหลวงปู่ชื่นมีอายุมากแล้วและชาวบ้านตาอีก็ได้นิมนต์ท่านไว้ไม่ให้เดินธุดงค์อีก นับตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่ชื่นจึงได้อยู่จำพรรษาที่วัดตาอีเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
    เพชรเริ่มทอแสง
    หลังจากหลวงปู่ชื่นมาอยู่วัดตาอีแล้วท่านได้เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในกุฏิหลังเล็ก ๆ เหมือนพระหลวงตาแก่ ๆ ธรรมดา แทบไม่มีใครรู้เลยว่าท่านเป็นพระที่มี ?พลังจิต? และมีอาคมเข้มขลังมาก จนกระทั่งกลางปี พ.ศ. 2542 หลวงปู่ชื่นได้สร้างวัตถุมงคลออกมา 2-3 รุ่น ผลปรากฏว่าผู้ที่นำวัตถุมงคลของท่านไปบูชาต่างมีประสบการณ์ต่าง ๆ นานามากมาย จากปากต่อปากทำให้วัตถุมงคลที่ท่านบรรจุพลังจิตเวทวิทยาคมที่มี ?พลังมหัศจรรย์? ความวิเศษขลัง ยับยั้งภัยพาล อาถรรพณ์จัญไร ขจัดสรรพทุกข์ สรรพโรค สรรพภัยที่มีอานุภาพ ทั้งเมตตามหานิยม มหาโชค มหาลาภ ค้าขายดีเยี่ยม คุ้มครองป้องกัน ทำให้ชื่อเสียงหลวงปู่ชื่นดังขึ้นมาเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปมากขึ้นเป็นลำดับ จากปากผู้ที่ได้บูชาวัตถุมงคลของท่านไปบูชาส่วนใหญ่ยอมรับว่าวัตถุมงคลของท่านดีเยี่ยมจริง ๆ ใช้แล้วได้ผลดีเกินคาด ส่วนสาเหตุที่ท่านยอมเปิดตัวและจัดสร้างวัตถุมงคลออกมาเป็นทางการเนื่องจาก ท่านกำลังก่อสร้างอุโบสถซึ่งขาดปัจจัยอยู่อีกมาก อีกประการหนึ่งหลวงปู่เคยบอกไว้ว่า
    ถึงเวลาที่ครูบาอาจารย์ท่านให้เปิดตัวแล้ว เพื่อนำความรู้เวทวิทยาคมที่ได้ร่ำเรียนมาสงเคราะห์พุทธศาสนิกชน และจัดสร้างถาวรวัตถุเพื่อการพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป?
    เสกหินลงสระกลายเป็นงูยักษ์
    เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชื่นมาอยู่ที่วัดตาอีใหม่ ๆ นั้น ท่านได้เร่งทำความเพียรปฏิบัติธรรมจนพลังจิตแก่กล้า ด้วยท่านเป็นพระที่รักสันโดษชอบเก็บตัวเงียบ ๆ อยู่แต่ภายในกุฏิ ชาวบ้านจึงคิดว่าท่านเป็นหลวงตาแก่ ๆ ไม่มีอะไร เป็นพระธรรมดาไม่มีวิชาอาคมอันใด
    ต่อมาทางวัดได้ขุดสระใหม่ ทางเจ้าอาวาสจึงประกาศบอกชาวบ้านว่า ห้ามลงอาบน้ำในสระ? เพราะสระน้ำแห่งนี้พระเณรต้องใช้ดื่มกิน แต่ชาวบ้านขาดความเกรงใจท่าน ตกเย็นทั้งหนุ่มสาวพากันลงว่ายน้ำเล่นในสระอย่างสนุกสนาน บ้างก็นำผ้ามาซักทำให้ฟองแฟ๊บที่ซักลอยเต็มคุ้งสระ บอกแล้วก็เฉย เตือนแล้วก็ไม่หยุด
    หลวงปู่ชื่นจึงใช้ไม้ตายเพื่อให้รู้จักที่ต่ำที่สูง และที่ควรมิควรกันบ้าง ท่านจึงนำก้อนหินมาสองก้อน แล้วเสกด้วยคาถาอาคมจากนั้นท่านโยนลงไปในสระน้ำ
    สามวันต่อมาพวกที่ชอบลงเล่นน้ำในสระภายในวัดต่างก็ตกใจแตกตื่นขึ้นตลิ่งกันแทบไม่ทัน เพราะเห็นพญางูยักษ์สองตัวว่ายน้ำไปมาในสระให้เห็นกับตากันจะจะ ชาวบ้านตาอีเห็นกันทั้งหมู่บ้าน?
    เรื่องนี้เป็นที่เลื่องลือกันมากในอำเภอบ้านกรวด ถ้าหากใครมีโอกาสได้ไปที่วัดตาอีลองสอบถามชาวบ้านดูก็ได้ และจากวันนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ไม่มีใครกล้าลงไปเล่นน้ำในสระที่วัดตาอีกันอีกเลย...
    หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี จ.บุรีรัมย์ ยอดพระเกจิอาจารย์สายเขมรที่มีสายพระเวทย์สุดเข้มขลังเปี่ยมไปด้วยเมตตาบารมี มีพลังจิตญานขั้นสูง หลวงปู่ท่านเป็นพระสงฆ์ สายวิปัสนากรรมฐาน ถือธุดงค์เป็นวัตร ท่านเป็นหนึ่งในศิษย์สายเขากุเลนซึ่งเป็นสถานที่ ในการเจริญวิปัสสนากรรรมฐานและพระเวทย์วิทยาคมขั้นสูง และยังเคยฝากตัวเป็นศิษย์เล่าเรียนวิชาอาคมจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าอีกด้วย ซึ่งข้อมูลนี้น้อยคนที่จะรู้จัก วัตถุมงคลที่หลวงปู่ได้ทำการอธิฐานจิตปลุกเสก ล้วนแล้วแต่แรง เห็นผล และสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้บูชามากมาย โดยเฉพาะทางมหาเสน่ห์ เมตตมหานิยม โชคลาภ ค้าขาย วัตถุมงคลของท่านหลายรายการที่สร้างออกมาแล้วสร้างประสบการณ์ใช้กับผู้ใช้บูชามากเป็นที่กล่าวขานกัน เช่น กุมารทองดูดรก(พรายขอดทรัพย์) พระปิดตามหาลาภลอยองค์ฝังตะกรุดทองคำ ฝังแร่ ที่มีประสบการณ์สูงทางด้าน โชคลาภ ค้าขาย และ ขุนแผนขุนแผนนาคเกี้ยว ของท่านก็เป็นที่นิยมสูง ถึงแม้หลวงปู่ท่านจะมรณะภาพไปแล้วแต่ก็ยังมีผู้คนเสาะแสวงหาวัตถุมงคลของท่านอยู่ไม่ขาด เพราะว่าใช้แล้ว
    พุทธคุณครอบจักรวาล เห็นผลทันที เมื่อลูกศิษย์ใช้บูชา ทำให้ชื่อเสียงหลวงปู่ชื่นดังขึ้นมาเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไป ในประเทศ และ ต่างประเทศ มากขึ้นเป็นลำดับ จากปากผู้ที่ได้บูชาวัตถุมงคลของท่านไปบูชาส่วนใหญ่ยอมรับว่าวัตถุมงคลของท่านดีเยี่ยมจริง ๆ ใช้แล้วได้ผลดีเกินคาด?ขุนแผนนาคเกี้ยว และ พระปิดตาตามหาลาภลอยองค์ฝังตะกรุดทองคำ ฝังแร่ เป็น ผนงานชิ้นเอกที่ หลวงปู่ ตั้งใจ สร้างไว้ให้ลูกศิษย์ใช้บูชา เพื่อให้มีโชคมีลาภ คุ้มครองป้องกัน?บูชาแล้วไม่จนมีแต่ รวย?รวย?รวย?
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่ชื่นวัดตาอี ไม่ตอกโค๊ต อยู่กับ หลวงปู่ เสกนาน

    ให้บูชา 950 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท
    ครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250917_021706.jpg IMG_20250917_021759.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 กันยายน 2025
  19. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,161
    ค่าพลัง:
    +5,850
    จองครับ
     
  20. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,161
    ค่าพลัง:
    +5,850
    จองครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...