ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โดรนพลีชีพ FP-2 ของยูเครน ติดตั้งบนแท่นยิงแบบพับเก็บได้บนรถพ่วงบรรทุกสินค้า
    FB_IMG_1778632534499.jpg FB_IMG_1778632536911.jpg FB_IMG_1778632538851.jpg
    12/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/18VPLoBqoY/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยูเครน, เทปบันทึกเสียงที่เรียกว่า ‘เทปมินดิช’ ซึ่งมีอดีตหัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดี เยอร์มัค และเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารคนอื่นๆบันทึกเสียงอยู่ ได้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง

    มีรายงานว่า สำนักงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของยูเครน (NABU) และสำนักงานอัยการปราบปรามการทุจริตพิเศษ (SAPO) กำลังดำเนินการตรวจค้นบ้านของเยอร์มัคในกรุงเคียฟ และมีการเผยแพร่บันทึกเสียงใหม่ๆออกมาด้วย NABU ตั้งชื่อปฏิบัติการนี้ว่า ‘Operation Midas: Dynasty’

    จากบทสนทนา ย้อนกลับไปในปี 2020 อดีตรัฐมนตรีเชอร์นิชอฟได้จัดตั้งกลุ่มบุคคลขึ้นมาเพื่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยแบบปิดชื่อ “Dynasty” โดยมีมินดิชและเยอร์มัคเข้ามาดูแลโครงการ แผนคือการสร้างบ้านหลายหลังด้วยงบประมาณประมาณ 9 ล้านดอลลาร์ จากบันทึกเสียง เชอร์นิชอฟได้สั่งให้กลับมาเริ่มการก่อสร้างบ้านอีกครั้งในปลายเดือนมีนาคม 2022 ในขณะที่กองกำลังรัสเซียยังคงรุกคืบเข้าสู่กรุงเคียฟ

    ตามรายงานของ NABU ในปี 2025 Mindich ตัดสินใจหยุดการก่อสร้างหลังจากได้รับหนังสือแจ้งเตือนความประพฤติมิชอบต่อ Chernyshov ปัจจุบันที่ดินและบ้านถูกยึดแล้ว

    ตามรายงานของสื่อยูเครน เยอร์มัคเองอาจได้รับหมายจับ (หรืออาจได้รับไปแล้ว) ส.ส. ยูเครน Goncharenko อ้างว่ากองกำลังรักษาความปลอดภัยได้ปิดถนน Bankova ในกรุงเคียฟ

    การปะทะกันรอบใหม่ระหว่าง NABU กับสมาชิกในทีมของ Zelenskyy เกิดขึ้นพร้อมกับการให้สัมภาษณ์ของ Yulia Mendel อดีตเลขานุการฝ่ายสื่อของ Zelenskyy กับ Tucker Carlson ซึ่งเธอกล่าวอ้างว่าประธานาธิบดีของยูเครนติดยาเสพติดจริง (https://www.facebook.com/share/v/1DywkTwgTg/)

    12/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/14e92WKa8da/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อดีตคนสนิทของไอ้ขี้ยาเซเลนสกีอ้างว่าสงครามและการทุจริตกลายเป็นเครื่องมือในการเอาตัวรอดทางการเมือง

    ยูเลีย เมนเดล อดีตโฆษกของเซเลนสกี ให้สัมภาษณ์กับทักเกอร์ คาร์ลสัน โดยชี้ให้เห็นถึงเรื่องอื้อฉาวการทุจริตครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของยูเครน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการฟอกเงินมูลค่า 112 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงกับเงินทุนที่จัดสรรไว้สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ

    เมนเดลยังอ้างว่าทหารยูเครนยังคงระดมทุนจากประชาชนเพื่อซื้ออุปกรณ์พื้นฐาน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ในเคียฟกลัวเกินกว่าที่จะพูดต่อต้านเซเลนสกี โดยกล่าวหาว่าเขายืดเยื้อสงครามเพราะสันติภาพจะหมายถึง “การฆ่าตัวตายทางการเมือง”

    https://www.facebook.com/share/v/1CqsAm79qU/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    May 12, 2026 ไม่แน่นอน ! พลังงาน เผยปริมาณสำรองน้ำมันในประเทศล่าสุดอยู่ที่ 117 วัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียด กองทุนน้ำมันฯอุ้มราคาดีเซลต่อ ติดลบ 63,379 ล้าน
    .
    กระทรวงพลังงาน เปิดเผยรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
    .
    1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
    - สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงยังเปราะบางอย่างมาก และได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องยุติสงครามของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ผู้นำอิสราเอลย้ำว่าสงครามยังไม่จบเนื่องจากยังต้องยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงตลาดยังจับตาการหารือประเด็นนี้ในการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ทำให้นักลงทุนกังวลว่าสงครามจะยืดเยื้อและส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปิดใช้งานช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลัก ที่อาจเผชิญภาวะชะงักงันยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ หากทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก กลับมาพลิกปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนเพื่อตอบรับกับความกังวลดังกล่าว หลังจากที่ภาพรวมราคาเคยปรับตัวย่อลงมาในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้าจากความหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งอาจคลี่คลายลง
    .
    2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
    - ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 117 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 31 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 35 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 26 วัน
    - การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 10 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 69.28 ล้านลิตร และจำหน่าย 58.05 ล้านลิตร
    .
    3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
    - ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 39.95 บาท และดีเซล B20 ที่ 32.95 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 42.45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท
    - เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.57 - 88.16 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซล ของไทยอยู่ที่ 39.95 บาทต่อลิตร ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 41.48 – 114.15 บาทต่อลิตร
    - ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,379.82 ล้านบาท โดยมีรายจ่ายประมาณวันละ 71.93 ล้านบาท
    .
    อ่านเพิ่มเติม คลิก https://shorturl.asia/9uA0s
    .
    Website: https://btimes.biz
    Facebook: https://web.facebook.com/btimesch3
    YouTube: https://www.youtube.com/@BTimes_ch3
    TikTok : https://www.tiktok.com/@btimes_ch3

    #น้ำมันสำรองในประเทศ #ดีเซล #ราคาน้ำมัน #สงครามตะวันออกกลาง #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/16p9WLmPTY/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไพร่ฟ้าหน้าใสเบิกบานใจ
    เกาหลีมีแผนเอาภาษีกระฉูดจาก AI ไปจ่ายเป็น #เงินปันผล ให้ประชาชนทุกคน!!!!! AI จงเจริญ!

    ตอนแรก หุ้นเมมโมรีชิป (ที่ขี่กระแส AI) ร่วงยับเลยนะครับ คิดว่ารัฐบาลจะเก็บภาษีลาภลอย (windfall tax) แต่เปล่านะครับ ภายหลังทางรัฐบาลชี้แจงว่าไม่ได้เก็บอะไรเพิ่มเติม เอาจากภาษีที่เก็บปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ช่วงนี้พวก AI มันรายได้ดีพิเศษ วิเศษมหัศจรรย์ เพราะฉะนั้นภาษี (ย้ำว่าที่เก็บปกติ) จึงกระฉูดแตก รัฐบาลก็จึงผุดไอเดียว่าแจกจ่ายอานิสงส์ไปให้ประชาชนดีกว่า แบ่งปันให้สังคมอย่างทั่วถึง
    https://www.bloomberg.com/news/arti...g-ai-profits-samsung-falls?srnd=homepage-asia

    https://www.facebook.com/share/p/18pXTDowY3/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1778632727060.jpg
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ หุ้นชิปร่วงระนาว เงินเฟ้อพุ่งจากสงครามอิหร่าน บอนด์ยีลด์เด้ง น้ำมันทะลุ 102 ดอลลาร์

    สวัสดีค่ะทุกคน นิคกี้กลับมาแล้วพร้อมสรุปภาพรวมตลาดโลกคืนที่ผ่านมาแบบเจาะลึก ซึ่งบอกเลยว่าคืนนี้ไม่ใช่คืนธรรมดา เพราะตลาดหุ้นสหรัฐที่วิ่งทำ All-Time High มาตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มเหนื่อย โดยมีตัวจุดชนวนคือ “ตัวเลขเงินเฟ้อ” ที่ออกมาแรงกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่ดันราคาพลังงานทั่วโลกให้พุ่งกระฉูด เรามาดูกันแบบละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

    หุ้นชิปนำตลาดร่วง หลังวิ่งร้อนแรงเกือบ 70% ใน 6 สัปดาห์

    ภาพรวมของตลาดเมื่อคืนนี้ S&P 500 ปิดลบ 0.2% หลุดจากระดับ All-Time High ที่เพิ่งทำไว้ ส่วน Nasdaq 100 ที่เน้นหุ้นเทคและหุ้นเติบโตหนักหน่อย ปิดลบเกือบ 1% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ยังบวกเบาๆ ได้ที่ 0.1% เพราะมีหุ้นกลุ่ม Old Economy คอยพยุง ภาพรวมตลาดโลก MSCI World Index ปิดลบ 0.3%

    แต่ตัวเด็ดของวันคือกลุ่ม “หุ้นเซมิคอนดักเตอร์” หรือชิป ที่ดัชนีกลุ่มนี้ร่วงแรงถึง 3% ในวันเดียว ซึ่งเป็นการพักฐานครั้งใหญ่หลังจากที่กลุ่มนี้วิ่งร้อนแรงสุดๆ โดยพุ่งขึ้นเกือบ 70% ในระยะเวลาเพียง 6 สัปดาห์ ตั้งแต่ตลาดทำจุดต่ำสุดจากสงคราม นั่นแปลว่าตลาดได้กลับขึ้นมาเร็วและแรงมาก จนนักวิเคราะห์หลายคนเริ่มออกมาเตือนว่ามันถึงเวลาที่หุ้นกลุ่มนี้ “ต้องการพัก” แล้วล่ะค่ะ

    Bret Kenwell นักวิเคราะห์จาก eToro ให้ความเห็นที่นิคกี้ชอบมาก เขาบอกว่าหลังจากตลาดวิ่งมาแรงด้วยแรงหนุนจากฤดูประกาศผลประกอบการ (Earnings Season) ที่ออกมาดี หุ้นก็อาจจะแค่ต้องการ “หายใจหายคอ” สักนิด ในขณะที่ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจโดยรวมยังดูทรงตัวอยู่ แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งสุดๆ บวกกับ Fed ที่กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการเงินมีความเห็นไม่ตรงกัน แล้วยังต้องเจอเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งอีก ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้น

    เจาะลึกตัวเลข CPI: เงินเฟ้อแตะ 3.8% สูงสุดตั้งแต่ปี 2023

    ทีนี้มาดูตัวเลขที่เป็นพระเอกของวันกัน ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ของสหรัฐประจำเดือนเมษายน ออกมาเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันเบนซินและราคาอาหารที่แพงขึ้น และที่หนักกว่านั้นคือ การที่เงินเฟ้อพุ่งแซงหน้าการขึ้นของค่าแรง (Wage Growth) แปลว่าผู้บริโภคที่ตึงเครียดอยู่แล้วยิ่งโดนบีบหนักขึ้นไปอีก เพราะค่าครองชีพขึ้นเร็วกว่ารายได้

    ตัวเลขเป๊ะๆ คือ CPI โดยรวมพุ่งขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2023 ส่วน Core CPI ที่ตัดราคาอาหารและพลังงานออก (เพราะผันผวนเยอะ) ยังขึ้นถึง 2.8% ซึ่งเป็นจุดที่ต้องจับตา เพราะถ้า Core ยังเร่งขึ้น แปลว่าเงินเฟ้อเริ่ม “ฝังราก” เข้าไปในระบบเศรษฐกิจแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมันชั่วคราว

    Skyler Weinand จาก Regan Capital พูดได้น่าสนใจมากว่า “เงินเฟ้อกำลังกลับมาอย่างน่ากลัว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่ยังสูงอย่างดื้อรั้น และนี่จะเป็นเรื่องราวหลักของเงินเฟ้อตลอดทั้งปีนี้ ตราบใดที่สงครามในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป” ซึ่งนิคกี้เห็นด้วยกับมุมมองนี้ค่ะ เพราะตราบใดที่น้ำมันยังแพง ราคาขนส่ง ราคาอาหาร ราคาสินค้าแทบทุกอย่างก็จะแพงตามไปด้วย เหมือนเอฟเฟกต์โดมิโนเลยล่ะค่ะ

    Ellen Zentner จาก Morgan Stanley Wealth Management เสริมว่าการที่ Core CPI เพิ่มขึ้นแบบนี้ ชี้ให้เห็นว่าราคาพลังงานที่แพงกำลัง “ซึมเข้าไปทั่วระบบเศรษฐกิจ” แล้ว ซึ่งแม้จะไม่ได้แปลว่า Fed จะกลับลำมาขึ้นดอกเบี้ยทันที แต่ก็เน้นย้ำความจริงที่ว่า “ผู้นำคนใหม่ของ Fed คงไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางมาเป็นสาย Dovish หรือสายลดดอกเบี้ยได้ในทันที”

    Fed เจอทางตัน: ตลาดเริ่มเดิมพันว่าอาจ “ขึ้นดอกเบี้ย” ในปี 2027

    นี่คือประเด็นที่นิคกี้อยากชี้ให้ดูเป็นพิเศษค่ะ จากเดิมที่ตลาดเคยลุ้นว่า Fed จะลดดอกเบี้ยในปีนี้ ตอนนี้ภาพเปลี่ยนไปแบบ 180 องศา เทรดเดอร์เริ่มเพิ่มเดิมพันว่า Fed อาจจะต้อง “ขึ้นดอกเบี้ย” ในปี 2027 ด้วยซ้ำ จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กำลังกลับมา

    Chris Zaccarelli จาก Northlight Asset Management ให้มุมมองที่ตรงไปตรงมาว่า เมื่อเงินเฟ้อกำลังวิ่งไปในทิศทางที่ผิด แล้วตลาดแรงงานก็ยังแข็งแรง โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยเร็วๆ นี้แทบจะไม่มีเลย

    แต่ก็มีมุมที่ปลอบใจอยู่บ้างจาก Tim Urbanowicz แห่ง Innovator ETFs ซึ่งเดิมมาจาก Goldman Sachs Asset Management เขาชี้ว่าที่จริงตลาดได้ปรับลดความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยในปี 2026 ออกไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นรายงานเงินเฟ้อครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่ Surprise ใหญ่มาก และตราบใดที่ Yield พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ยังอยู่ในกรอบไม่เกิน 4.5% ก็ยังไม่ถือว่าเป็นปัจจัยกดดันที่รุนแรงสำหรับตลาดหุ้น

    ตลาดบอนด์: ยีลด์เด้งทั่วโลก ดราม่าการเมืองอังกฤษซ้ำเติม

    ฝั่งตลาดบอนด์ (พันธบัตรรัฐบาล) เมื่อคืนนี้ขยับขึ้นพร้อมกันทั่วโลก โดย Yield พันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 5 basis points (จุด) มาอยู่ที่ 4.46% ฝั่งเยอรมนีอายุ 10 ปี ขึ้น 6 basis points แตะ 3.10% ส่วนพันธบัตรอังกฤษอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแรงสุด 10 basis points มาอยู่ที่ 5.10%

    สาเหตุที่อังกฤษโดนหนักกว่าเพื่อนเพราะดราม่าการเมืองภายในประเทศที่ซ้ำเติมตลาดบอนด์ ซึ่งเดิมก็เจอแรงกดดันจากปัญหาด้านการคลังของอังกฤษอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรี Keir Starmer รอดจากการถูกล้มอำนาจมาได้แบบหวุดหวิดในช่วงเย็นวันอังคาร ทั้งๆ ที่มีรัฐมนตรีลาออกหลายคน ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถบีบให้เขาต้องลงจากตำแหน่งได้

    ค่าเงิน คริปโต และทองคำ: ดอลลาร์แข็ง ทุกอย่างอ่อนตาม

    ในมุมค่าเงิน Bloomberg Dollar Spot Index หรือดัชนีดอลลาร์เพิ่มขึ้น 0.3% ทำให้ค่าเงินคู่อื่นๆ อ่อนลงเทียบกับดอลลาร์เกือบทั้งกระดาน เงินยูโรอ่อนค่า 0.4% ลงไปที่ 1.1740 ดอลลาร์ต่อยูโร ปอนด์อังกฤษอ่อน 0.5% ลงไปที่ 1.3539 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ส่วนเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่า 0.3% มาอยู่ที่ 157.64 เยนต่อดอลลาร์

    ฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโต) เริ่มเหนื่อยตามตลาดหุ้น Bitcoin ร่วงลง 1.2% ปิดที่ 80,821.23 ดอลลาร์ ส่วน Ether ร่วงหนักกว่าที่ 2.2% ลงไปอยู่ที่ 2,285.05 ดอลลาร์

    ที่น่าสนใจคือทองคำที่หลายคนคิดว่าจะวิ่งสวนทางในวันที่เงินเฟ้อแรง กลับปรับลงเล็กน้อย 0.4% มาอยู่ที่ 4,717.38 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะแรงดอลลาร์ที่แข็งและ Yield ที่สูงขึ้นกดราคาทองชั่วคราว

    ️ น้ำมัน WTI ทะลุ 102 ดอลลาร์: หัวใจของเรื่องเงินเฟ้อรอบนี้

    น้ำมันยังคงเป็นพระเอกหรือผู้ร้ายของเรื่องนี้ (แล้วแต่มุมมอง) น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) พุ่งขึ้น 4.4% ในวันเดียว ปิดที่ 102.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งทะลุระดับ 102 ดอลลาร์ที่หลายคนเฝ้าจับตา

    ทำไมน้ำมันถึงพุ่งแรงขนาดนี้ ก็เพราะเรื่องที่นิคกี้กำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ค่ะ มันคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่ “เกาะคาร์ก” ของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของวิกฤตอุปทานน้ำมันโลกตอนนี้

    ️ เกาะคาร์ก (Kharg Island): จุดส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่านเงียบสนิท

    นี่คือข่าวที่นิคกี้ติดตามมาตลอด และครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของ “ความเครียดทางอุปทาน” ที่กำลังเกิดขึ้นกับอิหร่านค่ะ

    ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดเผยให้เห็นว่าการขนส่งน้ำมันจากท่าเรือส่งออกหลักของอิหร่านที่เกาะคาร์ก ดูเหมือนจะหยุดชะงักไปหลายวันแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณแรกของการหยุดยาวๆ ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026

    ภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel 2 ของสหภาพยุโรปแสดงให้เห็นว่าในวันที่ 8, 9 และ 11 พฤษภาคม ไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่ออกทะเลได้ (Ocean-going tanker) จอดอยู่ที่เกาะคาร์กเลย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยมีบางวันที่ท่าเรือว่างเปล่า แต่ครั้งนี้เป็นการว่างเปล่า “ต่อเนื่องยาวที่สุด” ตั้งแต่สงครามเริ่ม

    ลองนึกภาพดูค่ะ ตลอด 73 วันนับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ มีภาพถ่ายดาวเทียมของเกาะคาร์กทั้งหมด 33 วัน และในจำนวนนั้นมีเพียง 2 ครั้งก่อนหน้านี้ที่ไม่มีเรือเข้าจอดเลย (ครั้งหนึ่งช่วงกลางเมษายน และอีกครั้งช่วงต้นมีนาคม) ที่เหลือคืออิหร่านยังคงเดินหน้าโหลดน้ำมันใส่เรือตลอด แม้ว่าหลังจากที่กองทัพเรือสหรัฐจะปิดล้อมในกลางเดือนเมษายน เรือเหล่านั้นไม่สามารถออกจากอ่าวเปอร์เซียได้ก็ตาม
    เรือบรรทุกน้ำมันกลายเป็น “คลังเก็บลอยน้ำ”

    เมื่อออกจากอ่าวเปอร์เซียไม่ได้เพราะจะโดนสหรัฐยึดหรือโจมตี เรือบรรทุกน้ำมันก็เลยกลายเป็นคลังเก็บลอยน้ำ (Floating Storage) ไปโดยปริยาย จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์ Very Large Crude Carrier (VLCC) ที่จอดทอดสมออยู่ทางตะวันออกของเกาะคาร์กเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

    จากเดิมเมื่อวันที่ 11 เมษายน (ก่อนสหรัฐประกาศปิดล้อมเพียง 2 วัน) มีเรือ VLCC อยู่แค่ 3 ลำ แต่พอถึงวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 18 ลำหลากหลายขนาด นอกจากนี้ยังมีเรืออีกกลุ่มหนึ่งที่ไปทอดสมออยู่นอกชายฝั่งท่าเรือชาบาฮาร์ (Chabahar) ของอิหร่าน ใกล้ชายแดนปากีสถาน

    ทีนี้ปัญหาคือ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเรือเหล่านี้ลำไหนเต็มหรือว่าง แต่ก็เดาได้ว่าลำที่เคยเข้าไปจอดที่เกาะคาร์กแล้วมาทอดสมออยู่ใกล้ๆ ก็น่าจะมีน้ำมันบรรทุกอยู่ ส่วนลำที่อยู่ทางตะวันออกใกล้ปากอ่าวเปอร์เซีย อาจเป็นการผสมระหว่างเรือที่บรรทุกน้ำมันแต่ออกไม่ได้ กับเรือเปล่าที่ถูกหยุดไว้ระหว่างทางที่จะเข้าไปรับน้ำมันใหม่

    ⚠️ ถังเก็บน้ำมันบนเกาะคาร์กเริ่ม “ใกล้เต็ม”

    วิธีที่นักวิเคราะห์ใช้ดูว่าถังเก็บน้ำมันเต็มแค่ไหนนี่น่าสนใจมากค่ะ คือถังพวกนี้มีหลังคาแบบลอย (Floating Roof) ที่จะลอยขึ้นเมื่อน้ำมันเต็มมากขึ้น ดังนั้นเมื่อเทียบภาพถ่ายดาวเทียมในเวลาเดียวกันของวันต่างๆ จะเห็นว่า “เงา” ของผนังถังที่ตกบนหลังคาจะสั้นลงเรื่อยๆ เพราะระยะห่างระหว่างขอบถังกับหลังคาน้อยลง

    เมื่อเทียบภาพวันที่ 11 พฤษภาคม กับ 6 เมษายน (ก่อนสหรัฐปิดล้อม) จะเห็นได้ชัดว่าถังหลายใบมีเงาสั้นลงมาก แปลว่าน้ำมันใกล้ล้น

    ที่สำคัญ มีข่าวจาก The New York Times รายงานว่ามีการรั่วไหลของน้ำมันราว 3,000 บาร์เรล จากภาพวันที่ 6 พฤษภาคม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้การโหลดเรือต้องหยุด แต่ฝั่งอิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีน้ำมันรั่ว และภาพถ่ายในเวลาถัดมาก็ไม่ชัดเจนนัก

    ประเด็นสำคัญคือ ถ้าอิหร่านไม่มีที่เก็บน้ำมันเหลือแล้ว ก็อาจจะ “ต้องลดกำลังการผลิต” ในที่สุด ซึ่งจะเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ของสหรัฐ ตั้งแต่การปิดล้อมเริ่มต้น ประธานาธิบดี Donald Trump และทีมงานได้ทำนายว่าอิหร่านจะต้องเริ่มปิดบ่อน้ำมันในไม่ช้า ในขณะที่บริษัทวิเคราะห์ Kpler ประเมินว่าอิหร่านอาจจะยังผลิตต่อได้จนถึง “ปลายเดือนพฤษภาคม” ก่อนที่จะไม่มีที่เก็บแล้ว ซึ่งก็คือ “ใกล้แล้ว” นั่นเอง

    ✈️ Trump บินจีนพบ Xi: ดีลใหญ่ที่อาจไม่ใหญ่อย่างที่คิด

    ประเด็นสุดท้ายที่ตลาดจับตาคือ การพบกันของผู้นำสองมหาอำนาจ Donald Trump กับ Xi Jinping ที่กรุงปักกิ่ง โดย Trump คาดหวังว่าจะได้ทำดีลทางเศรษฐกิจ และคาดว่าจะได้รับการต้อนรับแบบ “wild” (สุดเหวี่ยง) แต่ความจริงคือเขากำลังบินไปเจอ Xi ที่ “มั่นใจกว่าเดิม” ในขณะที่อำนาจต่อรองของ Trump เองถูกจำกัดด้วยสถานการณ์ในอิหร่าน

    นี่เป็นการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกของ Trump นับตั้งแต่ทำสงครามในตะวันออกกลาง การประชุมระยะเวลา 36 ชั่วโมง จะเริ่มเมื่อ Trump เดินทางถึงปักกิ่งในเย็นวันพุธ ผู้นำทั้งสองจะพูดคุยกันที่ Great Hall of the People ตามด้วยงานเลี้ยงระดับรัฐ และดื่มน้ำชายามเช้า หัวข้อหลักครอบคลุมการค้า ภาษี ไต้หวัน และแน่นอน อิหร่าน

    เมื่อสงครามขยายเข้าสู่เดือนที่สาม จีนกลายเป็นผู้เล่นที่มี “อำนาจต่อรองพิเศษ” เพราะเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของเตหะราน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ Scott Bessent ก็ยอมรับเรื่องนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน เมื่อเขาเรียกร้องให้ปักกิ่งช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่ปัจจุบันการปิดของมันสร้าง “วิกฤตด้านอุปทานน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในยุคใหม่”

    ใครถือไพ่ใหญ่กว่ากัน? Xi ดูจะได้เปรียบ

    Jeremy Chan นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Eurasia Group และอดีตนักการทูตสหรัฐบอกตรงๆ ว่า “Xi กำลังเข้าสู่การประชุมด้วยความมั่นใจว่าเขาแก้เกม Trump ได้แล้ว” โดยอ้างถึงข้อได้เปรียบเรื่องแร่หายาก (Rare Earths) ของจีน บวกกับการที่สหรัฐใกล้เลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งราคาน้ำมันที่แพงคุกคามการที่พรรค Republican จะคุมสภาคองเกรสต่อไปได้ ก็แปลว่า Trump ต้องการชัยชนะแบบ “ที่คนทั่วไปสัมผัสได้” เช่น ดีลซื้อสินค้าเกษตรจากจีน

    ที่นิคกี้ชอบ Chan พูดสรุปคือ “Trump ต้องการอะไรจากการประชุมนี้มากกว่า Xi และ Xi ก็รู้”

    ก่อนหน้านี้สหรัฐได้กดดันจีนด้วยการคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันจีนและบริษัทที่ให้ภาพถ่ายดาวเทียมแก่อิหร่าน เพื่อกดดันเตหะรานให้ยอมเจรจา แต่จีนก็มีไพ่เด็ดของตัวเองคือแร่หายาก ที่ Bloomberg Economics ประเมินมูลค่าอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจไว้สูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ (Trillion Dollars)

    ความสำคัญของ “Three Bs”: ถั่วเหลือง เนื้อ และโบอิ้ง

    Chang Shu หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของ Bloomberg Economics ชี้ว่าให้จับตา “Three Bs” คือ การที่จีนซื้อ Soybeans (ถั่วเหลือง), Beef (เนื้อ) และเครื่องบิน Boeing จากสหรัฐ ซึ่งสามอย่างนี้รวมกันคิดเป็นประมาณ 12% ของการส่งออกสหรัฐไปยังจีน Trump น่าจะอยากให้จีนซื้อมากขึ้น และในขณะเดียวกัน การควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีนก็เป็น “คันโยกที่ทรงพลัง” ของ Xi

    ไต้หวัน: หัวใจของจีน, ปริศนาของ Trump

    สำหรับ Xi นักวิเคราะห์จีนหลายคนบอกว่าประเด็นสำคัญที่สุดคือไต้หวัน ซึ่งจีนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีน

    Xi ได้เตือน Trump ให้ “ระมัดระวัง” เกี่ยวกับการขายอาวุธ หลังจากที่สหรัฐประกาศแพ็กเกจอาวุธมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์ (11 billion) ให้ไต้หวันเมื่อต้นปีนี้

    Zhu Feng คณบดีบริหารของ Nanjing University’s School of International Studies บอกว่า “จีนจะกดดันให้ Trump เปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับไต้หวัน ไม่ใช่แค่เรื่องการขายอาวุธเท่านั้น” และเรื่องนี้คือ “ผลประโยชน์หลักและละเอียดอ่อนที่สุดของจีน”

    Beijing มีเครื่องมือตอบโต้ ทั้งการเคลื่อนไหวทางทหารที่ซับซ้อนขึ้นและการคว่ำบาตร ถ้าสหรัฐยังกดดันในเรื่องไต้หวัน ที่น่าสนใจคือ Sanjay Mehrotra ซีอีโอของ Micron Technology จะร่วมเดินทางไปกับ Trump ครั้งนี้ ซึ่งบริษัทของเขาเคยถูกจีนคว่ำบาตรในปี 2023 ส่วน Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศก็ถูกจีนคว่ำบาตรมาแล้วถึง 2 ครั้ง

    ♦️ ไพ่ใหม่ของจีน: ปลุก “เครื่องมือทางการค้าที่หลับใหล”

    ในช่วงเดือนที่ผ่านมา Xi ได้ “ปัดฝุ่น” เครื่องมือทางการค้าที่ไม่ได้ใช้มานานสองอย่าง อย่างแรกคือการที่ Beijing สั่งยกเลิกดีลที่ Meta Platforms (Facebook เดิม) จะเข้าซื้อ Manus สตาร์ทอัพ AI ในราคา 2 พันล้านดอลลาร์ นี่เป็นการใช้อาวุธทางกฎหมายที่ National Development and Reform Commission สร้างขึ้นในปี 2020 เป็นครั้งแรกที่ไม่เคยใช้มาก่อน

    อย่างที่สองคือ จีนสั่งให้บริษัทของตัวเอง “ฝ่าฝืน” การคว่ำบาตรของสหรัฐที่มีต่อบริษัทที่ทำธุรกิจกับน้ำมันอิหร่าน ซึ่งเป็นการสั่งแบบนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
    Dexter Roberts จาก Atlantic Council บอกได้น่าฟังมากว่า “การที่ Beijing สั่งให้ Meta ยกเลิกดีล Manus ช้าๆ แสดงให้เห็นถึงระดับที่ Beijing รู้สึกว่าลูกอยู่ในสนามของตัวเอง”

    ➕ ฝั่งบวก: ความพยายามสร้างเสถียรภาพ

    ก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะมีแต่ความตึงเครียดนะคะ ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเสถียรภาพแม้จะมีความเห็นต่างกัน ค่าเงินหยวนจีนทำสตรีคบวกยาวที่สุดในรอบเกือบ 11 สัปดาห์เมื่อวันอังคาร ซึ่งสหรัฐอาจจะมองว่าเป็นการ “ยื่นกิ่งมะกอก” และจีนยังประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าได้ทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติร่วมกับสหรัฐ ซึ่งเป็นความคืบหน้าในเรื่อง Fentanyl ที่ Trump ใช้เป็นเหตุผลในการขึ้นภาษีจีนเมื่อปีที่แล้ว

    ทั้งสองฝั่งน่าจะคุยกันเรื่องการต่ออายุข้อตกลงสงบศึกทางการค้า การที่จีนซื้อสินค้าเกษตรและเครื่องบินจากสหรัฐ และการติดตามเรื่อง Fentanyl เจ้าหน้าที่สหรัฐยังบอกว่าผู้นำทั้งสองจะทบทวนข้อเสนอตั้ง “Board of Trade” สำหรับสินค้าที่ไม่อ่อนไหว และ “Board of Investment”

    Trump พาเหล่าผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ทั้งภาคการเงิน เทคโนโลยี การบินอวกาศ และเกษตรไปด้วย รวมถึง Dina Powell McCormick จาก Meta ซึ่งอาจสะท้อนว่าเรื่องดีล Manus จะเป็นหนึ่งในประเด็นพูดคุย

    แต่ที่น่าสังเกตคือ Wang Yiwei อดีตนักการทูตจีนและผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ Renmin University บอกว่า “อย่าคาดหวังดีลเยอะเกินไป การที่ Trump มาเองก็ถือว่าสำเร็จแล้ว และจะเป็นการปูทางให้ Xi ไปเยือนสหรัฐในปลายปีนี้”

    ️ ไฮไลต์รายตัว: หุ้นที่น่าจับตาคืนนี้

    มีหุ้นเด่นๆ ที่ขยับแรงในวันที่ตลาดโดยรวมร่วงค่ะ

    กลุ่ม Biotech ปรับตัวขึ้นหลัง Trump ประกาศว่า Marty Makary กรรมาธิการ FDA จะลาออก ส่วน Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) อยู่ระหว่างเจรจากับ SpaceX ของ Elon Musk เพื่อปล่อยศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขึ้นไปบนวงโคจร ตามรายงานของ Wall Street Journal ฟังดูเหมือนหนัง Sci-Fi เลยใช่ไหมคะ

    Wendy’s กระโดดขึ้นแรงหลัง Financial Times รายงานว่ากองทุน Trian Fund Management ของ Nelson Peltz กำลังหาแรงสนับสนุนจากนักลงทุนเพื่อทำดีลซื้อบริษัทออกจากตลาด (Take Private)

    ส่วนหุ้นที่ร่วงแรง Under Armour ตกหนักเพราะแนวโน้มปีนี้ออกมาต่ำกว่าที่ Wall Street คาด โดยมีปัจจัยกดดันคือการยุติพาร์ทเนอร์ชิพกับ Stephen Curry นักบาส NBA ชื่อดัง และผลกระทบทางการเงินจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ Hims & Hers Health รายงานขาดทุนไตรมาสแรกและยอดขายต่ำกว่าคาด เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นจากการ Pivot กลยุทธ์ไปยังยาลดน้ำหนักของแบรนด์ตัวเอง

    บทสรุปและมุมมองส่วนตัวของนิคกี้

    ภาพรวมของคืนนี้ นิคกี้มองว่าเป็น “การเปลี่ยน Regime” ของตลาดอย่างชัดเจน จากเดิมที่ตลาดวิ่งบนความหวังว่า Fed จะลดดอกเบี้ย เศรษฐกิจจะ Soft Landing และเรื่องสงครามอิหร่านจะจบเร็ว

    ตอนนี้ความเป็นจริงค่อยๆ ฟ้องว่าทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างที่คิด

    ราคาน้ำมันที่ยังสูง บวกกับเงินเฟ้อที่เริ่มกลับมา และ Fed ที่กลายเป็นว่าอาจไม่ลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ แถมมีโอกาส “ขึ้นดอกเบี้ย” ในปี 2027 ทำให้นักลงทุนต้องคิดใหม่ทำใหม่ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Growth และหุ้น Tech ที่อิงกับสมมติฐานดอกเบี้ยต่ำ

    นิคกี้คิดว่าประเด็นที่ต้องจับตาในวันถัดๆ ไป มีอยู่สองเรื่องใหญ่ เรื่องแรกคือ “เกาะคาร์ก” ว่าอิหร่านจะเริ่มลดการผลิตน้ำมันเมื่อไหร่ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง อาจจะดันราคาน้ำมันให้พุ่งทะลุระดับใหม่ และเรื่องที่สองคือผลของการประชุม Trump-Xi ว่าจีนจะ “ช่วยสหรัฐ” เปิดช่องแคบฮอร์มุซแค่ไหน หรือจะใช้สถานการณ์นี้กดดันสหรัฐในเรื่องไต้หวันและแร่หายากแทน

    สำหรับนักลงทุน ในวันที่ตลาดผันผวนแบบนี้ การกระจายความเสี่ยงและทบทวน Asset Allocation ของตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมากค่ะ อย่าตื่นเต้นกับการขึ้นแรงของหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (อย่างชิป +70% ใน 6 สัปดาห์) เพราะมันมักจะตามมาด้วยการพักฐานเสมอ (อย่าไป fomo ตามตลาด) และอย่าลืมว่าในวันที่เงินเฟ้อกลับมา สินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในพอร์ตของเราค่ะ


    https://www.facebook.com/share/p/18p41z2iT9/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ Breaking: เงินเฟ้ออเมริกาพุ่งแรง! น้ำมัน-ค่าเช่า-อาหาร ขึ้นยกแผง ฝีมือสงครามอิหร่านเขย่าเศรษฐกิจ

    สวัสดีค่ะทุกคน นิคกี้กลับมาแล้วพร้อมข่าวใหญ่จากฝั่งอเมริกาที่เพิ่งประกาศออกมาสดๆ ร้อนๆ ค่ะ ซึ่งบอกเลยว่าถ้าใครคิดว่าเงินเฟ้อมันจะคูลดาวน์ลงไปแล้ว ตัวเลขล่าสุดอาจทำให้ต้องคิดใหม่ทั้งหมดเลยนะคะ เพราะดัชนีราคาผู้บริโภค หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า CPI (Consumer Price Index) ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายนนั้นเร่งตัวขึ้นแบบที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว และสาเหตุหลักก็คือสิ่งที่นิคกี้เคยพูดถึงมาตั้งแต่ “Operation Epic Fury” เริ่มต้นนั่นเอง

    วันนี้นิคกี้จะพาเจาะลึกแบบหมดเปลือก ไม่เก็บอะไรไว้เลย เพราะรายงานครั้งนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจซ่อนอยู่เยอะมาก

    ภาพรวมตัวเลขที่ออกมาแรงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด

    ตัวเลขที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ผ่านสำนัก Bureau of Labor Statistics (BLS) เพิ่งประกาศออกมาเมื่อวันอังคารคือ CPI พุ่งขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2023 เลยนะคะ ตัวเลขนี้ “แรงกว่า” ที่นักเศรษฐศาสตร์ใน Bloomberg Survey คาดการณ์ไว้ที่ 3.7% ส่วนถ้าดูแบบเทียบเดือนต่อเดือน ราคาก็ขยับขึ้นถึง 0.6% ซึ่งตรงกับที่ตลาดคาดไว้พอดี

    แต่ที่ “ฮอต” จริงๆ แล้วทำให้ Fed ปวดหัวคือ Core CPI หรือเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งตัดอาหารและพลังงานที่ผันผวนสูงออกไปเพื่อให้เห็นแนวโน้มเงินเฟ้อระยะยาวที่แท้จริง โดย Core CPI เพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่ง “สูงกว่า” คาดการณ์ตลาดที่ 0.3% และเมื่อเทียบรายปีก็ขยับขึ้น 2.8% เทียบกับที่ตลาดคาดเพียง 2.7%

    ตัวเลข 2.8% นี้เป็นค่าสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายนเลยค่ะ ที่น่าสนใจคือจาก Bloomberg Survey พบว่ามีนักเศรษฐศาสตร์ราว 40% (หรือ 28 จาก 70 สำนัก) ที่ส่ง forecast เข้ามาว่า Core CPI จะอยู่ที่ 0.4% หรือสูงกว่า

    ดังนั้นในแง่หนึ่งก็ไม่ได้เซอร์ไพรส์ตลาดถึงขนาดนั้น แต่ก็ยืนยันสมมติฐานที่ว่าเงินเฟ้อยัง “เหนียว” กว่าที่หลายคนหวังไว้

    ปฏิกิริยาตลาด: ขยับจำกัด แต่ทิศทางชัด

    ปฏิกิริยาของตลาดหลังตัวเลขออกถือว่า “จำกัด” และไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรเป็นพิเศษ แต่ทิศทางก็ชัดเจนว่าเอนไปทาง “เงินเฟ้อยังเหนียว”

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี (2-Year Treasury Yield) ยังคงปรับขึ้นจากระดับก่อนหน้า โดยขยับขึ้นประมาณ 4 basis points อยู่ที่ระดับ 3.99% ณ เวลา 9:17 น. ตามเวลานิวยอร์ก ส่วน S&P 500 Futures ก็ยังคงปรับลดลง โดยติดลบประมาณ 0.3% และดัชนีดอลลาร์ของ Bloomberg (Bloomberg Dollar Spot Index) ก็แข็งค่าขึ้นต่อ โดยขยับขึ้นประมาณ 0.4%

    แปลความหมายง่ายๆ คือ ตลาดพันธบัตรเริ่มตีราคาแล้วว่า Fed คงไม่ลดดอกเบี้ยง่ายๆ จึงดัน yield ขึ้น ดอลลาร์ก็แข็งตามเพราะส่วนต่างดอกเบี้ยกับประเทศอื่นกว้างขึ้น ส่วนตลาดหุ้นก็ย่อตัวลงเล็กน้อยเพราะ valuation ของหุ้นไวต่อดอกเบี้ยที่อยู่สูงนานกว่าคาด นี่คือภาพคลาสสิกของรายงานเงินเฟ้อที่ “Hot กว่าคาด” แต่ไม่ได้ “ช็อก” ค่ะ

    Ira Jersey หัวหน้ายุทธศาสตร์อัตราดอกเบี้ยของ Bloomberg Intelligence ออกมาคอมเมนต์ว่า “Core CPI ไม่ได้ห่างจาก consensus มากนัก แต่ก็ยังคงชี้ว่าเงินเฟ้อมีความเหนียว” และคาดว่าตลาดพันธบัตรช่วงสั้น (front-end yields) จะยังคงตึงตัวต่อ เพราะแรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่มาจาก inflation breakevens ที่ปรับขึ้น ในขณะที่ real yields แทบไม่ขยับเลย

    น้ำมันคือตัวการใหญ่ คิดเป็นกว่า 40% ของการขึ้น
    ประเด็นใหญ่ที่สุดของรายงานครั้งนี้คือผลกระทบจากสงครามที่ลามมาถึงกระเป๋าตังค์คนอเมริกันอย่างเต็มตัวแล้วค่ะ

    ดัชนีพลังงานในเดือนเมษายนปรับขึ้น 3.8% และคิดเป็นมากกว่า 40% ของการขึ้นของ CPI รายเดือนทั้งหมด อ่านอีกที แค่หมวดเดียวลากตัวเลขทั้งกระดานขึ้นไปได้เกือบครึ่ง นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์ถึงเรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่า “Energy Shock”

    ราคาน้ำมันเบนซินในเดือนเมษายนพุ่งขึ้นมากกว่า 5% หลังจากที่ในเดือนมีนาคมเพิ่งกระโดดขึ้นไป 21% (อ่านดีๆ นะคะ ยี่สิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ในเดือนเดียว!) ซึ่งถ้าใครติดตามนิคกี้มาตลอดก็จะรู้ว่ากลไกตรงนี้มาจากความตึงเครียดที่ Strait of Hormuz และ supply ทั่วโลกที่หายไปจาก Operation Epic Fury

    ที่น่าสนใจคือ นักเศรษฐศาสตร์เตือนแล้วว่า ต่อให้การหยุดยิงในตอนนี้ยังคงอยู่ และช่องแคบ Hormuz กลับมาเปิดเดินเรือได้เร็วๆ นี้ ราคาที่สูงก็มีแนวโน้มจะลากยาวต่ออีกหลายเดือน เพราะการผลิตน้ำมันต้องใช้เวลากลับสู่ภาวะปกติ การไหลของเรือขนส่งสินค้าก็ต้องใช้เวลาฟื้นตัว มันไม่ได้กดสวิตช์แล้วทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมในวันเดียวค่ะ

    ที่หนักไปกว่านั้นคือผลกระทบทางอ้อม นั่นคือราคาปุ๋ยที่กำลังปรับขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้บิลค่าอาหารของคนอเมริกันแพงขึ้นไปอีกในระยะถัดไป และน้ำมันที่แพงก็จะทำให้สินค้าและบริการอื่นๆ แพงตามไปด้วย เพราะบริษัทต่างๆ ก็ต้องผลักภาระต้นทุนการขนส่งให้ผู้บริโภค

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ก็เริ่มถกเถียงกันว่า “second-round effects” หรือผลกระทบทอดสองจากพลังงานเริ่มลามไปยังราคาสินค้าอื่นๆ แล้วหรือยัง

    Christopher Hodge นักเศรษฐศาสตร์จาก Natixis บอกว่าผลกระทบจาก Energy Shock ไปยังราคาทั่วไปนั้น “ยังไม่ชัดเจน” ในรายงานนี้ เห็นชัดเฉพาะในบางหมวดเช่นค่าตั๋วเครื่องบินเท่านั้น แต่การส่งผ่านในวงกว้างยังไม่ชัด

    ในขณะที่ Stephen Brown หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อเมริกาเหนือจาก Capital Economics เตือนว่าอย่าเพิ่งมองข้ามการขึ้นของราคาพลังงานและอาหารง่ายๆ เพราะมันมีความเสี่ยงที่จะป้อนต่อไปยัง “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” (Inflation Expectations) ของครัวเรือนได้ ซึ่งถ้าคนเริ่มคาดหวังว่าเงินเฟ้อจะสูง พฤติกรรมการใช้จ่ายและการต่อรองค่าจ้างก็จะเปลี่ยนตาม กลายเป็นวงจรอุบาทว์ทันที FOMC จึงน่าจะกังวลกับสัญญาณการเร่งตัวของเงินเฟ้ออาหารเป็นพิเศษ

    ✈️ ตั๋วเครื่องบินพุ่ง 20.7% รายปี! โรงแรมขึ้นแรงสุดในรอบ 2 ปี

    หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดของผลกระทบลูกโซ่จากน้ำมันแพงคือราคาตั๋วเครื่องบินค่ะ ค่าโดยสารเครื่องบิน (Airfares) ในเดือนเมษายนปรับขึ้น 2.8% จากเดือนก่อนหน้า และที่น่าตกใจกว่าคือเมื่อเทียบรายปี Airfares พุ่งขึ้นถึง 20.7% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2023 เลยนะคะ

    สาเหตุชัดเจนเลยว่าเพราะราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) แพงขึ้น สายการบินก็เลยต้องขึ้นค่าตั๋ว ขึ้นค่าโหลดกระเป๋า แล้วยังต้องตัดจำนวนเที่ยวบินลงด้วยเพื่อบริหารต้นทุน

    โดยรวมแล้ว ค่าบริการที่ไม่รวมพลังงานและที่อยู่อาศัย (Services ex energy and housing) ปรับขึ้น 0.5% ในเดือนเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ Fed จับตามองมาก เพราะมันสะท้อนเงินเฟ้อในภาคบริการที่มีความ “เหนียว” และยากจะกดลงด้วยนโยบายการเงิน ส่วนราคาโรงแรมก็ขึ้นไป 2.8% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2024

    ลองนึกภาพดูสิคะว่าคนอเมริกันที่วางแผนจะไปเที่ยวช่วงซัมเมอร์ปีนี้จะเจอกับอะไรบ้าง ทั้งตั๋วเครื่องบินแพง โรงแรมก็แพง ค่าน้ำมันถ้าจะขับรถเองก็แพง ซัมเมอร์ปีนี้ของอเมริกาน่าจะเป็นซัมเมอร์ที่แพงที่สุดในรอบหลายปีเลยค่ะ

    เนื้อวัวทุบสถิติใหม่ มะเขือเทศพุ่ง 37.9% — เรื่องในจานก็โดน Tariff เล่นงาน

    ส่วนที่กระทบจิตใจคนทั่วไปที่สุดน่าจะเป็นเรื่องค่ากินค่าอยู่นี่แหละค่ะ ราคาของชำหรือ Grocery ปรับขึ้น 0.7% ในเดือนเดียว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี โดยหมวดที่ขึ้นเด่นชัดมีทั้งเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม ผลไม้สด และผักสด แทบจะครบทุกหมวดอาหารหลักที่คนต้องซื้อทุกสัปดาห์เลย

    ขอเจาะลึกเรื่อง “เนื้อวัว” ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของอเมริกานะคะ ราคาเนื้อวัวบดขายปลีกในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ที่ 7.056 ดอลลาร์ต่อปอนด์ในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 2.8% จากเดือนก่อนหน้าที่ราคาทรงตัวไปชั่วครู่ส่วนเนื้อสเต็กก็แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยรวมแล้วราคาเนื้อวัวในรายงาน CPI ปรับขึ้น 2.7% เดือนต่อเดือน

    ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาขาดแคลนวัวในประเทศที่ยังเรื้อรัง แม้ว่าสหรัฐฯ จะนำเข้าเนื้อวัวในระดับสูงเป็นประวัติการณ์เพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ โดยตัวเลขนำเข้าไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่เกือบ 600,000 ตัน เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 ตามข้อมูล USDA

    ที่น่าสนใจคือทำเนียบขาวเพิ่งเลื่อนการออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) ที่จะลด tariff-rate quotas สำหรับเนื้อวัวเป็นการชั่วคราว ซึ่งถ้าออกมาก็จะช่วยให้นำเข้าเนื้อได้ในอัตราภาษีที่ต่ำลง สะท้อนว่ารัฐบาลก็พยายามจะคุมราคาอยู่ แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือเสียที

    อีกหมวดที่น่าตกใจมากคือ “มะเขือเทศ” ราคาเฉลี่ยของมะเขือเทศ field-grown แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.689 ดอลลาร์ต่อปอนด์ พุ่งขึ้น 19% จากเดือนก่อนหน้าเพียงเดือนเดียว และเมื่อเทียบรายปี ราคาในหมวดมะเขือเทศทั้งหมวดพุ่งขึ้นถึง 37.9% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2004 และเป็นการเพิ่มขึ้นที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาหมวดอาหารทั้งหมดในรายงานนี้

    สาเหตุหลักคือ “Tariff Effect” เพราะสหรัฐฯ พึ่งการนำเข้ามะเขือเทศจากเม็กซิโกเป็นหลัก พอประเทศเก็บภาษีนำเข้า ปริมาณ shipment จากเม็กซิโกก็ลดลง ราคาก็พุ่งทันที แน่นอนว่ายังมีปัจจัยอื่นเช่นต้นทุนน้ำมันดีเซลร่วมด้วย แต่ผลลัพธ์คือ “วัตถุดิบหลักในแซนด์วิช” ของคนอเมริกันยังคงขึ้นต่อเนื่อง คิดง่ายๆ คือคนอเมริกันที่ทำเบอร์เกอร์กินที่บ้านตอนนี้กำลังเจอเนื้อวัวทุบสถิติ บวกมะเขือเทศทุบสถิติ พร้อมกัน

    ค่าจ้างที่แท้จริงติดลบครั้งแรกในรอบ 3 ปี

    ที่นิคกี้คิดว่าเป็นไฮไลต์สำคัญที่สุดของรายงานนี้คือเรื่อง “ค่าจ้างที่แท้จริง” ค่ะ

    มีรายงานอีกฉบับที่ออกมาพร้อมกันในวันอังคาร ซึ่งนำตัวเลขเงินเฟ้อมาผสมกับข้อมูลค่าจ้าง พบว่าค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงที่แท้จริง (Real Average Hourly Earnings) ติดลบ 0.3% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 3 ปี

    ลองคำนวณง่ายๆ ดูนะคะ ค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงในรายงาน Jobs Report เดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบรายปี แต่ CPI Headline เพิ่มขึ้น 3.8% ในช่วงเดียวกัน เอาตัวเลขมาลบกัน คนอเมริกันโดยเฉลี่ยขึ้นเงินเดือนได้น้อยกว่าราคาของที่ขึ้น แปลว่ายิ่งทำงานยิ่งจน

    Heather Long หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Navy Federal Credit Union บอกตรงๆ ว่า “เงินเฟ้อกำลังกลืนกินทุกการขึ้นเงินเดือนของคนงาน” ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ตรงนี้สำคัญมากเพราะครัวเรือนไม่ได้สนใจหรอกค่ะว่า headline หรือ core inflation ต่างกันยังไง สำหรับเขาทุกอย่างคือ “ค่าครองชีพ” ทั้งหมด

    นิคกี้คิดว่าเรื่องนี้สำคัญมากในแง่การเมืองด้วยนะคะ เพราะราคาอาหารและค่าจ้างที่แท้จริงเป็นปัจจัยใหญ่ที่กำหนดความรู้สึกของคนอเมริกันต่อเศรษฐกิจ และปีนี้ยังเป็นปีเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ของสหรัฐฯ ด้วย ถ้าคนเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าซื้อของได้น้อยลงทุกเดือน มันจะกลายเป็นประเด็นการเมืองใหญ่แน่นอน

    ⚠️ ค่าเช่าที่อยู่อาศัย: ความผิดเพี้ยนจาก Government Shutdown และ 17 Basis Points ที่หายไป

    ทีนี้มาถึงเรื่องที่ต้องอธิบายลงรายละเอียดที่สุดของรายงานนี้ค่ะ นั่นคือเรื่อง “ค่าเช่าที่อยู่อาศัย” หรือ Shelter ในเดือนเมษายน

    ตัวเลขออกมาขึ้น 0.6% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 2 ปี แต่ก่อนที่ทุกคนจะตกใจ นิคกี้อยากให้เข้าใจกลไกเบื้องหลังก่อนนะคะ เพราะตัวเลขนี้มีความ “ผิดเพี้ยน” จากเหตุการณ์ Government Shutdown เมื่อปีที่แล้ว

    วิธีการเก็บข้อมูลค่าเช่าของ BLS คือ เขาจะสุ่มตัวอย่างยูนิตที่พักอาศัยและกลับไปเก็บราคาใหม่ทุกๆ 6 เดือน เป็นการ rolling sample แต่ในเดือนตุลาคม 2025 ที่เกิด Government Shutdown รัฐบาลปิดทำการ เจ้าหน้าที่ออกไปเก็บข้อมูลไม่ได้ BLS เลยจำเป็นต้อง “ปล่อยตัวเลขไม่เปลี่ยนแปลง” สำหรับยูนิตชุดนั้นในเดือนนั้น

    ผลที่ตามมาคือ พอถึงรอบเก็บข้อมูลครั้งถัดไปในเดือนเมษายน 2026 (6 เดือนหลังจากนั้น) ตัวเลขที่เก็บได้กลับเป็นการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงราคาตลอด “1 ปีเต็ม” แทนที่จะเป็น “6 เดือน” ตามปกติ ทำให้การเปลี่ยนแปลงรายเดือนในเดือนเมษายนดูใหญ่กว่าปกติประมาณ “2 เท่า”

    Christopher Hodge จาก Natixis ให้ข้อมูลที่เจาะลึกกว่านั้นว่า เฉพาะ Owners-Equivalent Rent หรือ OER (ค่าเช่าเทียบเคียงของผู้อยู่อาศัยเอง ซึ่งเป็นองค์ประกอบใหญ่ที่สุดในหมวดที่อยู่อาศัย) เพียงรายการเดียวก็ contribute ให้ Core Inflation ขึ้นถึง 17 basis points หรือ 0.17 percentage points แล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งของตัวเลขนี้มาจากความผิดเพี้ยนทางสถิติจาก Shutdown ที่ทิ้งหลุมข้อมูลไว้ในปลายปีที่แล้วนั่นเอง

    แปลความหมายง่ายๆ คือ ตัวเลข Core CPI ที่สูงในเดือนนี้มีองค์ประกอบที่เป็น “noise ทางสถิติ” ปะปนอยู่ ไม่ใช่ว่าค่าเช่าวิ่งกระโดดขึ้นจริงๆ ในเดือนเดียว นี่เป็นจุดที่นักวิเคราะห์ต้องระมัดระวังในการตีความ และก็เป็นจุดที่ Fed คงต้องชั่งใจเช่นกัน

    รถยนต์ลด ประกันรถซา ตำราเรียนทุบสถิติลง — เงินเฟ้อก็มีมุมพระเอกอยู่บ้าง

    อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ “Core goods prices” หรือราคาสินค้าคงทนพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารกับพลังงาน) กลับ “ไม่ขยับเลย” ในเดือนเมษายน โดยมีตัวช่วยใหญ่จากตลาดรถยนต์ที่กลายเป็น “ตัวกดเงินเฟ้อ” ในรอบนี้ ราคารถยนต์ใหม่ลดลง 0.2% เดือนต่อเดือน ส่วนรถมือสองและรถบรรทุกมือสองทรงตัว ถ้าเทียบรายปีจะเห็นภาพชัดกว่าคือรถใหม่ขึ้นเพียง 0.2% ปีต่อปี ในขณะที่รถมือสอง “ลดลง 2.7%” เลยนะคะ เป็นการช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในภาพรวมพอสมควร

    หมวดประกันรถยนต์ที่เคยเป็นตัวแสบทำเอาคนอเมริกันบ่นกันแซ่ดมาหลายปี รอบนี้ก็ขึ้นเพียง 0.1% เท่านั้น ถือว่าให้ความผ่อนคลายเล็กน้อย และของแถมที่นิคกี้คิดว่าน่าสนใจคือ “ตำราเรียนมหาวิทยาลัย” ราคาลดลง 3% ในเดือนเดียว ซึ่งเป็นการ “ลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์” ในซีรีส์ข้อมูลนี้ แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจสะท้อนว่าทุกวันนี้นักศึกษาก็ไม่ค่อยใช้หนังสือเล่มแล้ว เปลี่ยนไปใช้ตำราดิจิทัลกันมากขึ้นก็ตาม

    ส่วนหมวดที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้ดูผลกระทบจาก Tariff คือสินค้านำเข้าที่ไวต่อภาษี (Import-sensitive items) ภาพออกมา “ผสมๆ” ค่ะ ของแต่งบ้านลดลง 0.5% เดือนต่อเดือน โดยเฟอร์นิเจอร์และเครื่องนอนลดลง 0.3% และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านลดลง 0.4% ผลิตภัณฑ์วิดีโอและเครื่องเสียงปรับขึ้น 0.3% เสื้อผ้าขึ้น 0.6% ซึ่งเป็นการขึ้นที่น้อยที่สุดตั้งแต่เดือนมกราคม และคอมพิวเตอร์ขึ้น 0.9%

    สรุปคือยังไม่มี “เทรนด์ชัดเจน” ในกลุ่มสินค้านำเข้าเหล่านี้ และบางหมวดที่ไวต่อภาษีเช่นเสื้อผ้าและของเล่นก็ปรับขึ้นในอัตรา “อ่อนแรง” กว่าที่เคยขึ้นในเดือนมีนาคม นี่อาจเป็นสัญญาณว่าร้านค้าปลีกเริ่มผลักภาระต้นทุนจากภาษีนำเข้าของประธานาธิบดี Donald Trump ไปจนจบแล้วในระดับหนึ่ง

    แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหายห่วงนะคะ เพราะความเสี่ยงข้างหน้าคือถ้าน้ำมันแพงต่อ ราคาสินค้าอาจจะกลับมาเริ่มไต่ขึ้นใหม่ในช่วงปลายปี เพราะต้นทุนการขนส่งจะค่อยๆ ซึมเข้าไปในห่วงโซ่อุปทาน นี่คือ “ดาบสองคม” ที่นักวิเคราะห์มอง

    หมวดอื่นๆ ที่ให้ความผ่อนคลายบ้างคือค่ารักษาพยาบาล (Medical Care) และค่าโทรคมนาคม (Communications) ในขณะที่หมวดที่ยังเดินหน้าขึ้นต่อเนื่องในวงกว้างคือเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน เสื้อผ้า การศึกษา ของใช้ส่วนตัว ค่าตั๋วเครื่องบิน และแน่นอนพลังงานที่อยู่บนยอด สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์สังเกตคือ “ความกว้าง” ของหมวดที่ราคายังคงขึ้นนั้นน่าจับตา ไม่ใช่กระจุกอยู่ที่ไม่กี่หมวด

    Fed อยู่นิ่ง ลดดอกเบี้ยปีนี้คงยาก — Warsh ก็มาเจอด่านนี้

    ด้วยภาพที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังถือว่าทรงตัวดี Fed กำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่าสงครามจะกระทบต่อราคาต่อเนื่องไปอีกแค่ไหน รายงานนี้จะตอกย้ำแนวคิดว่าไม่เพียงแต่ Fed จะ “อยู่นิ่ง” เท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ Fed จะค่อยๆ ขยับห่างจาก “easing bias” หรือท่าทีเอนเอียงไปทางผ่อนคลายนโยบายที่เคยมีมาในช่วงหลายเดือนก่อน

    ตรงนี้มี backdrop ที่น่าสนใจมากนะคะ เพราะภาพปัจจุบันแตกต่างจากภาพในเดือนมกราคมตอนที่มีการประกาศ nomination ของ Kevin Warsh ขึ้นเป็น Fed Chair คนใหม่ ตอนนั้นบรรยากาศเอนเอียงไปทางผ่อนคลาย แต่ตอนนี้คณะกรรมการ FOMC ต้องเผชิญหน้ากับเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวอีกรอบ ทำให้สถานการณ์ของ Warsh ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนคิด

    นักลงทุนในตลาด Futures มองว่าโอกาสที่จะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มอีกในปี 2026 นั้น “น้อยมาก” แล้ว แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์บางสำนักจะยังคงคาดการณ์ว่าอาจมีการลดดอกเบี้ยช่วงปลายปีก็ตาม

    จุดที่ต้องเข้าใจเพิ่มคือ Fed ไม่ได้ใช้ CPI เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อหลักของตัวเองนะคะ มาตรวัดที่ Fed ให้ความสำคัญมากกว่าคือ PCE (Personal Consumption Expenditures Price Index) ซึ่งสูตรการคำนวณให้น้ำหนักกับ “ค่าเช่าที่อยู่อาศัย” น้อยกว่า CPI พอสมควร

    ดังนั้นต่อให้ Shelter ใน CPI ดูพุ่ง แต่พอเข้าสูตร PCE ผลกระทบจะถูกเจือจางลงพอสมควร

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือรายงาน PPI (Producer Price Index) หรือดัชนีราคาผู้ผลิตที่จะออกในวันพุธ ซึ่งจะให้ภาพในหมวดเพิ่มเติม รวมถึงตัวเลข Airfares ที่จะถูกป้อนตรงเข้าไปในการคำนวณ PCE

    ส่วน PCE ตัวเต็มจะประกาศปลายเดือนนี้ค่ะ และยังมีรายงานเงินเฟ้ออีกหนึ่งฉบับก่อนการประชุม Fed ครั้งถัดไป ซึ่งจะเป็น data point สุดท้ายที่ FOMC ใช้ตัดสินใจ
    มุมมองนิคกี้ส่งท้าย

    โดยสรุปแล้ว เงินเฟ้ออเมริกาเดือนนี้คือภาพสะท้อนชัดๆ ของ “Cost-Push Inflation” จากสงครามที่กดดันราคาน้ำมัน แล้วลามไปกระทบทุกอย่างตั้งแต่ตั๋วเครื่องบินที่พุ่ง 20.7% รายปี โรงแรมที่ขึ้นสุดในรอบ 2 ปี เนื้อวัวและมะเขือเทศที่ทุบสถิติใหม่ ไปจนถึงค่าจ้างที่แท้จริงที่ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ส่วน Core CPI ที่ดูแรงนั้นก็ต้องระวังว่ามี noise ทางสถิติจาก Shutdown ปะปน โดย OER เพียงรายการเดียวก็ contribute 17 basis points แล้ว ทำให้ภาพเงินเฟ้อ “พื้นฐาน” จริงๆ อาจไม่ได้แย่เท่าหน้าตัวเลข

    มุมที่ “ผ่อนคลาย” คือตลาดรถยนต์ที่กลายเป็นตัวกดเงินเฟ้อ ทั้งรถใหม่ที่ลดลง รถมือสองที่ติดลบรายปี ประกันรถที่ขึ้นน้อยลง บวกกับสัญญาณที่ดีว่าผลกระทบจาก Tariff ในหมวดเสื้อผ้าและของเล่นเริ่มชะลอ ตำราเรียนก็ลดราคามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ค่ารักษาพยาบาลและค่าโทรคมนาคมก็ให้ความผ่อนคลาย

    แต่อย่างไรก็ตามภาพรวมก็คือ Fed คงไม่กล้าลดดอกเบี้ยง่ายๆ ในปีนี้ ตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้น และค่าเงินดอลลาร์รับรู้ทิศทางนี้แล้วจากปฏิกิริยาทันทีหลังตัวเลขประกาศ และนักลงทุนทั่วโลกก็คงต้องตั้งหลักกันใหม่ว่า “Higher for Longer” อาจไม่ใช่แค่วลีฮิตอีกต่อไปแล้ว

    ความเสี่ยงสำคัญที่ Stephen Brown เตือนไว้คือ ถ้าราคาพลังงานและอาหารพร้อมกันยังคงสูง มันจะค่อยๆ ดันความคาดหวังเงินเฟ้อของครัวเรือนให้ขยับขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่ Fed กลัวที่สุด เพราะถ้า expectations หลุด การกดเงินเฟ้อกลับมาที่เป้า 2% ของ Fed จะยากขึ้นเป็นทวีคูณ

    สำหรับพอร์ตการลงทุน นิคกี้มองว่าธีม “ป้องกันเงินเฟ้อ” และสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จาก commodity supercycle ยังคงน่าสนใจ ในขณะที่หุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อกำลังซื้อผู้บริโภคในอเมริกาอาจต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะคนอเมริกันโดยเฉลี่ย “จนลงในเชิงกำลังซื้อจริง” เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และนั่นย่อมส่งผลต่อยอดขายของธุรกิจ Consumer Discretionary ในระยะถัดไปค่ะ

    https://www.facebook.com/share/p/1BWBmb8JvU/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัสเซียยกระดับขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ครั้งสำคัญ หลังประกาศความสำเร็จของขีปนาวุธ "Sarmat" ที่มีระยะยิงไกลที่สุดในโลกครอบคลุมทุกจุดหมายทั่วทุกมุมโลก

    รัสเซียประกาศขีปนาวุธ RS-28 Sarmat ทำสถิติระยะยิงไกลที่สุดในโลกกว่า 35,000 กิโลเมตร ทรงพลังกว่าอาวุธตะวันตก 4 เท่า

    ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกของขีปนาวุธวิถีโค้งข้ามทวีป (ICBM) รุ่นใหม่ล่าสุด RS-28 Sarmat โดยระบุว่าระบบอาวุธดังกล่าวสามารถเดินทางได้ทั้งในวิถีโค้งปกติและวิถีระดับต่ำกว่าวงโคจร (Suborbital Trajectory) ส่งผลให้มีระยะยิงไกลเกินกว่า 35,000 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นระยะการโจมตีที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ยุทโธปกรณ์ระดับโลก

    ผู้นำรัสเซียระบุว่าระบบนี้มีความแม่นยำเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และถูกออกแบบมาให้สามารถเจาะทะลวงระบบป้องกันขีปนาวุธได้ทุกรูปแบบ ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยขีปนาวุธ Sarmat มีอานุภาพทำลายล้างสูงกว่าอาวุธระดับเดียวกันของชาติตะวันตกถึง 4 เท่า และถือเป็นระบบแพ็กเกจอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลก ซึ่งเทียบเท่ากับระบบขีปนาวุธ Voyevoda ในยุคโซเวียตแต่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถให้เหนือชั้นกว่า

    สื่อความมั่นคงประเมินว่าการประกาศครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มประเทศตะวันตกท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่นในปี 2026 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลด้านระยะทาง 35,000 กิโลเมตรนั้น เป็นการคำนวณจากการเดินทางรอบโลกในวิถีต่ำ ซึ่งทางหน่วยงานความมั่นคงของชาติตะวันตกกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลทางเทคนิคดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: รัสเซียมีการพัฒนาขีปนาวุธ RS-28 Sarmat มาอย่างต่อเนื่องเพื่อทดแทนรุ่นเก่า และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีการแถลงถึงศักยภาพของอาวุธนี้ต่อสาธารณะ
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ข้อมูลทางเทคนิคเรื่องระยะยิง 35,000 กิโลเมตร และความสามารถในการเจาะทะลวงระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นล่าสุดของ NATO
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: ประสิทธิภาพในการใช้งานจริงในสนามรบภายใต้สภาวะการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – เป็นการแถลงอย่างเป็นทางการจากผู้นำรัฐและมีการรายงานตรงกันในสื่อระดับโลกหลายแห่ง

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Reuters, TASS, Al Jazeera

    https://www.facebook.com/share/p/18VMFa9sUg/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิสราเอลประกาศแผนตั้งโรงงานผลิตโดรนกามิกาเซ่ครั้งใหญ่เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

    อิสราเอลเดินหน้าสร้างฐานการผลิตฝูงโดรนกามิกาเซ่ (Suicide Drones) รับมือสงครามโดรนระอุในเลบานอนตอนใต้

    สถานีวิทยุกองทัพอิสราเอลรายงานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Benjamin Netanyahu ได้อนุมัติโครงการจัดตั้งโรงงานผลิตอากาศยานไร้คนขับแบบพลีชีพขนานใหญ่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่นำโดย Naim Qassem ซึ่งได้ยกระดับการใช้โดรนติดระเบิดโจมตีฐานที่มั่นของกองทัพอิสราเอลอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่า ฮิซบอลเลาะห์ได้เปลี่ยนรูปแบบการโจมตีจากการใช้จรวดมาเป็นการใช้โดรน FPV และโดรนกามิกาเซ่มากขึ้น โดยเฉพาะการโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศ "ไอรอนโดม" (Iron Dome) ซึ่งส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของพลเรือนและทหารในพื้นที่ชายแดน ทำให้กองทัพอิสราเอลจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์จากการป้องกันแบบอิเล็กทรอนิกส์ มาเป็นการรุกด้วยโดรนราคาถูกที่มีประสิทธิภาพสูง

    ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดล "การป้องกันเชิงรุกแบบกระจายตัว" จะช่วยให้อิสราเอลสามารถปิดช่องว่างทางยุทธวิธีในสมรภูมิเลบานอนได้รวดเร็วขึ้น โดยโรงงานแห่งใหม่นี้จะเน้นการผลิตโดรนที่สามารถประกอบได้ง่ายในปริมาณมาก เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: กองทัพอิสราเอลเผชิญกับการโจมตีด้วยโดรนกามิกาเซ่จากฮิซบอลเลาะห์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนพฤษภาคม 2026
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: กำลังการผลิตและพิกัดที่ตั้งที่แน่นอนของโรงงานผลิตโดรนแห่งใหม่ในอิสราเอล
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: รายงานเรื่องการทำลายฐานผลิตอาวุธของฮิซบอลเลาะห์ในเขตดาฮีเยห์โดยสมบูรณ์

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – มีรายงานสอดคล้องกันจากสถานีวิทยุกองทัพอิสราเอลและสื่อความมั่นคงในพื้นที่

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Army Radio (Galei Tzahal), Times of Israel, Alma Research Center

    https://www.facebook.com/share/p/1BDfzQ7SSA/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #เขมร ช็อก หลัง สื่อ #กัมพูชา ออกข่าว ไทย ขึ้นทะเบียน ปราสาท ตาเหมือน ตาควาย เป็นโบราณสถาน ของ จ. สุรินทร์
    FB_IMG_1778633089076.jpg
    โดย โซเชียล เขมร ถึงกับคอมเม้นท์เดือด ในเรื่องนี้ และคาดว่า ข่าวนี้ น่าจะ สะเทือนไปถึง คะแนนเสียง พรรคของ ฮุนเซน ที่กำลังมีการเลือกตั้ง ใน กัมพูชา ไม่น้อย

    ที่มาข่าว อยู่ในคอมเม้นท์ เพจ Duck News

    #cambodia #ducknews

    https://www.facebook.com/share/p/1AzSPzWNo4/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สื่อ เขมร ตีข่าว ฮุนมาเนต นายกฯ กัมพูชา ยืนยัน ว่า จะไม่กลับ ไปเจรจา แบบ ทวิภาคี กับ ไทย หลังจาก มีการ ยกเลิก MOU

    ที่มาข่าว อยู่ในคอมเม้นท์ เพจ Duck News
    FB_IMG_1778633138811.jpg
    #cambodia #ducknews #กัมพูชา #เขมร #hunmanet
    https://www.facebook.com/share/p/18Tr498XJE/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【ตลาดมือสองจีนแฉความจริง “รถไฟฟ้า” ลดราคารวดเร็วราวเศษเหล็ก แม้ยอดขายรถใหม่ทะลุ 50%】
    เปิดปริศนาตลาดรถมือสองใหญ่ที่สุดในปักกิ่ง ทำไมรถไฟฟ้าหายไป ขณะที่รถน้ำมันยังครองสนาม สะท้อนความล้มเหลวเงียบของผู้ซื้อรถ EV นับล้านราย
    ภาพแปลกตาที่ตลาดรถมือสองฮวาเซียงปักกิ่ง
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2026 ผู้สื่อข่าวจากสื่อ Huaxia Times (华夏时报) ได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดรถมือสองฮวาเซียง (花乡二手车市场) ซึ่งเป็นศูนย์รวมรถมือสองที่ใหญ่ที่สุดในกรุงปักกิ่ง พบภาพที่ขัดแย้งกับสถานการณ์ในตลาดรถใหม่อย่างสิ้นเชิง
    ลานจอดรถขนาดมหึมาเต็มไปด้วยรถน้ำมันทั้งแบรนด์ญี่ปุ่น เยอรมัน และจีน เรียงรายเป็นแถวยาวนับไม่ถ้วน ทุกคันมีผู้ค้าเฝ้าประจำ แต่เมื่อมองไปยังมุมของรถพลังงานไฟฟ้า กลับพบเพียงไม่กี่คัน ผู้สื่อข่าวระบุด้วยคำว่า “นับด้วยนิ้วได้” และบรรยากาศโดยรวมเงียบเหงาผิดปกติ ผู้บริโภคที่เข้ามาสอบถาม “บางตา”
    คำตอบจากผู้ค้า “ไม่กล้ารับ ไม่อยากรับ”
    เมื่อผู้สื่อข่าวเดินสอบถามทีละร้าน ผู้ค้าให้คำตอบในทิศทางเดียวกันว่า “ไม่กล้ารับและไม่อยากรับ”
    ผู้ค้ารายหนึ่งกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า วันนี้รับซื้อมาในราคาหนึ่ง ไม่นานหลังจากนั้นเมื่อราคาปลายทางเปลี่ยน ราคารถมือสองก็จะตกตาม รถที่ค้างอยู่ในมือจะเสื่อมค่าเร็วจนรับไม่ไหว
    ผู้ค้ารายเก๋าที่ทำธุรกิจรถน้ำมันมากว่า 10 ปี กล่าวว่า “เครื่องยนต์ เกียร์ ผมหลับตาก็ดูออกว่าดีหรือไม่ดี แต่รถไฟฟ้านี่ สถานะแบตเตอรี่ ระบบช่วยขับขี่ ระบบของรถ หลายอย่างไม่เข้าใจเลย เมื่อไม่เข้าใจ ก็ไม่แตะดีกว่า”
    ขณะที่บางรายกล่าวรุนแรงกว่านั้นว่า “รับมาคันหนึ่ง ขาดทุนคันหนึ่ง สู้ไม่รับเลยดีกว่า”
    ตัวเลขที่ฟ้อง รถไฟฟ้าตกราคาเร็วแค่ไหน
    ข้อมูลอัตราคงค่ารถพลังงานใหม่ในจีนปี 2025 น่าตกใจ อัตราคงค่า 1 ปีอยู่ที่ 57.4% ปีที่ 2 อยู่ที่ 47.1% ปีที่ 3 เหลือเพียง 38.1% และปีที่ 4 ตกลงเหลือ 30.7%
    หมายความว่า รถไฟฟ้ามูลค่า 200,000 หยวน เมื่อใช้งาน 3 ปี มูลค่าคงเหลือจะไม่ถึง 80,000 หยวน ซึ่งไม่ถึง 40% ของราคาที่ซื้อมา
    เปรียบเทียบกับรถน้ำมัน อัตราคงค่า 1 ปีอยู่ที่ 62.2% ปีที่ 2 อยู่ที่ 57.5% ปีที่ 3 อยู่ที่ 51.2% และปีที่ 4 อยู่ที่ 44.5% ใช้งาน 4 ปีเท่ากัน รถน้ำมันยังรักษามูลค่าได้เกือบครึ่งหนึ่ง ขณะที่รถไฟฟ้าเหลือเพียงสามส่วนสิบเท่านั้น
    รายงานจากศูนย์วิจัยข้อมูลอุตสาหกรรมยานยนต์จีน
    เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ศูนย์ China Automotive Data Research (中汽数研) เผยแพร่รายงานล่าสุด ระบุว่าอัตราคงค่ารถพลังงานใหม่ในประเทศจีนที่อายุ 3 ปี โดยรวมต่ำกว่า 70% ซึ่งยังไม่ถึงระดับที่อุตสาหกรรมต้องการ
    แม้แต่ Tesla Model X ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าที่มีอัตราคงค่าสูงที่สุด อัตราคงค่า 3 ปีก็อยู่ที่ 61.7% เท่านั้น ส่วน Tesla Model 3 และ Model Y อัตราคงค่า 3 ปีอยู่ที่ 61.4% และ 55.0% ตามลำดับ
    สถานการณ์ยังเลวร้ายลงต่อเนื่อง อัตราคงค่าเฉลี่ย 3 ปีของรถพลังงานใหม่ลดลงจาก 50.9% ในปี 2023 เหลือ 41.7% ในปี 2024 และลดลงอีกเหลือ 38.1% ในปี 2025 ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกเลย
    ราคาเฉลี่ยของการซื้อขายรถมือสองก็ทรุดตามไปด้วย ราคาเฉลี่ยรถพลังงานใหม่มือสองในปี 2025 ตกจาก 79,200 หยวนในปี 2024 เหลือ 66,700 หยวน ลดลง 15.8% ในรอบปี ขณะที่ราคาเฉลี่ยรถน้ำมันมือสองในช่วงเดียวกันลดลงเพียง 8.1% เท่านั้น
    ดาบเล่มแรก สงครามราคาทำลายมูลค่าคงเหลือ
    ในช่วงปี 2023-2025 ตลาดรถพลังงานใหม่ของจีนเผชิญสงครามราคาที่ดุเดือด ปี 2023 มีแบรนด์กว่า 40 แบรนด์ร่วมสงครามราคา ราคาขายปลายเฉลี่ยของรถพลังงานใหม่ลดลง 14.8% ภายในปีเดียว
    ปี 2024 รุนแรงยิ่งกว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2024 มีรถยนต์ลดราคาถึง 195 รุ่น มากกว่าตลอดทั้งปี 2023 ซึ่งอยู่ที่ 150 รุ่นมาก
    เมื่อราคารถใหม่ลดลง รถมือสองจึงขายไม่ออก ตรรกะนั้นเรียบง่าย รถไฟฟ้าที่ซื้อมา 150,000 หยวน หนึ่งปีต่อมารถใหม่รุ่นเดียวกันลดเหลือ 120,000 หยวน รถมือสองจะตั้งราคา 130,000 หยวนได้อย่างไร
    ที่น่ากลัวกว่านั้น รถพลังงานใหม่ในจีนปัจจุบันออกรุ่นใหม่เร็วมาก จาก “ปรับเล็ก 3 ปี เปลี่ยนรุ่น 5 ปี” กลายเป็น “ปรับเล็กทุกครึ่งปี เปลี่ยนรุ่นทุกปี” บางคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “รถไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งรายปี” (年抛型电车)
    ดาบเล่มที่สอง การรับประกันที่หายไปเมื่อเปลี่ยนเจ้าของ
    ปัจจุบันค่ายรถหลายแห่งโฆษณา “รับประกันตลอดชีพสำหรับเจ้าของคันแรก” ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่เสื่อมหรือระบบควบคุมไฟฟ้าเสียก็ซ่อมและเปลี่ยนให้ฟรี
    แต่ปัญหาคือ การรับประกันนี้เป็นของ “เจ้าของคันแรก” เท่านั้น เมื่อขายรถออกไป การรับประกันจะหายไปทันที ผู้ซื้อมือสองจะได้รับรถ “เปล่า” ที่ไม่มีการรับประกันใดๆ
    สุขภาพแบตเตอรี่เป็นอย่างไร ไม่รู้ ระยะวิ่งลดไปเท่าไร ไม่รู้ หากมีปัญหา ค่าซ่อมต้องจ่ายเอง ในเมื่อราคารถใหม่ก็ถูกอยู่แล้วและยังมีประกันเจ้าของคันแรกแถมมาด้วย ทำไมผู้บริโภคจะเสี่ยงซื้อมือสอง
    ดาบเล่มที่สาม กำแพงเทคโนโลยีที่ผู้ค้ารับไม่ไหว
    รถน้ำมันมีข้อดีคือเครื่องยนต์และเกียร์ ช่างทั่วโลกเข้าใจหมด มีระบบประเมินมูลค่าคงเหลือที่พัฒนาแล้ว ผู้ค้ารถมือสองทำธุรกิจมาหลายสิบปีจนสะสมประสบการณ์
    แต่รถไฟฟ้าต่างออกไป จะประเมินสุขภาพแบตเตอรี่อย่างไร ระบบควบคุมไฟฟ้ามีปัญหาแฝงหรือไม่ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติจะถูกลดสเปคหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงผู้บริโภคไม่เข้าใจ ผู้ค้ารถมือสองที่ทำงานมาสิบกว่าปียังงงไปด้วย
    ผู้ค้าในตลาดฮวาเซียงรายหนึ่งกล่าวตรงๆ ว่า “พวกเราหลายอย่างเกี่ยวกับระบบควบคุมไฟฟ้าและฟังก์ชันอัจฉริยะไม่เข้าใจเลย แทนที่จะเสี่ยง ก็ไม่รับเสียดีกว่า”
    ตัวเลขที่สะท้อนวิกฤต
    ในปี 2025 ปริมาณซื้อขายรถพลังงานใหม่มือสองทั่วประเทศจีนอยู่ที่ 1.6 ล้านคัน คิดเป็น 7.9% ของปริมาณซื้อขายทั้งหมด ขณะที่ในตลาดรถใหม่ปีเดียวกัน อัตราการเข้าถึงของรถพลังงานใหม่เกิน 50% แล้ว
    หมายความว่า ในตลาดรถใหม่ ทุกๆ 2 คันที่ขายออกไป มี 1 คันเป็นรถไฟฟ้า แต่ในตลาดรถมือสอง รถ 100 คัน มีไม่ถึง 8 คันที่เป็นรถไฟฟ้า
    ที่ปรึกษาฝ่ายขายของบริษัทรถมือสอง Guazi (瓜子二手车) กล่าวกับ Huaxia Times อย่างตรงไปตรงมาว่า ในเงื่อนไขราคา สภาพรถ และอายุการใช้งานเท่ากัน เมื่อดูจากมูลค่าคงเหลือหลัง 2 ปี รถไฟฟ้าล้วนยังคงมีอัตราคงค่าต่ำกว่ารถน้ำมัน
    ความรุ่งเรืองปลอม การล่มสลายของผู้บริโภคทั่วไป
    ตลาดรถพลังงานใหม่ของจีนเข้าสู่สถานการณ์ที่ขัดแย้งกันเอง รถใหม่ขายดีเท่าไร รถมือสองยิ่งขายยากเท่านั้น อัตราการเข้าถึงสูงเท่าไร อัตราคงค่ายิ่งต่ำ
    รายงานผลงานของค่ายรถสวยขึ้นเรื่อยๆ แต่บัญชีของเจ้าของรถทั่วไปขาดทุนหนักขึ้นทุกปี ผู้ที่ตื่นรู้ที่สุดในสถานการณ์ “ความรุ่งเรืองปลอม” นี้ กลับเป็นผู้ค้ารถมือสองที่ยืนยกหัวสั่นในมุมของตลาดฮวาเซียง
    พวกเขาไม่เข้าใจอัตราการเข้าถึง ไม่เข้าใจอัลกอริทึมขับเคลื่อนอัจฉริยะ แต่พวกเขาเข้าใจเรื่องเดียวคือรถคันนี้รับมาแล้วขายออกได้หรือไม่ รับมาแล้วจะขาดทุนหรือไม่ คำตอบคือ ขายไม่ได้ และขาดทุนแน่นอน พวกเขาจึงเลือกที่จะไม่แตะ
    ผู้บริโภคทั่วไปที่ซื้อรถไฟฟ้ามาแล้วและกำลังลุ้นจะปล่อยรถออกไป จึงเป็นผู้แพ้ที่เงียบที่สุดในเกมนี้ ไม่มีใครเอ่ยถึงพวกเขาในแถลงข่าว ไม่มีใครคำนวณการขาดทุนของพวกเขาในรายงานผลงาน
    ตอนซื้อรถ พนักงานขายบอกว่า “อนาคตเป็นของรถไฟฟ้า” ตอนขายรถ ตลาดกลับบอกว่า “ของแบบนี้ไม่มีใครเอา” ระยะห่างตรงกลางนั้นเรียกว่าความเป็นจริง

    ที่มา: YouTube ช่อง 在野說 (@zaiyeshuo) : Huaxia Times (华夏时报), China Automotive Data Research (中汽数研), Guazi Used Car (瓜子二手车), ข้อมูลตลาดรถมือสองฮวาเซียง (花乡二手车市场) ปักกิ่ง

    https://www.facebook.com/share/p/1CRM2VrNdW/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【จีนยกเว้นมาตรการคว่ำบาตร “มาร์โก รูบิโอ” ปูพรมแดงต้อนรับ ร่วมคณะทรัมป์เยือนปักกิ่งครั้งประวัติศาสตร์】
    รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กลายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกที่ถูกจีนคว่ำบาตรแต่ได้เข้าประเทศ — เบื้องหลังคือการเปลี่ยน “ตัวอักษรจีน” สะกดชื่อ
    ภาพรวมเหตุการณ์
    เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 รัฐบาลจีนได้ประกาศยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรที่เคยใช้กับ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ พร้อมเตรียมปูพรมแดงต้อนรับเขาในฐานะส่วนหนึ่งของคณะผู้ติดตามประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งระหว่างวันที่ 12–15 พฤษภาคม
    นับเป็นการพลิกผันทางการทูตที่น่าจับตามอง เนื่องจากในปี 2020 รัฐบาลปักกิ่งเคยประกาศคว่ำบาตรและสั่งห้ามรูบิโอเดินทางเข้าประเทศจีนถึงสองครั้ง ในขณะที่เขายังดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก
    เบื้องหลังการคว่ำบาตรปี 2020
    รูบิโอ ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบาและมีจุดยืนต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน เป็นผู้ร่างกฎหมายสำคัญในรัฐสภาสหรัฐฯ ที่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรจีนอย่างกว้างขวาง จากกรณีการใช้แรงงานบังคับชาวอุยกูร์ในเขตซินเจียง รวมถึงเป็นเสียงวิจารณ์การปราบปรามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงเมื่อปี 2019
    มาตรการคว่ำบาตรของจีนถูกใช้เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ สองครั้ง ครั้งแรกตอบโต้กรณีสหรัฐฯ คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนเรื่องชาวอุยกูร์ และครั้งที่สองตอบโต้กรณีคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง
    “ทางออกทางการทูต” ผ่านการเปลี่ยนตัวอักษรจีน
    ตามรายงานของ AFP จีนหาทางออกทางการทูตด้วยวิธีที่ไม่เคยมีมาก่อน — คือการเปลี่ยน “ตัวอักษรจีน” ที่ใช้สะกดนามสกุล “Rubio” หลังจากที่เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
    ก่อนเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 รัฐบาลจีนและสื่อทางการเริ่มใช้ตัวอักษรจีนตัวใหม่แทนพยางค์แรก “Lu” ในชื่อของเขา นักการทูตสองรายระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเพราะรูบิโอยังอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งรวมถึงการห้ามเข้าประเทศ ภายใต้ “การสะกดชื่อแบบเดิม”
    บริบทการเยือนของทรัมป์
    การเยือนจีนครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางเยือนประเทศจีนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบเกือบ 9 ปี โดยครั้งสุดท้ายคือการเยือนของทรัมป์เองในเดือนพฤศจิกายน 2017 ระหว่างวาระแรก
    เดิมที การเยือนถูกวางแผนไว้ในสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน แต่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากสงครามอิหร่าน 2026 ก่อนทำเนียบขาวประกาศวันเยือนใหม่เป็น 12–15 พฤษภาคม
    คณะที่ร่วมเดินทางบนเครื่อง Air Force One ประกอบด้วย ประธานาธิบดีทรัมป์, เอริก ทรัมป์, ลารา ทรัมป์, รัฐมนตรีต่างประเทศรูบิโอ, รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ, ผู้แทนการค้า เจมีสัน เกรียร์ และ สตีเฟน มิลเลอร์ นอกจากนี้ยังมีซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีระดับสูงร่วมเดินทางอีกกว่า 12 ราย เช่น อีลอน มัสก์, เจนเซน หวง และ ทิม คุก
    ประเด็นที่อยู่ในวาระการหารือ
    วาระการหารือครอบคลุมหลายประเด็น ทั้งความขัดแย้งในอิหร่านที่ยังดำเนินอยู่ ข้อตกลงทางเศรษฐกิจและการค้า ตลอดจนความมั่นคงในภูมิภาค ก่อนหน้านี้เมื่อ 16 เมษายน รัฐมนตรีกลาโหม เฮกเซธ เปิดเผยว่าปักกิ่งได้ให้คำมั่นระดับสูงกับทำเนียบขาวว่าจะไม่ส่งอาวุธให้อิหร่าน รวมถึงตัดความเป็นไปได้ในการส่งมอบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศให้กองทัพอิหร่าน
    ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนชี้ว่า สงครามอิหร่าน 2026 อาจทำให้จีนมีอำนาจต่อรองมากขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องโยกย้ายทรัพยากรจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งทรัพยากรเหล่านั้นอาจมีความจำเป็นในกรณีเกิดความขัดแย้งเหนือไต้หวัน
    จุดยืนของรูบิโอต่อจีนภายใต้รัฐบาลทรัมป์
    ในการประชุมรับรองตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ รูบิโออธิบายจีนว่าเป็น “ศัตรูที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง รูบิโอกลับสนับสนุนแนวทางของทรัมป์ที่เรียกประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ว่า “เพื่อน” และให้น้ำหนักกับการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า ขณะที่ลดเสียงการพูดถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน
    อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่ผ่านมา รูบิโอเคยสร้างความอุ่นใจให้ไต้หวันด้วยการยืนยันว่า รัฐบาลทรัมป์จะไม่นำอนาคตของไต้หวันมาเป็นเครื่องต่อรองเพื่อแลกกับข้อตกลงการค้ากับจีน
    ทั้งนี้ ก่อนการเยือนครั้งนี้ รูบิโอได้พบกับ หวัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศกลาง และรัฐมนตรีต่างประเทศจีน เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ และมีการพูดคุยทางโทรศัพท์อีกครั้งในวันที่ 30 เมษายน เพื่อเตรียมการประชุมระดับผู้นำ
    รูบิโอยังถูกมองว่าเป็นตัวเต็งคนหนึ่งสำหรับการเสนอชื่อเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันในปี 2028 โดยทรัมป์เคยปล่อยแนวคิด “ดรีมทีม” จับคู่รูบิโอกับรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์

    ที่มา: Fox News, AFP, South China Morning Post, Townhall, Arab News, Wikipedia

    https://www.facebook.com/share/p/19vK5VQzgr/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153

    【จิตวิทยาช่วยอะไรไม่ได้ในจีน — เพราะปัญหาคนจีนไม่ใช่อารมณ์ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง】
    บล็อกเกอร์จีนชี้ จิตบำบัดแบบตะวันตกใช้ไม่ได้ผลในสังคมที่ “ตัวตน” ถูกกำหนดโดยความคาดหวังของแม่ การประเมินของหัวหน้า และราคาบ้าน
    บล็อกเกอร์ตั้งคำถาม จิตวิทยาแก้ปัญหาอะไรได้บ้างในจีน
    วันที่ 11 พฤษภาคม บัญชี @whyyoutouzhele หรือที่รู้จักในชื่อ 李老师不是你老师 (หลี่เหล่าซือปู๋ซื่อหนี่เหล่าซือ) ได้เผยแพร่บทวิจารณ์จากบล็อกเกอร์รายหนึ่งบนแพลตฟอร์ม X ที่ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ศาสตร์จิตวิทยาในรูปแบบที่นำเข้าจากตะวันตกนั้น แทบจะใช้แก้ปัญหาที่คนจีนกำลังเผชิญไม่ได้เลย
    บล็อกเกอร์รายดังกล่าวระบุว่า ปัญหาทางใจของคนจีนจำนวนมาก โดยพื้นฐานแล้วไม่ใช่ “ปัญหาทางอารมณ์” หากแต่เป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่จิตบำบัดไม่อาจแก้ไขได้
    กรณีตัวอย่างที่หนึ่ง นักเรียนมัธยมปลายปีสุดท้าย
    บล็อกเกอร์ยกตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย (เกาซาน) ที่ต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยนอนเพียงคืนละ 5 ชั่วโมง ทำข้อสอบจนอาเจียน เครียดจนผมร่วง
    หากพานักเรียนคนนี้ไปพบจิตแพทย์ สิ่งที่หมอจะสอนคือ “การยอมรับอารมณ์” และ “การหายใจแบบมีสติ” (เจิ้งเนี่ยน) แต่การสอบเกาเข่ายังคงรออยู่ มหาวิทยาลัยกลุ่ม 985 ยังคงรับนักศึกษาในโควต้าจำกัดเท่าเดิม
    บล็อกเกอร์ตั้งคำถามว่า “จิตวิทยาทำให้เขาไม่กังวลได้ แต่ทำให้สะพานไม้แผ่นเดียวกว้างขึ้นไม่ได้” สุดท้ายแม้จิตใจจะสงบ แต่ก็ยังถูกคัดออกจากระบบอยู่ดี — แบบนี้เรียกว่ารักษาหายหรือไม่หาย
    กรณีตัวอย่างที่สอง โปรแกรมเมอร์วัย 35 ปีที่ถูกเลิกจ้าง
    ตัวอย่างที่สองคือโปรแกรมเมอร์วัย 35 ปีที่ถูกบริษัทเลิกจ้าง ขณะที่ยังมีภาระผ่อนบ้านอีกกว่า 20 ปี และลูกเพิ่งเข้าโรงเรียนอนุบาล
    จิตวิทยาอาจช่วยทำ “การปรับโครงสร้างการรับรู้” (Cognitive Restructuring) บอกเขาว่า “นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณ แต่เป็นเพราะภาวะตลาดโดยรวมไม่ดี” แต่เดือนถัดไป ธนาคารก็ยังคงทวงค่าผ่อนบ้านตามปกติ และเจ้าของบ้านก็ไม่ได้ยกเว้นค่าเช่าให้
    ความต่างระหว่างตัวตนแบบจีนกับตัวตนแบบตะวันตก
    บล็อกเกอร์อธิบายเพิ่มเติมว่า ศาสตร์จิตวิทยาในยุโรปและอเมริกาเติบโตมาจากดินของลัทธิปัจเจกชนนิยม โดยมีสมมติฐานพื้นฐานว่า ผู้คนมีพื้นที่ชีวิตที่เป็นอิสระในระดับหนึ่ง และความทุกข์ส่วนใหญ่มาจาก “การรับรู้” “ครอบครัวต้นกำเนิด” หรือ “รูปแบบทางอารมณ์” ของตัวเอง
    แต่ “ตัวตน” ของคนจีนนั้นถูกแทรกซึมจากภายนอกในระดับสูง อารมณ์ของคุณไม่ได้ถูกกำหนดโดยตัวคุณเอง หากแต่ถูกกำหนดโดยความคาดหวังของแม่ การประเมินของหัวหน้า รายได้ของเพื่อนรุ่นเดียวกัน รวมถึงราคาบ้านที่ขึ้นๆ ลงๆ เส้นแบ่งของตัวตนนั้นพร่าเลือน คนภายนอกทุกคนสามารถเข้ามาเหยียบย่ำได้
    บทสรุป “นั่งสมาธิบนเรือที่กำลังจม”
    บล็อกเกอร์สรุปด้วยอุปมาที่คมคายว่า ในสังคมแบบนี้ การปรับเพียง “ตัวตน” โดยไม่ปรับ “สิ่งแวดล้อมและระบบ” ก็เหมือนกับการฝึกสมาธิอยู่บนเรือที่กำลังรั่ว
    “คุณอาจจะสงบลงได้ก็จริง แต่เรือที่ควรจะจม มันก็ยังคงต้องจมอยู่ดี”

    ที่มา: @whyyoutouzhele (李老师不是你老师) บนแพลตฟอร์ม X, 11 พฤษภาคม 2026

    https://www.facebook.com/share/p/1HnRGgnQRr/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【ทหารผ่านศึกหูหนานรวมตัวประท้วงหน้าหน่วยงานรัฐ เรียกร้องสิทธิประกันสังคมตามกฎหมาย】

    กลุ่มทหารผ่านศึกเขตไคฝู เมืองฉางซา ชูป้ายผ้าประท้วงหน้ากรมทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมมณฑลหูหนาน
    เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีรายงานจากผู้ใช้โซเชียลมีเดียว่า กลุ่มทหารผ่านศึกจำนวนหนึ่งได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิหน้าประตูทางเข้ากรมทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมมณฑลหูหนาน (湖南省人力资源和社会保障厅) และศูนย์บริการประชาชนรัฐบาลมณฑลหูหนาน (湖南省政府政务服务大厅) ในเมืองฉางซา มณฑลหูหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน
    ทหารผ่านศึกชูป้ายผ้าอ้างกฎหมายประกันสังคม
    จากภาพที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม X โดยบัญชี @whyyoutouzhele หรือ “หลี่เหล่าซือ” (李老师不是你老师) ซึ่งเป็นบัญชีที่เผยแพร่ข่าวพลเมืองจากจีนแผ่นดินใหญ่ ปรากฏภาพชายในเครื่องแบบทหารสีเขียวสไตล์เก่า สวมหมวกแก๊ปทหาร ยืนชูป้ายผ้าสีแดงขนาดใหญ่ที่มีข้อความว่า “依据社会保险法 依法进行保险稽核” ซึ่งแปลว่า “ตามกฎหมายประกันสังคม ดำเนินการตรวจสอบประกันตามกฎหมาย” พร้อมระบุหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อบนป้าย
    บริบทการเรียกร้องสิทธิของทหารผ่านศึกในจีน
    ปัญหาการเรียกร้องสิทธิของทหารผ่านศึกในประเทศจีนถือเป็นประเด็นอ่อนไหวที่เกิดขึ้นซ้ำในหลายมณฑลตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยทหารผ่านศึกจำนวนมากระบุว่าไม่ได้รับสวัสดิการประกันสังคม เงินบำนาญ และสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด หลังจากปลดประจำการกลับสู่ชีวิตพลเรือน
    การรวมตัวประท้วงในลักษณะนี้มักถูกทางการจีนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ประท้วงเป็นอดีตบุคลากรของกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ซึ่งมีประสบการณ์ทางทหารและสามารถจัดตั้งกลุ่มกดดันได้
    ที่มา: @whyyoutouzhele (李老师不是你老师) บน X,

    https://www.facebook.com/share/p/1LCYnVvApY/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【จาง หงปิน — เด็กชายที่ส่งแม่ไปประหาร และต้องอยู่กับฝันร้ายไปอีก 56 ปี】
    เรื่องของลูกที่กลายเป็นพยานเอาผิดแม่ตัวเองในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม และคำสารภาพที่จีนวันนี้ยังไม่อยากให้ใครได้ยิน
    ในคืนวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1970 ตรงกับวันที่ 8 ของเทศกาลตรุษจีน ที่บ้านหลังหนึ่งในอำเภอกู้เจิ้น มณฑลอานฮุย ครอบครัวหนึ่งกำลังนั่งถกเถียงกันเรื่องการเมือง
    แม่ชื่อ ฟาง จงโหมว (方忠谋) อายุ 44 ปี เป็นรองหัวหน้าแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลประจำอำเภอ พ่อชื่อ จาง เยว่เซิง (张月升) เป็นหัวหน้าฝ่ายสาธารณสุขของอำเภอ ลูกชายคนโตอายุ 16 ปี ชื่อ จาง หงปิน (张红兵) — ชื่อนี้เขาตั้งให้ตัวเอง แทนชื่อเดิม “เถี่ยฟู” (铁夫) เพราะอยากให้ฟังดู “แดง” สมกับการเป็นเรดการ์ดของท่านประธานเหมา
    คืนนั้น ฟางจงโหมวพูดออกมาว่าหลิวเส้าฉีไม่ผิด เหมาเจ๋อตงสร้างลัทธิบูชาตัวเองมากเกินไป รูปของเขาแขวนอยู่ทุกหนแห่ง — แล้วเธอก็เอารูปเหมาบนผนังลงมาเผาทิ้ง
    ลูกชายอายุ 16 ปี ที่นั่งฟังอยู่ตรงนั้น ตัดสินใจเขียนจดหมายแจ้งความ ห่อมันด้วยเข็มกลัดเรดการ์ดของตัวเอง แล้วเดินไปสอดใส่ช่องประตูบ้านพักของผู้แทนทหารประจำอำเภอ
    สองเดือนต่อมา วันที่ 11 เมษายน 1970 ฟางจงโหมวถูกประหารด้วยกระสุนนัดเดียวที่ลานประหารริมแม่น้ำซานปา ห่างจากตัวอำเภอราว 2 กิโลเมตร ในที่ประชุมตัดสินมวลชนซึ่งมีผู้คนนับหมื่นมาดู
    ลูกชายของเธอยืนดูอยู่ในฝูงชน
    คืนที่ “ลูก” ส่งแม่ไปตาย
    ฟางจงโหมวไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ปฏิวัติมาตั้งแต่ต้น ตรงข้ามด้วยซ้ำ
    ปี 1949 ตอนอายุ 23 เธอเข้าร่วมกองทัพปลดแอกประชาชน เป็นพยาบาลในศึกข้ามแม่น้ำแยงซี ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติชั้นสอง พ่อของเธอเองเป็นสมาชิกพรรคใต้ดิน แต่ในการปฏิรูปที่ดินปีต่อมา พ่อกลับถูกตราหน้าว่าเป็น “เจ้าที่ดิน” และ “สายลับ” ถูกประหาร เธอเองก็โดนหางเลข ถูกขึ้นบัญชีเป็น “ผู้ต้องสงสัยจารชน”
    เพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดี เธอเคยไปยื่นเอกสารแจ้งข้อมูลพ่อตัวเองให้องค์กร เพื่อ “ขีดเส้นแบ่งจากครอบครัวเจ้าที่ดิน” ทำงานหนักเอาเป็นเอาตาย จนได้เลื่อนขึ้นมาเป็นผู้บริหารคนหนึ่งของโรงพยาบาล
    แต่ในปี 1966 เมื่อการปฏิวัติวัฒนธรรมเริ่มขึ้น ครอบครัวเริ่มแตกสลาย ลูกสาวคนโตของเธอ จางฟาง ถูกเลือกเป็นตัวแทนเรดการ์ดอำเภอ ได้ไปปักกิ่งเข้าเฝ้าเหมาเจ๋อตงในการประชุมเรดการ์ดครั้งที่ 8 กลับมาไม่ถึงสัปดาห์ก็ติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากการเดินทาง และเสียชีวิต
    ฟางจงโหมวเริ่มเปลี่ยน เธอเที่ยวบ่นกับน้องชายว่า “ทำไมต้องมีปฏิวัติวัฒนธรรม ทำไมต้องให้นักเรียนเดินทางทั่วประเทศ ถ้าเด็ก ๆ ยังเรียนหนังสือกันอยู่ ลูกสาวฉันก็คงไม่ตาย”
    หลังจากนั้นสามีของเธอ จางเยว่เซิง ก็ถูกประณามว่าเป็น “อันธพาลทุนนิยมหมายเลขหนึ่ง” ของระบบสาธารณสุขในอำเภอ ถูกพาไปเดินขบวนสวมหมวกสูง โดนทุบตีจนปัสสาวะเป็นเลือด ตัวฟางจงโหมวเองในฐานะ “เมียอันธพาล” ก็โดนลากไปยืนข้าง ๆ ให้คนตี ส่วนลูกชายอายุ 13 ในเวลานั้น ยืนดูอยู่ในฝูงชน ครั้งหนึ่งเห็นแม่เอาตัวเข้าบังพ่อ — หมัดและเท้าที่ตั้งใจฟาดพ่อ ไปลงที่แม่ทั้งหมด
    ต่อมาเธอเองถูกสอบสวนแยก ต้องไปยืนก้มหน้าสารภาพผิดที่หน้าโรงพยาบาลทุกเช้าเย็น เวลาที่เหลือก็ล้างห้องน้ำ ฆ่าเชื้ออุปกรณ์แพทย์ เท้าบวมจนใส่รองเท้าไม่ได้ หลังถูกกักตัวอยู่ปีหนึ่ง ทางการอนุญาตให้กลับมานอนบ้านได้ — กลับมาคราวนี้ ตามคำของจางหงปินเอง คำพูดและกิริยาของแม่ “เริ่มประหลาด”
    นั่นคือสภาพของแม่ในคืนที่ลูกชายแจ้งจับเธอ
    ในการสัมภาษณ์เมื่อหลายสิบปีต่อมา จางหงปินยอมรับว่าตอนนั้นในหัวเขาไม่มีคำว่า “แม่” เหลืออยู่แล้ว สิ่งที่ได้รับการฝังหัวมาตั้งแต่อนุบาลคือเพลงที่ร้องว่า “พ่อรักก็ไม่เท่ารัก แม่รักก็ไม่เท่ารัก เท่าประธานเหมารัก” และ “ใครคัดค้านความคิดเหมาเจ๋อตง คนนั้นคือศัตรูของเรา”
    เขาบอกว่า เมื่อแม่พูดประโยคนั้นออกมา “ภาพของเธอในใจผมเปลี่ยนไปสิ้นเชิง เธอไม่ใช่แม่ผมอีกต่อไป เธอคือศัตรูทางชนชั้นที่อ้าปากเหี้ยมโหด เขี้ยวเขียวคล้ำ”
    เหตุผลที่เขาเขียนจดหมายของตัวเองซ้ำ ทั้งที่พ่อออกจากบ้านไปแจ้งจับแม่แล้ว ก็คือ — เขากลัวว่าพ่อยังจะอ่อนข้อให้แม่ในฐานะภรรยา
    ในจดหมายฉบับที่เขาเขียน บรรทัดสุดท้ายเขียนไว้ว่า: “โค่นปฏิปักษ์ปฏิวัติฟางจงโหมว! ยิงเป้าฟางจงโหมว!”
    คืนนั้นเขารู้ว่าแม่จะตาย เขาไม่ได้เสียใจ
    ผู้สื่อข่าวเคยถามจางหงปินว่า ตอนเห็นแม่ถูกจับไป รู้สึกเสียใจไหม
    เขาตอบว่า “ตอนนั้นในใจสับสนมาก แต่สิ่งที่คิดมากที่สุดไม่ใช่ความเสียใจ มันคือความรู้สึกว่าครอบครัวเราเพิ่งเกิดการต่อสู้ทางชนชั้น และผมกับพ่อได้ยืนหยัดในจุดยืนของเรา ผ่านบททดสอบทางการเมืองมาแล้ว”
    “คนรอบ ๆ ตัวต่างก็ถูกครอบงำด้วยบรรยากาศแบบนั้น อยากจะหนีก็หนีไม่ได้ ความดี ความงามในความเป็นมนุษย์ของผม ถูก ‘ฟอร์แมต’ ทิ้งไปอย่างถาวร ไม่มีทางเรียกคืนได้”
    จางหงปินยืนยันว่าตัวเขาเองทำหน้าที่ “ชี้ขาด” ในคดีนี้ ถ้าพ่อไม่ไปแจ้งความ ด้วยท่าทีของเขาตอนนั้น เขาก็จะแจ้งจับทั้งพ่อทั้งแม่ พ่อจะถูกตั้งข้อหา “คุ้มครองปฏิปักษ์ปฏิวัติ” และถูกประหารพร้อมแม่
    วันประหารแม่ ผู้คนนับหมื่นมาดู ฟางจงโหมวถูกผูกมัด ผมตัดสั้น แขวนป้ายไม้คอที่เขียนว่า “ปฏิปักษ์ปฏิวัติฟาง จงโหมว” ขีดทับด้วยกากบาทสีแดง มีคนคว้าผมเธอกดหัวลงเพื่อให้ “ก้มหัวรับผิดต่อมวลชนปฏิวัติ” ขึ้นรถบรรทุก ปักธงประหารไว้ด้านหลัง พาไปลานยิงเป้านอกอำเภอ
    จางหงปินยอมรับว่าเขาไม่กล้าเข้าใกล้ลานประหาร ยืนดูอยู่ห่าง ๆ “ผมไม่กล้าดูภาพแม่ถูกยิงเลือดสาด ผมยืนไกล ๆ จริง ๆ”
    คำถามที่จะทรมานเขาไปอีก 50 ปี
    หลังแม่ตาย พ่อเผารูปและลายมือของแม่ทั้งหมด ทำเหมือนเธอไม่เคยมีอยู่จริง
    ครอบครัวจาง และครอบครัวฟางตัดขาดกันสนิท น้องสาวคนรองของฟางจงโหมวเสียใจจนตรอมใจตาย ส่วนครอบครัวจางเอง แม้จะ “เสียสละเพื่อความถูกต้อง” ก็ไม่ได้รับการปูนบำเหน็จ พวกเขาถูกตราหน้าว่าเป็น “ครอบครัวปฏิปักษ์ปฏิวัติ” จางหงปินกับน้องชายจบม.ต้น ไม่มีสิทธิ์เข้าโรงงาน ไม่มีสิทธิ์เรียนต่อ ไม่มีสิทธิ์เป็นทหาร ถูกส่งลงชนบทไปเป็นกรรมกรเกษตร พ่อโดนรณรงค์ปั่นหัวอีกหลายรอบ ถูกสอบสวนและปลดอีกสองครั้ง
    ปี 1976 ปฏิวัติวัฒนธรรมจบลง การชำระประวัติศาสตร์เริ่มขึ้น ปี 1978 น้องชายของแม่ที่ตัดขาดกันไป กลับมาหาบ้านจาง บอกว่าจะลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้พี่สาว
    ในช่วงเดียวกันนั้น พ่อลูกตระกูลจางอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ ว่าทางการได้ฟื้นฟูเกียรติยศ จาง จื้อซิน (张志新) — ผู้หญิงอีกคนที่ถูกประหารในปี 1975 ด้วยข้อหาคล้ายกัน — แล้วทั้งคู่ก็เงียบไปนาน จางหงปินหันไปบอกพ่อว่า “เราทำผิดจริง ๆ”
    วันที่ 23 กรกฎาคม 1980 ศาลกลางภูมิภาคซู่เซี่ยน มณฑลอานฮุย ออกคำพิพากษาใหม่ ระบุว่าคำตัดสินเดิมในปี 1970 “ผิดทั้งหมด เป็นการประหารชีวิตโดยอยุติธรรม ต้องคืนเกียรติยศ”
    จางหงปินใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือนเขียนเอกสารยื่นอุทธรณ์ขอล้างมลทินให้แม่ ต้นฉบับยาว 61 หน้า เขียนไป ร้องไห้ไป เมื่ออ่านให้พ่อฟัง พ่อนิ่งไปนาน ก่อนตอบสั้น ๆ ว่า “สิ่งที่เราทำไปตอนนั้น มันก็ไม่ค่อยมีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่เท่าไหร่”
    ปี 1982 จางหงปินกับญาติ ๆ ขุดหากระดูกแม่ตามตำแหน่งที่ระบุได้คร่าว ๆ ซื้อที่ดินผืนนั้นจากสหกรณ์ในท้องถิ่น แล้วก่อหลุมศพให้แม่อย่างถาวร
    ต่อมาเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยเปิด เรียนภาษาจีน ระหว่างเรียนคลาสวรรณกรรมโบราณ เขาอ่านงานชิ้นหนึ่งของซ่งเหลียน นักเขียนยุคหมิง ชื่อ “บันทึกลิง” (《猿说》) — เป็นเรื่องของพรานล่าสัตว์ที่ฆ่าลูกลิง แล้วแม่ลิงร้องไห้จนตายตามไป — เขาบอกว่ารู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า
    ในช่วงไม่กี่ปีต่อมา เขาทำงานเป็นกรรมกร เป็นข้าราชการในสำนักงานยุติธรรม สุดท้ายมาเป็นทนายความ ทำงานในมณฑลอานฮุย กว่างโจว และปักกิ่ง เปลี่ยนชื่อบล็อกของตัวเองเป็น “ฟาง จาง เถี่ยฟู” (方张铁夫) — เอาแซ่ของแม่ใส่ไว้ข้างหน้าแซ่ของพ่อ
    หลายปีที่ผ่านมา จางหงปินบอกผู้สื่อข่าวว่าเขายังร้องไห้สะดุ้งตื่นจากฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ
    การสารภาพต่อสาธารณะ ที่จีนปัจจุบันไม่อยากให้พูดถึง
    ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา จางหงปินเปิดเรื่องนี้ต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ เขาเริ่มฟ้องร้องหลายคดี
    คดีแรกฟ้อง “บันทึกอำเภอกู้เจิ้น” (固镇县志) เพราะหนังสือเล่าคดีของแม่ผิดข้อเท็จจริง รวมทั้งบันทึกประวัติของพ่อของแม่ที่ถูกเหมาประหารโดยไม่เป็นธรรม
    คดีที่สองยื่นต่อกรมศิลปากรอำเภอ ขอให้รับรอง หลุมศพของฟางจงโหมว เป็นโบราณวัตถุที่ห้ามเคลื่อนย้าย เพื่อให้กลายเป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์
    ทางการปฏิเสธ จางหงปินอุทธรณ์ขึ้นไปจนถึงศาลกลางเมืองเปิ้งปู้ ปี 2013 ศาลตัดสินขั้นสุดท้าย — แพ้คดี
    ในการประชุมรับฟังความเห็นปี 2012 จางหงปินยืนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ และกล่าวต่อสาธารณชนว่า:
    “ผมยินดีแยกชำแหละจิตวิญญาณที่ต่ำต้อยของตัวเอง สารภาพต่อหน้ามวลชน ขอโทษแม่ที่ตายเพราะผมไปแจ้งจับ และขอประกาศว่า ความรับผิดชอบส่วนของครอบครัวรวมทั้งของผม ผมจะรับเอง ส่วนความรับผิดชอบของสังคม ก็เป็นของสังคม สองอันนี้ปนกันไม่ได้ และไม่ควรเอาอันแรกมาแทนอันที่สอง”
    “ผมหวังว่าจะให้สังคมพูดคุย ถกเถียง ตั้งคำถามว่า ทำไมในแผ่นดินจีน จึงเกิดเรื่องที่สามีเอาเรื่องเมีย ลูกส่งแม่ไปตาย ได้ขนาดนี้ และจะทำอย่างไรไม่ให้โศกนาฏกรรมแบบนี้เกิดซ้ำ”
    “ผมควรเป็นบทเรียนในด้านลบ ผมขอตอกตัวเองไว้กับเสาแห่งความอัปยศของประวัติศาสตร์”
    เขายังเสนอด้วยว่า — เขาเห็นด้วยกับข้อเสนอเก่าของนักเขียน ปา จิน (巴金) ที่เคยเรียกร้องให้สร้าง “พิพิธภัณฑ์ปฏิวัติวัฒนธรรม” และอยากให้คดีของแม่ตัวเอง รวมทั้งสิ่งที่เขาทำลงไป ถูกจัดแสดงในนั้นด้วย
    จนถึงปี 2026 พิพิธภัณฑ์นั้นยังไม่มี และไม่มีวี่แววว่าจะมี
    หลุมศพของฟางจงโหมวยังคงเป็นกองดินกองเล็ก ๆ ในทุ่งร้างริมแม่น้ำซานปา ไม่ได้รับการรับรองเป็นโบราณวัตถุ คดีของเธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คดียุคปฏิวัติวัฒนธรรมที่ได้รับการ “ล้างมลทิน” แต่ไม่ได้รับการ “ฟื้นฟูเกียรติยศ” อย่างเป็นทางการในเชิงสัญลักษณ์
    ในปี 2023 หลังจากกรณีนักแสดงเดี่ยวไมโครโฟน “เซียวกั่ว” ถูกแจ้งจับเพราะมุกที่ถูกตีความว่าหมิ่นกองทัพ สื่อต่างประเทศหลายแห่งหวนกลับมาพูดถึงเรื่องของจางหงปินอีกครั้ง ในฐานะคำเตือนว่าวัฒนธรรม “แจ้งจับ” ไม่ใช่เรื่องในอดีต
    จางหงปินบอกผู้สื่อข่าวว่า — เขาตื่นมาทุกคืนพร้อมฝันร้าย และคำถามเดียวกัน
    ทำไมเด็กชายอายุ 16 คนหนึ่ง ที่เคยรักแม่ จึงสามารถสอดจดหมายแจ้งจับแม่ใส่ช่องประตูได้ในคืนหนาว ๆ คืนหนึ่ง
    และระบบแบบไหน ที่สอนเขาให้ทำแบบนั้นได้ลงคอ

    แหล่งข้อมูล: 新京报, 人民网, 新民周刊, 财新 (周群、陈宝成), 中新网, 凤凰卫视《冷暖人生》สัมภาษณ์จางหงปิน (张红兵), ปา จิน (巴金), ฟาง จงโหมว (方忠谋), จาง เยว่เซิง (张月升), ฟาง เหมยไค (方梅开), จาง จื้อซิน (张志新)
    https://www.facebook.com/share/p/1BXegqCcSS/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【ทำไมคนจีนแดงแผ่นดินใหญ่ถึง “เปลี่ยนไป”? ย้อนสามยุคของจีน จากขงจื๊อ สู่เรดการ์ด สู่ยุคบูชาเงิน】
    FB_IMG_1778633345353.jpg
    ระเบียบศีลธรรมที่หายไป ไม่ใช่เพราะคนจีน “เลว” แต่เพราะโลกที่เคยรองรับศีลธรรมแบบเก่าถูกทุบทำลายและไม่มีอะไรมาแทน
    ใครที่เคยเดินทางไปจีนแผ่นดินใหญ่ หรือเคยมีโอกาสได้พบเจอกับนักท่องเที่ยวจีนตามสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยและทั่วโลก คงเคยตั้งคำถามแบบเดียวกัน ว่าทำไมพฤติกรรมของคนจีนจำนวนไม่น้อยถึงดูแข็งกระด้าง เสียงดัง ไม่เข้าคิว แย่งของ พูดจาไม่ค่อยเกรงใจคนรอบข้าง และดูเหมือนไม่ค่อยมีมารยาทตามมาตรฐานที่หลายคนคุ้นเคย
    ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์จีนยาวสองพันปี จะพบว่าจีนเป็นอารยธรรมที่ให้ความสำคัญกับมารยาท พิธีกรรม ความกตัญญู และการเคารพผู้อาวุโสถึงขั้นทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแกนกลางของระบบการเมืองและกฎหมายของประเทศ
    คำถามที่จริงจังกว่าจึงเป็น แล้วระเบียบศีลธรรมแบบนั้นหายไปไหน และเกิดอะไรขึ้นในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ที่ทำให้สังคมจีนวันนี้รู้สึก “อ้างว้างทางคุณค่า” จนแม้แต่พรรคคอมมิวนิสต์เองก็ยังต้องออกเอกสารหลายฉบับเตือนเรื่อง “ลัทธิบูชาเงิน” และ “ความเสื่อมทางศีลธรรม” บทความนี้พาย้อนดูสามยุคของจีน คือยุคก่อนคอมมิวนิสต์ ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม และยุคหลังเติ้ง เสี่ยวผิงเปิดประเทศ เพื่อเข้าใจว่าทำไมคนจีนวันนี้ถึงเป็นอย่างที่เป็น
    ยุคแรก: จีนก่อนคอมมิวนิสต์ สังคมที่ถูกร้อยด้วยขงจื๊อและพิธีกรรม
    ก่อนปี 1949 ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะยึดอำนาจสำเร็จ สังคมจีนถูกหล่อหลอมด้วยปรัชญาขงจื๊อมาเกือบสองพันปี ตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นที่ยกขงจื๊อขึ้นเป็นอุดมการณ์ราชสำนัก จนถึงปลายราชวงศ์ชิงและสมัยสาธารณรัฐ ปรัชญานี้ไม่ได้เป็นแค่หนังสือในห้องสมุด แต่เป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตประจำวันของคนทุกชนชั้น
    หัวใจของระเบียบนี้คือสิ่งที่เรียกว่า “เซี่ยว” หรือความกตัญญู ขงจื๊อกล่าวไว้ใน “คัมภีร์เซี่ยวจิง” ว่าความกตัญญูคือ “รากของคุณธรรมและฐานของปรัชญาทั้งปวง” ตัวอักษรจีนของคำว่าเซี่ยวเองก็มีนัยลึก คือเป็นภาพของผู้สูงอายุที่ถูกแบกไว้บนบ่าของลูกหลาน หมายความว่าคนรุ่นใหม่ต้องค้ำจุนคนรุ่นเก่า
    ความกตัญญูในความหมายแบบขงจื๊อไม่ใช่แค่การเลี้ยงดูพ่อแม่ตอนแก่ แต่ขยายไปถึงการเชื่อฟัง การไม่ทำให้พ่อแม่เสียหน้า การสืบทอดวงศ์ตระกูล การจัดพิธีกรรมบรรพบุรุษอย่างถูกต้อง และในระดับรัฐคือการขยายความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูกขึ้นไปเป็นกษัตริย์-ราษฎร นักปรัชญาตงจงซู่ในสมัยฮั่นถึงขั้นเสนอว่าผู้ปกครองคือ “พ่อ” ของประชาชน ดังนั้นการแสดงความกตัญญูต่อรัฐจึงเป็นพื้นฐานของความสามัคคีในสังคม
    นอกจากเซี่ยวแล้ว ระบบคุณค่าจีนยังมีคุณธรรมแกนกลางอีกหลายข้อ ได้แก่ “เหริน” หรือเมตตา “อี้” หรือความถูกต้อง “หลี่” หรือพิธีกรรมและความเหมาะควรตามฐานะ “จื้อ” หรือปัญญา และ “ซิ่น” หรือความน่าเชื่อถือในการรักษาคำพูด คุณธรรมห้าข้อนี้รวมกันเรียกว่า “อู๋ฉาง” และเป็นกรอบที่คนจีนถูกสอนให้ยึดถือมาตั้งแต่เด็ก
    ในชีวิตประจำวัน ระเบียบศีลธรรมนี้ทำงานผ่านสามสถาบันหลัก คือครอบครัวขยาย สายตระกูล และชุมชนหมู่บ้าน นักสังคมวิทยา เฟ่ย เสี่ยวทง ในงานคลาสสิก From the Soil ตีพิมพ์ปี 1947 อธิบายว่าสังคมจีนชนบทเป็น “ระเบียบแห่งพิธีกรรม” คือทุกคนรู้ว่าตัวเองควรปฏิบัติต่อใครอย่างไรตามฐานะและความสัมพันธ์ ลูกควรปฏิบัติต่อพ่อแม่อย่างไร น้องควรปฏิบัติต่อพี่อย่างไร ภรรยาควรปฏิบัติต่อสามีอย่างไร ลูกศิษย์ควรปฏิบัติต่อครูอย่างไร ทั้งหมดมีแบบแผนชัดเจน
    กลไกบังคับใช้ของระเบียบนี้คือ “เหมียนจื๊อ” และ “เหลี่ยน” หรือเรื่องของหน้าตาและความละอาย เพราะสังคมหมู่บ้านเป็นสังคมที่ทุกคนรู้จักกัน การทำผิดจารีตจะถูกชาวบ้านนินทา ครอบครัวจะเสียหน้า และอาจถึงขั้นถูกขับออกจากชุมชน คนจีนสมัยก่อนจึงประพฤติตัวด้วยความระมัดระวังสูงมาก ไม่ใช่เพราะกลัวกฎหมาย แต่เพราะกลัวเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล
    อย่างไรก็ตาม โลกขงจื๊อก่อนปี 1949 ไม่ใช่ “ยุคทอง” อย่างที่หลายคนวาดฝัน ระบบนี้มีต้นทุนสูงมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง การคลุมถุงชน การมีภรรยาน้อย การมัดเท้า การที่ผู้หญิงถูกตัดออกจากระบบมรดกและการศึกษา ทั้งหมดเป็นเรื่องปกติของสังคมที่ผูกอยู่กับขงจื๊อ หลักฐานชัดเจนที่สุดคือกฎหมายสมรสปี 1950 ของรัฐคอมมิวนิสต์ ซึ่งมาตราแรกระบุว่าต้อง “ล้มล้าง” การคลุมถุงชน การบังคับ การมีคู่หลายเมีย และการกดขี่ผู้หญิง ตัวบทกฎหมายนี้สะท้อนว่าสภาพที่ต้องการล้มล้างยังมีอยู่จริงในสังคมก่อนหน้านั้น
    นอกจากนี้ ระบบศีลธรรมขงจื๊อยังทำงานดีเฉพาะในเครือข่ายของคนที่รู้จักกัน คนจีนสมัยก่อนมีคุณธรรมสูงต่อพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนบ้าน คนหมู่บ้านเดียวกัน แต่กับ “คนนอก” หรือคนแปลกหน้า ความรับผิดชอบจะลดลงมาก เฟ่ย เสี่ยวทง เรียกโครงสร้างนี้ว่า “ชั้นคลื่น” คือศีลธรรมไม่ใช่มาตรฐานเท่ากันสำหรับทุกคน แต่ลดหลั่นออกจากตัวเองและครอบครัวไปสู่ภายนอก จุดนี้สำคัญมาก เพราะมันจะส่งผลต่อปัญหาในยุคหลัง เมื่อคนจีนต้องอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้าจำนวนมหาศาลในเมืองใหญ่
    สรุปคือ สังคมจีนก่อนคอมมิวนิสต์มีระเบียบศีลธรรมที่เข้มแข็งในมิติของครอบครัวและชุมชน มีภาษาคุณธรรมที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน มีกลไกบังคับใช้ผ่านความอับอายและหน้าตา แต่ก็มีจุดอ่อนคือไม่เสมอภาคทางเพศและชนชั้น และทำงานได้ดีเฉพาะในวงแคบของคนที่รู้จักกัน
    ยุคที่สอง: ปฏิวัติวัฒนธรรม สิบปีที่ทุบทำลายระเบียบเก่าจนหมด
    ปี 1966 เหมา เจ๋อตง ประกาศเปิด “การปฏิวัติวัฒนธรรมชนชั้นกรรมาชีพครั้งใหญ่” โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือกวาดล้าง “องค์ประกอบของชนชั้นกระฎุมพี” และ “ของเก่าทั้งสี่” ออกจากสังคมจีน ของเก่าทั้งสี่ที่หลิน เปียวประกาศในการชุมนุมเรดการ์ดคือ ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ประเพณีเก่า และนิสัยเก่า
    ในทางปฏิบัติ “ของเก่า” ที่ว่านี้ก็คือทุกอย่างที่เป็นรากฐานของอารยธรรมจีนสองพันปี รวมถึงขงจื๊อ พุทธ เต๋า ศาสนาพื้นบ้าน วัด สุสานบรรพบุรุษ หนังสือคลาสสิก งานศิลปะ พิธีกรรมงานแต่งงานและงานศพ การไหว้บรรพบุรุษ การเคารพผู้อาวุโส และความสัมพันธ์แบบครู-ศิษย์
    สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสิบปีต่อมาคือการทำลายล้างที่ยากจะหาเทียบในประวัติศาสตร์โลก เรดการ์ดบุกทำลายวัดขงจื๊อที่ฉวีฟู่บ้านเกิดของขงจื๊อเอง สุสานและโบราณวัตถุนับไม่ถ้วนถูกทุบทิ้ง ห้องสมุดประวัติศาสตร์ถูกเผา วัดและโบสถ์และมัสยิดถูกปิดและถูกแปลงเป็นที่ใช้งานอื่น พระสงฆ์และนักบวชถูกบังคับให้สึกหรือถูกประจาน ผู้รู้และอาจารย์มหาวิทยาลัยถูกเรียกออกมาคุกเข่ารับการตีและสารภาพต่อสาธารณะ
    แต่ความเสียหายที่หนักหน่วงที่สุดไม่ใช่ตึกหรือสิ่งของ ความเสียหายที่หนักที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ การปฏิวัติวัฒนธรรมทำให้ลูกประจานพ่อแม่ ลูกศิษย์ตีอาจารย์ เพื่อนบ้านแจ้งความเพื่อนบ้าน สามีหย่ากับภรรยาที่ถูกตราหน้าเป็นกระฎุมพี งานของ ทาเนีย แบรนิแกน นักข่าวเดอะการ์เดียนที่สัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากยุคนั้น บันทึกว่าเด็กฆ่าครู และผู้ที่รอดจากการถูกประจานในที่สาธารณะมักถูกเนรเทศไปอยู่ชนบท แม้แต่ สี จิ้นผิง เอง ตอนยังเป็นวัยรุ่น ก็ต้องไปใช้ชีวิตในถ้ำเป็นเวลาเจ็ดปีหลังพ่อของเขาตกอำนาจ
    นักวิจัยหยาง ซู ในหนังสือ Collective Killings in Rural China during the Cultural Revolution ใช้เอกสารท้องถิ่นและการสัมภาษณ์ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงจำนวนมหาศาลในชนบทไม่ได้มาจากหน่วยปราบปรามของรัฐ แต่มาจากเพื่อนบ้านฆ่าเพื่อนบ้าน คนในหมู่บ้านเดียวกันออกล่ากัน ภายใต้บรรยากาศที่การประจาน การกล่าวหา และความภักดีต่อพรรคกลายเป็น “ทุนทางสังคม” รูปแบบใหม่
    ผลที่ตามมาคือสิ่งที่นักวิชาการของ Human Rights in China เรียกว่า “การฆ่าล้างจิตวิญญาณ” ของชาติจีน คุณธรรมขงจื๊อที่ผูกคนจีนมาสองพันปีถูกทำลายในสิบปี ไม่ใช่แค่เพราะรัฐประกาศห้าม แต่เพราะระบบคุณค่าใหม่ที่เข้ามาแทนคือการเอาตัวรอด การพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อพรรค และการระแวงทุกคนรอบตัวว่าอาจเป็น “ศัตรูของชนชั้น”
    มติประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเองในปี 1981 ยอมรับว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมเป็น “ความวุ่นวายภายใน” ที่ก่อ “ภัยพิบัติร้ายแรง” แก่พรรคและประชาชน เอกสารพรรคบรรยายช่วงต้นของขบวนการนี้ว่าเต็มไปด้วยการ “สงสัยทุกอย่าง โค่นล้มทุกอย่าง” และ “สงครามกลางเมืองทั่วด้าน” แต่การยอมรับนี้ก็มีขอบเขตจำกัด พรรคไม่อนุญาตให้มีการชำระประวัติศาสตร์อย่างเปิดเผยแบบที่เยอรมนีทำกับนาซีหรือแอฟริกาใต้ทำกับอพาร์ทไฮด์
    ปัญหาคือเมื่อยุคนั้นจบลงในปี 1976 พร้อมการตายของเหมา จีนพบว่าตัวเองอยู่ในสภาพ “บ้านพังสองชั้น” ขงจื๊อแบบเก่าถูกทำลายไปแล้ว แต่ลัทธิเหมาที่เข้ามาแทนก็ถูกพิสูจน์ว่าล้มเหลว ผู้คนหมดศรัทธาในทั้งสองอย่าง และจีนกำลังจะเข้าสู่ยุคใหม่โดยไม่มีกรอบศีลธรรมร่วมอะไรเลย
    ยุคที่สาม: เติ้ง เสี่ยวผิงเปิดประเทศ เมื่อ “ความรวย” กลายเป็นศาสนาใหม่
    หลังเหมาเสียชีวิตในปี 1976 เติ้ง เสี่ยวผิง ขึ้นมามีอำนาจและประกาศนโยบายปฏิรูปเปิดประเทศในปลายปี 1978 คำพูดที่โด่งดังของเขาคือ “ไม่ว่าแมวสีดำหรือแมวสีขาว ตราบใดที่จับหนูได้ก็คือแมวที่ดี” ประโยคนี้ฟังดูเหมือนเรื่องเศรษฐกิจ แต่จริง ๆ แล้วมันคือการประกาศปรัชญาใหม่ของจีนทั้งประเทศ ว่าผลลัพธ์สำคัญกว่าหลักการ และผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดคือความมั่งคั่ง
    ในระดับเศรษฐกิจ นโยบายของเติ้งประสบความสำเร็จระดับมหัศจรรย์ จีนเปลี่ยนจากประเทศยากจนกลายเป็นเศรษฐกิจอันดับสองของโลกในเวลาไม่ถึงสี่สิบปี รายได้ต่อหัวของจีนในปี 2024 อยู่ที่ 95,749 หยวน สูงกว่ายุคเหมาแบบเทียบไม่ได้ แต่ในระดับศีลธรรมและจิตวิญญาณ ผลที่ตามมาคือสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “สุญญากาศทางคุณค่า”
    ปัญญาชนจีนเองในช่วงปี 1990 เริ่มเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ลัทธิบูชาเงิน” หรือ “ไป๋จินจูอี้” คนจีนที่เคยถูกสอนว่าต้องเสียสละเพื่อชนชั้นกรรมาชีพในยุคเหมา ถูกบอกใหม่ในยุคเติ้งว่า “การรวยคือเรื่องน่าภาคภูมิใจ” คนรุ่นที่เคยอดอยากในยุคก้าวกระโดดใหญ่และยุคปฏิวัติวัฒนธรรม เมื่อมีโอกาสได้ทำเงินจริง ๆ ก็เทใจให้กับเงินอย่างเต็มที่ โดยไม่มีกรอบศีลธรรมเก่ามาคอยฉุดรั้ง
    เติ้ง เสี่ยวผิง เองก็รู้ตัวว่ามีปัญหานี้ ในปี 1996 เขาพูดในการประชุมพรรคว่าจีนกำลังเป็นประเทศที่ “มือหนึ่งแข็ง อีกมือหนึ่งอ่อน” หมายถึงเศรษฐกิจวัตถุแข็งแกร่ง แต่อารยธรรมจิตวิญญาณอ่อนแอ เขาจึงเสนอแนวคิด “อารยธรรมจิตวิญญาณสังคมนิยม” หรือ “เซ่อฮุ่ยจูอี้จิงเสินเหวินหมิง” ซึ่งกลายเป็นวาทกรรมที่ใช้ต่อกันมาในยุคเจียง เจ๋อหมิน หู จิ่นเทา และสี จิ้นผิง
    แต่ปัญหาคือรัฐไม่ได้มีอะไรเป็นรูปธรรมจะใส่เข้าไปในความว่างนั้น ขงจื๊อถูกทำลายไปในปฏิวัติวัฒนธรรม ลัทธิเหมาถูกปฏิเสธในเชิงปฏิบัติแม้จะยังเป็นทางการในเชิงพิธีกรรม ศาสนาถูกควบคุมและถูกมองด้วยความสงสัย ค่านิยมตะวันตกเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยถูกห้ามพูดถึง คนจีนจึงเหลือแค่สิ่งเดียวที่จับต้องได้คือเงิน
    ผลที่เห็นชัดที่สุดในสังคมจีนยุคหลังเติ้งคือเรื่องของความไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า กรณีที่กลายเป็นสัญลักษณ์คือ “คดีเผิงอวี๋” ในปี 2006 ที่นานกิง เผิงอวี๋ ชายหนุ่มอายุ 26 ปี เห็นหญิงชราอายุ 66 ปีล้มลงที่ป้ายรถเมล์ เขาเข้าไปช่วยพยุงนำส่งโรงพยาบาลและจ่ายค่ารักษาให้ 200 หยวน แต่หญิงชราคนนั้นกลับฟ้องเผิงอวี๋ว่าเป็นคนชนเธอล้ม ศาลตัดสินให้เผิงอวี๋แพ้ พร้อมเหตุผลของผู้พิพากษาที่กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวว่า “ตามประสบการณ์ของชีวิตประจำวัน คนเราคงไม่ช่วยใครยกเว้นจะรู้สึกผิด”
    คำตัดสินนี้สั่นสะเทือนสังคมจีน เพราะมันส่งสัญญาณว่าการช่วยคนแปลกหน้าอาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนทางกฎหมายและการเงิน หลังจากนั้นมีโพลของพีเพิลส์เดลี่พบว่าคนจีนเกือบ 90% บอกว่าจะไม่ช่วยผู้สูงอายุที่ล้มอีก ปรากฏการณ์ที่ตามมาคือคดีที่คล้ายกันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีคนแก่หลายรายแกล้งล้มแล้วกล่าวหาคนที่เข้าไปช่วยว่าเป็นคนชน เพื่อเรียกค่ารักษาพยาบาล
    ห้าปีหลังคดีเผิงอวี๋ เกิดเหตุการณ์ที่กลายเป็นบาดแผลฝังลึกของสังคมจีน คือคดี “หวาง เยว่” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสี่ยวเยว่เยว่” ในเดือนตุลาคม 2011 ที่เมืองฝอซาน เด็กหญิงวัยสองขวบถูกรถตู้ชนแล้วทับ คนเดินผ่านไปมา 18 คนเดินผ่านโดยไม่หยุดช่วย จนกระทั่งรถตู้คันที่สองมาทับซ้ำ คนที่หยุดช่วยในที่สุดเป็นยายเก็บขยะอายุ 58 ปีชื่อเฉิน เซียนเหมย เด็กหญิงเสียชีวิตในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เหตุการณ์ทั้งหมดถูกบันทึกด้วยกล้องวงจรปิดและกระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ตจีน
    หวัง หยาง เลขาธิการพรรคของมณฑลกวางตุ้งในขณะนั้น ออกมาแสดงความเห็นว่า “การขาดวัตถุนิยมไม่ใช่เพราะคอมมิวนิสต์ การขาดจริยธรรมไม่ใช่เพราะคอมมิวนิสต์ การล่มสลายทางศีลธรรมก็ไม่ใช่เพราะคอมมิวนิสต์ โศกนาฏกรรมนี้สะท้อนถึงข้อบกพร่องของแนวทางพัฒนาประเทศของจีนตลอดหลายปีที่ผ่านมา”
    นักมานุษยวิทยา หยาน หยุนเสียง อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจาก “สังคมคอมมิวนิสต์เคร่งขรึม” สู่ “สังคมบริโภคนิยมที่บูชาความสุข” คนจีนกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวอย่างหนัก ต้องเจอกับคนแปลกหน้าจำนวนมหาศาลทุกวัน และต้องตัดสินใจในสภาพที่กรอบศีลธรรมเดิมใช้ไม่ได้แล้ว แต่กรอบใหม่ก็ยังไม่ลงตัว
    ปัจจัยเสริมที่ทำให้ภาพ “ศีลธรรมเสื่อม” เด่นชัด
    นอกจากสามยุคใหญ่ที่ว่ามาแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ความรู้สึก “คนจีนเปลี่ยนไป” ในวันนี้ดูเด่นชัดเป็นพิเศษ
    ปัจจัยแรกคือการขาดศาสนาในความหมายตะวันตก ในขณะที่สังคมไทยมีพุทธศาสนาเป็นกรอบศีลธรรมร่วมกัน ในขณะที่สังคมตะวันตกมีคริสต์ ในขณะที่ตะวันออกกลางมีอิสลาม จีนไม่มีศาสนาแกนกลางในความหมายนี้ ขงจื๊อไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นปรัชญาการดำเนินชีวิต และเมื่อขงจื๊อถูกทำลายไปในปฏิวัติวัฒนธรรม จีนก็ไม่เหลือแกนกลางทางศีลธรรมอะไรเลย ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาในจีน หลิว เผิง จาก Chinese Academy of Social Sciences เคยกล่าวว่าจีนกำลังอยู่ใน “วิกฤตจิตวิญญาณลึก” เพราะ “ทั้งลัทธิเหมาและลัทธิเติ้งล้วนเป็นศาสนาที่ล้มเหลว”
    ปัจจัยที่สองคือการเคลื่อนย้ายผู้คนขนาดมหึมา ปี 2020 จีนมีประชากรลอยย้าย 375.82 ล้านคน อัตราอยู่อาศัยในเมืองในปี 2024 ขึ้นถึง 67% คนจำนวนมหาศาลออกจากหมู่บ้านที่ทุกคนรู้จักกันไปอยู่ในเมืองที่ไม่มีใครรู้จักใคร ระบบควบคุมความประพฤติแบบเก่าที่ผ่าน “หน้าตา” และ “ความอับอาย” ทำงานไม่ได้แล้ว เพราะคนแปลกหน้าไม่รู้จักครอบครัวคุณ ไม่ได้คุยกับเพื่อนบ้านคุณ และคุณจะไม่ได้เจอกันอีก ดังนั้นแรงจูงใจที่จะประพฤติดีก็ลดลงตามไปด้วย
    ปัจจัยที่สามคือนโยบายลูกคนเดียวที่ใช้ตั้งแต่ปี 1980 ถึง 2015 สร้างคนรุ่นที่เติบโตเป็นศูนย์กลางของครอบครัว มีพ่อแม่และปู่ย่าตายายหกคนรุมประคบประหงม คนรุ่นนี้ถูกเรียกว่า “จักรพรรดิน้อย” และมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับชีวิตรวมที่ต้องคิดถึงคนอื่น ขณะเดียวกันครอบครัวก็เล็กลงจาก 3.10 คนในปี 2010 เหลือ 2.62 คนในปี 2020 ภาระการดูแลผู้สูงอายุจึงตกหนักลงบนคนรุ่นเดียว และความสัมพันธ์ครอบครัวก็เปลี่ยนสภาพ
    ปัจจัยที่สี่คือการที่กฎหมายและสถาบันสาธารณะของจีนยังไม่แข็งแรงพอจะมาแทนระเบียบศีลธรรมแบบเก่า ในประเทศที่กฎหมายทำงานได้ดี คนแปลกหน้าสามารถไว้ใจกันได้เพราะมีระบบมารองรับ แต่ในจีนที่กฎหมายยังถูกกำกับโดยพรรค ตำรวจไม่ได้รับความไว้ใจเต็มที่ และเครือข่ายส่วนตัวยังจำเป็นต่อการแก้ปัญหาทุกอย่าง คนจีนจึงต้องระแวงคนแปลกหน้าตลอดเวลา และรักษาความสัมพันธ์ในวงในของตัวเองอย่างหวงแหน
    ภาพที่แม่นยำกว่าจึงเป็น คนจีนไว้ใจคนใกล้ตัวสูงและทรงตัว แต่ไว้ใจคนแปลกหน้าและสถาบันสาธารณะต่ำ และเป็นผลของประวัติศาสตร์ที่ทุบทำลายสถาบันคั่นกลางและไม่สร้างกติกาใหม่มาแทน
    ที่สำคัญ พฤติกรรมที่หลายคนเห็นว่า “ไม่มีมารยาท” ของนักท่องเที่ยวจีน เช่น เสียงดัง ไม่เข้าคิว แย่งของ ไม่ได้แปลว่าคนจีนชั่ว แต่เป็นพฤติกรรมของคนรุ่นแรกที่เพิ่งจะมีเงินพอเดินทางต่างประเทศได้ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่โตในยุคขาดแคลน ในสังคมที่ต้องแย่งทุกอย่างเพื่ออยู่รอด และไม่เคยมีพื้นที่สาธารณะให้ฝึก “มารยาทแบบเมือง” สมัยใหม่ คนจีนรุ่นใหม่ที่โตในเมืองใหญ่และเดินทางตั้งแต่เด็กมีพฤติกรรมต่างออกไป

    ที่มา: Cary Wu et al. (2026), Social Trust in China: A Three-Decade Analysis; Tania Branigan, Red Memory: Living, Remembering and Forgetting China’s Cultural Revolution; Yang Su (2011), Collective Killings in Rural China during the Cultural Revolution; Yan Yunxiang (2009), The Individualization of Chinese Society; Human Rights in China, Mao’s Cultural Revolution Legacy; Asia Society, Beijing’s Struggle to Control Religious Ferment; UC Berkeley Law, After the Foshan Tragedy; Sixth Tone, What a Tragic Traffic Incident Says About Chinese Social Ethics; มติประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีน 1981

    https://www.facebook.com/share/p/18rEooGirB/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【กรมที่ดินยกระดับสกัด “นอมินี” ตรวจเข้มก่อน–หลังโอน ปิดช่องต่างชาติถือครองที่ดินผิดกฎหมาย】

    กรมที่ดินเดินหน้าตรวจสอบธุรกรรมที่ดินต้องสงสัย จับตาคนไทยถือแทน–บริษัทอำพราง–คู่สมรสต่างชาติ ย้ำไม่ปิดกั้นการลงทุน แต่ต้องไม่ใช้ช่องโหว่หลบกฎหมายไทย

    กรมที่ดินยกระดับมาตรการป้องกันปัญหา “นอมินี” หรือการใช้คนไทยถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดทั้งก่อนและหลังการจดทะเบียนสิทธิ เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยการถือครองที่ดินของคนต่างชาติ

    มาตรการดังกล่าวถูกประกาศท่ามกลางความกังวลเรื่องการใช้บุคคลสัญชาติไทย หรือการจัดตั้งบริษัทนิติบุคคล เป็นเครื่องมืออำพรางให้ชาวต่างชาติเข้าถือครองที่ดินในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจ เมืองท่องเที่ยว และพื้นที่ที่มีการลงทุนจากต่างชาติหนาแน่น

    ตรวจเข้มก่อนโอน ดูแหล่งเงิน–ความสัมพันธ์คู่สัญญา

    ตามแนวทางของกรมที่ดิน หากพบกรณีที่อาจเข้าข่ายคนไทยถือครองแทนชาวต่างชาติ เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบพฤติการณ์โดยละเอียด ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา แหล่งที่มาของเงินที่ใช้ซื้อที่ดิน และเหตุผลในการทำธุรกรรม

    กรณีคู่สมรสระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ กรมที่ดินจะตรวจสอบเป็นพิเศษว่า เงินที่นำมาซื้อที่ดินเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของฝ่ายคนไทยจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้สถานะสมรสเป็นช่องทางหลบเลี่ยงกฎหมาย

    หลักการสำคัญคือ คนต่างด้าวไม่สามารถถือครองที่ดินในไทยได้โดยเสรี ยกเว้นบางกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น การรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม การซื้อเพื่ออยู่อาศัยภายใต้เงื่อนไขการลงทุน หรือการถือครองตามกฎหมายเฉพาะ เช่น การส่งเสริมการลงทุนของ BOI

    จับตาบริษัทถือที่ดินแทนต่างชาติ

    อีกช่องทางที่กรมที่ดินให้ความสำคัญ คือ การตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกรณีที่มีคนไทยถือหุ้นแทนในเอกสาร แต่ผู้มีอำนาจควบคุมหรือผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงเป็นคนต่างด้าว

    เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น รายได้ที่แท้จริงของบริษัท ที่มาของเงินลงทุน รวมถึงวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์ที่ดิน ว่าบริษัทมีการประกอบธุรกิจจริง หรือเป็นเพียงนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นเพื่ออำพรางการถือครองที่ดิน

    ประเด็นนี้ถือเป็นจุดสำคัญ เพราะปัญหานอมินีไม่ได้เกิดแค่การใช้ชื่อบุคคลธรรมดา แต่ยังรวมถึงการใช้โครงสร้างบริษัทเข้ามาทำให้การถือครองดูถูกต้องตามเอกสาร ทั้งที่เจตนาแท้จริงอาจเป็นการเปิดทางให้ต่างชาติครอบครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย

    ตรวจหลังโอน ไม่ปล่อยให้จบแค่วันจดทะเบียน

    กรมที่ดินยืนยันว่า การตรวจสอบจะไม่สิ้นสุดแค่ขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ แต่จะมีการติดตามหลังการได้มาซึ่งที่ดินด้วย โดยดูพฤติกรรมการใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ และพฤติกรรมที่แสดงว่าคนต่างด้าวเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจควบคุมที่ดิน

    หากมีเรื่องร้องเรียน หรือพบข้อมูลที่เข้าข่ายน่าสงสัย กรมที่ดินจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทันที เพื่อพิจารณาว่ามีการถือครองแทนหรือหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือไม่

    นอกจากนี้ กรมที่ดินยังติดตามข้อมูลนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติทุก 3 เดือน เพื่อเฝ้าระวังความเปลี่ยนแปลงด้านการลงทุนและการถือครองที่ดิน โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ผิดจริงเจอโทษทั้งต่างชาติและคนไทยที่ช่วยถือแทน

    หากผลสอบสวนไม่พบความผิด กรมที่ดินจะยังติดตามต่อเนื่อง แต่หากพบว่ามีการถือครองแทนจริง หรือมีพฤติกรรมเข้าข่ายหลีกเลี่ยงกฎหมาย จะดำเนินการตามขั้นตอนทันที พร้อมรายงานกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณามาตรการเพิ่มเติม

    กฎหมายกำหนดบทลงโทษไว้ทั้งต่อคนต่างด้าวที่ถือครองที่ดินโดยมิชอบ และคนไทยหรือนิติบุคคลไทยที่ให้ความช่วยเหลือหรือถือครองแทน โดยอาจมีโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

    อีกมาตรการสำคัญคือ การบังคับจำหน่ายที่ดินภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากผู้กระทำผิดไม่ดำเนินการ อธิบดีกรมที่ดินสามารถมีคำสั่งให้จำหน่ายที่ดินแทนได้

    ไม่ปิดกั้นการลงทุน แต่ต้องไม่ใช้คนไทยเป็นฉากหน้า

    กรมที่ดินย้ำว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปิดกั้นการลงทุนจากต่างประเทศ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นธรรม โปร่งใส และคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ

    ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเอกสารซื้อขายที่ดิน แต่เป็นเรื่องโครงสร้างอำนาจเหนือทรัพยากรของประเทศ หากปล่อยให้ต่างชาติใช้คนไทยหรือบริษัทนอมินีเป็นฉากหน้า การถือครองที่ดินอาจค่อย ๆ หลุดจากการควบคุมของกฎหมายไทยโดยไม่ปรากฏชัดบนหน้ากระดาษ

    กรมที่ดินขอความร่วมมือประชาชน หากพบพฤติการณ์ต้องสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว สามารถแจ้งข้อมูลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การตรวจสอบและปราบปรามการกระทำผิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ที่มา: ข่าวออนไลน์ 7HD, 12 พฤษภาคม 2569

    https://www.facebook.com/share/p/1F9XqBbBrE/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,997
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วันที่ 29 เมษายน ที่เขตเซี่ยงหยาง เมืองเฮ่อกั่ง มณฑลเฮยหลงเจียง บริเวณอาคารจินจั้ว บี ยูนิต 1 ถนนเจิ้นซิง ใกล้ลานเจิ้นซิง

    มีตำรวจ 7 นายจัดฉากถ่ายภาพเพื่อทำสิ่งที่เรียกว่า “หลักฐานการทำงาน” หรือ “ร่องรอยการปฏิบัติงาน” โดยลักษณะเหมือนการแสดงมากกว่าการทำงานจริง

    ในภาพเห็นตำรวจหลายนายทำท่ากวาดพื้นบริเวณที่มีขยะอยู่เพียง 2 ชิ้นบนพื้น กวาดแบบพอเป็นพิธีไม่กี่ครั้ง จากนั้นก็รีบกางป้ายผ้าที่เตรียมไว้ล่วงหน้า แล้วถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก

    ทั้งกระบวนการดูมีร่องรอยของการจัดฉากชัดเจน จุดประสงค์น่าจะไม่ใช่เพื่อทำความสะอาดจริง แต่เพื่อให้ได้ “ภาพผลงาน” สำหรับรายงานต่อผู้บังคับบัญชาเท่านั้น.

    ที่มา:วันที่ 29 เมษายน บัญชี X “หลี่เหล่าซือไม่ใช่ครูของคุณ” หรือ 李老师不是你老师 (@whyyoutouzhele)

    https://www.facebook.com/share/r/1B2xDkRTkD/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • g.mp4
      ขนาดไฟล์:
      2.9 MB
      เปิดดู:
      5

แชร์หน้านี้

Loading...