ตะกรุดนางพิมจารมือหลวงปู่อั๊บ/เหรียญหล่อชินราชหลวงพ่อโต วิหารทอง

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย tee_tores, 3 พฤศจิกายน 2025.

  1. tee_tores

    tee_tores กะยิราเจ กะยิราเถนัง สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,288
    ค่าพลัง:
    +53,083
    No784 / 800 บาท

    เหรียญพ่อแก่ วัดพระพิเรนทร์ รุ่นสอง พิมพ์เล็กกะไหล่ทองสวย ปี 2515

    พิมพ์เล็ก สวยกระทัดรัดกำลังดี จัดสร้างโดยสมาคมสงเคราะห์สหายศิลปิน(ส.ศ.ศ.) เหรียญไหว้ครู อาศรมปู่แก่ ปู่ฤาษีนารายณ์ (หลวงพ่อคูณ ปลุกเสก) และเหล่าดาราในสมัยนั้นมาร่วมงานกันอย่างมากมาย เหรียญพ่อแก่ วัดพระพิเรนทร์ รุ่นสอง พิมพ์เล็กนี้สร้างปี 2515 ถือว่าเป็นที่เหรียญสร้างออกมาแล้วคนนิยมบูชากันมาก เพราะรุ่นแรก หายาก ราคาไปไกลแล้ว บวกกับขนาดและแบบทรงแกะออกมาได้สวย และลงตัวอย่างมาก

    IMG_5105.jpeg IMG_5106.jpeg IMG_5108.jpeg IMG_5107.jpeg
     
  2. tee_tores

    tee_tores กะยิราเจ กะยิราเถนัง สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,288
    ค่าพลัง:
    +53,083
    No785 / 1,400 บาท

    พระกริ่งยอดแก้ว วัดเกาะแก้วอรุณคาม (สายวัดสุทัศน์)พระสุดปัง พระกริ่งเล็กยอดแก้ว เนื้อนวะโลหะพิเศษผิวไฟ พ.ศ. 2545 จำนวนสร้าง 999 องค์ หมายเลข ๒๗๔ มีจารครูบาอินกล่องเดิม

    สุดยอดพระกริ่งที่ครูบาอิน วัดฟ้าหลั่งปลุกเสกอย่างทิ้งทวนและพิสดารที่สุด
    หากจะยังพอจำกันได้ เมื่อประมาณปีพ.ศ.2544-2545 ผู้เขียนได้มีส่วนร่วมสร้างวัตถุมงคลสำคัญอยู่ 2 ชุด ซึ่งได้นำถวายให้ครูบาอิน อินโท วัดฟ้าหลั่ง เชียงใหม่ ปลุกเสก คือ
    1.พระกริ่งไจยะเบงชร ที่ระลึก 100 ปีเกิด ครูบาอิน
    2.พระกริ่งยอดแก้ว ที่ระลึก 108 ปี วัดเกาะแก้วอรุณคาม สระบุรี
    แต่พระกริ่งยอดแก้วนี้ นับเป็นพระกริ่งรุ่นสำคัญสุดยอดอีกรุ่น ที่อาจจะกล่าวได้ว่า นอกจากครูบาอิน จะเสกให้อย่างดีเยี่ยม
    และพิสดารสุดยอด (ทั้ง “โดยตรง”และ “โดยญาณ” ) แล้ว เนื้อหามวลสารก็ยัง “พิเศษสุด” อย่างไม่อาจจะหาใดมาเทียมทันอีกต่างหากด้วยแม้แต่พระกริ่งไจยะเบงชรเอง ก็ไม่มีเหมือนกันด้วย
    เพราะนอกจากจะมี “หัวชนวน”พระกริ่งไจยะเบงชร ที่ผู้เขียนนำมาร่วมเททองหล่อหลอมด้วยแล้ว ก็ยังได้ผสม “นวโลหะก้นเบ้า สมเด็จพระสังฆราชแพ”แท้ๆ น.น.กว่า 5.5 กิโลกรัม เข้าร่วมด้วยอย่างเต็มสูตร ชนิดที่พระกริ่งรุ่นหลังๆของวัดสุทัศน์เอง ก็ยังไม่มีผสมได้เทียมเท่าเพราะชนวนก้นเบ้าที่ว่านี้ ได้รับมาจาก “พระราชวิสุทธาจารย์”หรือ “เจ้าคุณแป๊ะ” อดีตพระฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราชแพ ผ่านท่านพระครูสุวัฒนประสิทธิ เจ้าคณะในวัดสุทัศน์ ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของวัดเกาะแก้วอรุณคามมาแต่เดิมนั่นแล
    ทำพิธีเททองเป็นปฐมฤกษ์โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พุฒ) วัดสุวรรณาราม บางกอกน้อย กทม. ศิษย์สายตรงองค์สุดท้ายของสมเด็จพระสังฆราชแพอีกต่างหากไม่ “สุดยอด”ในคราวนี้ จะให้ไปสุดยอดในคราวไหนกันอีกเล่า???นอกจากพระกริ่งยอดแก้วนี้ จะได้ประกอบมหาพิธีพุทธาภิเษกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดถึง 3 วัน 3 คืนเต็มๆแล้ว ผู้เขียนก็ยังได้นำพระกริ่งไปขอให้ครูบาอิน ปลุกเสกเดี่ยวถึงจังหวัดเชียงใหม่ด้วยส่วนหนึ่งซึ่งครูบาอินท่านก็เมตตานั่งปรกให้นานถึง 45 นาทีด้วยกันนับว่า “นานสุดๆ”แบบทิ้งทวนกันเลยทีเดียวและในการนี้ ก็ได้ปรากฏแสงปาฏิหาริย์สีขาวพุ่งลงมาจากเบื้องบน จับภาพเห็นได้ถนัด น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง
    มิหนำ สุดท้ายก่อนกราบลา ผู้เขียน ก็ยังได้อาราธนาครูบาอินท่าน ได้แผ่เมตตา “เดินญาณ”มาปรกปลุกเสกในพิธีพุทธาภิเศกใหญ่ที่อุโบสถ วัดเกาะแก้วอรุณ คามซ้ำอีก 3 วันซ้อนๆ เฉกเช่นเดียวกับที่ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)

    IMG_5135.jpeg IMG_5132.jpeg IMG_5133.jpeg IMG_5134.jpeg IMG_4790.jpeg IMG_4789.jpeg IMG_4788.jpeg IMG_4782.jpeg IMG_4781.png
     
  3. tee_tores

    tee_tores กะยิราเจ กะยิราเถนัง สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,288
    ค่าพลัง:
    +53,083
    No786 / 500 บาท

    เหรียญ ร.5 วัดแหลมแค จ.ชลบุรี ปี 2534
    เนื้อพระออกนวพโลหะตอกโค๊ต เลี่ยมพร้อม

    เหรียญพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่กัว วัดแหลมแค จังหวัดชลบุรี ปี 2534 บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชแห่งชาติไทย พระองค์เป็นนักปกครองที่ยิ่งใหญ่ทรงประกอบด้วยพระเมตตาธิคุณแก่ปวงประชาราษฏร์ไพร่ฟ้าประชาชนทรงเลิกทาสทรงบำรุงปรับปรุงการศึกษาให้มีประสิทธิภาพในการนับถือศาสนาทรงพัฒนาสาธารณูปโภคทุกอย่างทั่วประเทศทรงวางรากฐานความเจริญให้แก่บ้านเมืองทรงนำประเทศให้พ้นจากการล่าอาณานิคมของชาวตะวันตกโดยพระปรีชาสามารถทำให้ประเทศไทยดำรงความเป็นไทยอย่างสมบูรณ์มาจนทุกวันนี้ทรงดำรงสิริราชสมบัติได้ 42 ปี 22 วัน รายได้ทั้งหมดสมทบสร้างศาลาการเปรียญ วัดแหลมแค จังหวัดชลบุรี

    เหรียญพระรูป ร. 5 ทองคำ 99.99 เปอร์เซ็นต์หนัก 19 กรัม สร้างตามจำนวนจอง
    เหรียญพระรูป ร. 5 เหรียญกนก สร้างตามจำนวนจอง
    เหรียญพระรูป ร. 5 เหรียญเงินหน้าทองคำ สร้างตามจำนวนจอง
    เหรียญพระรูป ร. 5 เหรียญเงิน สร้าง 1000 เหรียญ
    เหรียญพระรูป ร. 5 เหรียญนวโลหะ สร้าง 1,000 เหรียญ
    เหรียญพระรูป ร. 5 เหรียญลงยาสร้าง 14,000 เหรียญ
    เหรียญพระรูป ร. 5 เหรียญชุบกะไหล่ทอง สร้าง 18,000 เหรียญ
    เหรียญพระรูป ร. 5 เหรียญทองแดงมันปู สร้าง 5,000 เหรียญ

    โดยพิธีพุทธาภิเษกได้อาราธนานิมนต์พระเกจิอาจารย์ดังนี้
    ปลุกเสกและอธิษฐานจิตโดย
    1.) สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนเวศวิหาร
    2.) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา
    3.) สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชผาติการาม
    4.) สมเด็จพระวันรัต วัดโสมนัส
    5.) สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดปทุมคงคา
    6.) สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี วัดราชบพิธ
    7.) สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดเบญจมบพิตร 8.) สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ
    9.) สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดนรนาถสุนทริการาม
    พระเถราจารย์ทั้ง 4 ภาคคือ
    ภาคเหนือ 9 องค์
    1.) หลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์
    2.) หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ วัดปาตึง
    3.) หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาป่อง
    4.) ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี
    5.) ครูบาชัยยะวงศา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม
    6.) ครูบาสร้อย วัดมงคลคีรีเขตเขต
    7.) หลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร
    8.) หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
    9.) หลวงพ่อฮวด วัดหัวถนน
    ภาคกลาง 9 องค์
    1.) หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข
    2.) หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม
    3.) หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ
    4.) หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม
    5.) หลวงพ่อหลิว วัดไร่แตงทอง
    6.) หลวงพ่อสวัสดิ์ วัดหนองซ้ำซาก
    7.) หลวงพ่อคร่ำ วัดวังหว้า
    8.) หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก
    9.) หลวงพ่อเต๋า วัดเกาะวังไทร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 องค์
    1.)หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่
    2.) หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวัน
    3.)หลวงพ่อนิล วัดครบุรี
    4.) หลวงปู่แจ้ง วัดใหม่สนทร
    5.) หลวงพ่อคำพันธ์ วัดธาตุมหาชัย
    6.) หลวงปู่ศรี วัดป่ากุง
    7.) หลวงปู่ทองมา วัดสว่างท่าสี
    8.) หลวงปู่เครื่อง วัดสระกำแพงใหญ่
    9.) หลวงพ่อบุญมี วัดสระประสานสุข
    ภาคใต้ 9 องค์
    1.) หลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ
    2.) หลวงพ่อจ้อย วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์
    3.) หลวงพ่อนอง วัดทรายขาว
    4.) หลวงพ่อคล้าย วัดถ้ำเขาเงิน
    5.) หลวงพ่อรอด วัดประดู่
    6.) หลวงพ่อสังข์ วัดเทพมงคล
    7.) พระอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา
    8.) หลวงพ่อกลั่น วัดเขาอ้อ
    9.) พระครูกาชาด วัดดอนศาลา

    IMG_5138.jpeg IMG_5137.jpeg
     
  4. tee_tores

    tee_tores กะยิราเจ กะยิราเถนัง สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,288
    ค่าพลัง:
    +53,083
    No787 / 2,200 บาท

    รูปเหมือนหลวงพ่อโบ้ย เนื้อผงผสมชานหมาก วัดมะนาว สุพรรณบุรี

    จัดสร้างราวประมาร พศ 2500-2503 มวลสาร สร้างจากว่านมงคล 08 ผงธูป ดอกไม้ ชานหมาก เเละ ดิน หลวงพ่อโบ้ยท่านเป็นพระยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวบ้าน เมืองสุพรรบุรีให้ความนับถือเเละศรัทธาท่านมากครับผม

    หลังติดรูปหลวงพ่อเนียม เลี่ยมเงินพร้อมบูชา

    IMG_5151.jpeg IMG_5152.jpeg IMG_5153.jpeg
     
  5. tee_tores

    tee_tores กะยิราเจ กะยิราเถนัง สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,288
    ค่าพลัง:
    +53,083
    No788 / 1,900 บาท

    เหรียญหล่อพระพุทธชินราช หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง จ.ชัยนาท เนื้อชินตะกั่ว ปี พ.ศ.2460

    หลวงพ่อโตท่านเป็นพระสงฆ์ที่ชาว อ.สรรคบุรีเคารพนับถือกันมากองค์หนึ่ง ดังนั้น เหรียญของหลวงพ่อโต วัดวิหารทอง นี้เป็นอีกเหรียญที่พื้นที่ นิยมคล้องบูชากันมาก และใครมีต่างหวงแหนอีกเช่นกัน คนพื้นที่รุ่นเก่าทราบกันดีว่า หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าท่านมาช่วยสร้างพระให้ถึงวัดวิหารทอง จนพูดกันติดปากสืบกันมาว่า “วิหารทองน้องมะขามเฒ่า” พี่เกิด พ.ศ.2390 น้องเกิด พ.ศ.2401 ห่างกัน 11 ปี พี่แนะนำตำราสร้างพระให้น้อง เมื่อน้องสร้างพี่ก็เสกให้ พี่ศึกษาบาลีวัดโพธิ์ บางเขน น้องศึกษาบาลีวัดสามปลื้ม พระนคร พี่เป็นเจ้าคณะแขวงเขตวัดสิงห์ น้องก็เป็นเจ้าคณะแขวงเขตแพรกศรีราชาและเจ้าคณะแขวงบ้านเชี่ยน พี่เก่งอย่างไรน้องเก่งไม่แพ้พี่เลย
    พระรุ่นนี้หลวงปู่ศุขและหลวงพ่อโต ร่วมสร้างและปลุกเสกในช่วงปี 2457 ครั้งที่ 1 และ ปี 2460 ครั้งที่ 2 ตามประวัติว่าสร้างหลายพิมพ์หลายทรง แต่ที่เห็นบ่อย ก็มีพิมพ์พระพุทธ พิมพ์ลีลา พิมพ์พระพุทธชินราช พิมพ์ป่าเลไลย์ และพิมพ์หยดน้ำ ปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นมากนัก พุทธคุณ เด่นในด้านคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มีประสบการณ์มากมาย

    ✨เหรียญรุ่นนี้จะมีความคล้ายกับเหรียญพระพุทธชินราช หลวงพ่อปา วัดโบสถ์ จ.ชัยนาท มาก แต่มีความแตกต่างที่พิมพ์ทรง พระหลวงพ่อปา ด้านหน้าขัดสมาธิราบ ด้านหลังเรียบ ส่วนหลวงพ่อโต ด้านหน้าขัดเพชร ด้านหลังเป็นยันต์ประจำของท่าน คือ ยันต์ตรีนิสิงเห ด้านบนมีอักขระ มะอะอุ กำกับไว้ พระทั้งสองแบบ ปัจจุบันหาดูได้ยากจริงๆครับ✨

    IMG_5149.jpeg IMG_5150.jpeg
     
  6. tee_tores

    tee_tores กะยิราเจ กะยิราเถนัง สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,288
    ค่าพลัง:
    +53,083
    No789 / 500 บาท

    ผ้าจีวรหลวงพ่อเกษม จาร นะ

    IMG_5164.jpeg IMG_5165.jpeg
     
  7. tee_tores

    tee_tores กะยิราเจ กะยิราเถนัง สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    12,288
    ค่าพลัง:
    +53,083
    No790 / 1,800 บาท

    ตะกรุดนางพิมพ์ หลวงปู่อั๊บ วัดท้องไทร เนื้ออะลูมิเนียมจารมือ ยุคแรก หายาก

    เป็นอีกวิชาหนึ่งของหลวงปู่ที่สร้างได้อย่างมีพลังอิทธิ์ปาฎิหาริย์ และเป็นมนต์ขาวขั้นสูง

    มีอำนาจพุทธคุณทางด้านคงกระพัน เมตตา มหาเสน่ห์ แคล้วคลาดจากศัตรูหมู่มาร และบันดาลโชคลาภ เตือนภัยได้ หลวงปู่เคยบอกว่า มีอานุภาพมาก ครอบจักรวาลเลยทีเดียว

    แม่นางพิม ลป อั๊บ วัดท้องไทร

    ถือว่าเป็นวัตถุมงคล ประเภทเครื่องรางที่สร้างชื่อเสียงให้กับ หลวงปู่อั๊บ เกจิอาจารย์แห่งวัดท้องไทร เป็นอย่างมากมายเลยทีเดียวที่หลายๆคนได้บูชาแล้วเกิดประสบการณ์ !!!

    นางพิมหรือแม่พิมพานั้น หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อหรือคุ้นกันดี แม่พิมนี้มี มีลักษณะเป็นรูปของหญิงเพศแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ มีเครื่องทรง และมีขาเด็กโผล่ออกมาบริเวณลำตัวด้านล่าง (ปางประสูติเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร) อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความเมตตาของแม่ที่มีต่อลูก หรือ เป็นตัวแทนของคำว่าแม่ (ผู้มีแต่ให้) กรุณาอย่าได้มองเป็นสื่อลามกอนาจาร หรือ สัญลักษณ์ในทางลบๆเลยนะครับ.................

    ........สำหรับนางพิมนั้น แรกเริ่มเดิมทีนั้น เป็นยันต์ที่หลวงปู่ใช้สักบริเวณหน้าขา ตอนหลัง มีบางคนอยากบูชานางพิม แต่ไม่นิยมในการสักยันต์ จึงมีการสร้างเครื่องรางไว้พกบูชาติดตัวเกิดขี้น......

    มีหลายคน สงสัยว่า นางพิม เป็นผีรึป่าว?

    ขอชี้แจ้งว่า....หลวงปู่อั๊บ ท่านปฎิเสธคุณผีคุณพรายมาโดยตลอด และไม่สนับสนุน พร้อมทั้งกำชับลูกศิษย์ลูกหาไม่ให้นำกระดูกผี หรือ มวลสารอาถรรพ์คนตาย มาสร้างเป็นวัตถุมงคล ด้วยเหตุผลที่ว่า หากคนสร้าง ไม่ศึกษาอย่างถ่องแท้ ไม่ชำนาญในการร่ายเวท จิตใจไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิพอ กำกับคาถาไม่ถูกต้อง เคราะห์กรรมก็จะตก กับคนที่นำของพวกนี้ไปใช้ เวลาดวงตก หรือประพฤติตนไม่อยู่ในศีลธรรม คุณผีคุณพรายมันจะเล่นงานคนที่นำไปใช้เอา จนประสบแต่ความวิบัติ เพราะฉะนั้นผู้นำนางพิมไปบูชา จึงไม่ต้องกังวลเรื่องผีสาง เพราะแม่พิมพา ไม่ใช่คุณผีคุณพราย ไม่ใช่ของต่ำทราม แน่นอน ฯ

    สรุปแล้ว นางพิม เป็นอะไร?

    นางพิมเป็นเทพ! เป็นพุทธคุณ! หลวงปู่อั๊บ ท่านบอกว่า ไม่มีสิ่งใดจะศักดิ์สิทธิ์ และ มีอนุภาพเหนือกว่า พระรัตนตรัยแล้ว แม่พิมพานั้น จึงเป็นวิชาที่ปกป้องและดลบันดาลช่วยเหลือผู้บูชา เปรียบประดุจแม่รักลูก เมื่อลูกขออะไรแม่ก็จะช่วยเหลือ เป็นพลังจิต ที่หลวงปู่อั๊บได้ปลุกเสกให้ช่วยเหลือผู้บูชาโดยปราศจากผีพรายใดๆ เป็นวิชาขั้นสูง ประกอบด้วยพุทธคุณ มีสรรพคุณทุกด้าน บนบานได้ ทั้งคงกระพันแคล้วคลาด เมตตาค้าขาย ทวงหนี้ รวมทั้งเรื่องเสน่ห์ก็เยี่ยม จนมีคำเรียกว่า"พิมพาเรียกสาว" ก็เพราะวัยรุ่นในท้องถิ่น ใช้บนบานในการจีบผู้หญิง แล้วก็ประสบความสำเร็จขึ้นมาจนโด่งดัง ฯ

    .....๛ อุปเทห์ ในการใช้นั้น ให้ใช้เหล้าขาว ประพรมหรือแตะแต้มบริเวณที่ปากแม่พิมพาเท่านั้น พร้อม ภาวนาพระคาถาที่มีอยู่ 7 ตัวว่า.. ”อุ กะ ปะ สะ หะ นะ พุท” แล้วตั้งจิตอธิษฐาน บนบานตามปรารถนา ไม่ว่าจะออกไปค้าขาย หาเงินหาทอง พึงพยายามใช้เหล้าแตะทุกๆวัน ยิ่งทำทุกวันด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาจะเห็นอานุภาพอันเข้มขลังด้วยตัวท่านเอง หากจะใช้เป็นทางอยู่ยงคงกระพัน เวลาเข้าที่คับขัน จวนตัว ให้เปลี่ยนคำเรียกจาก นางพิม เป็น"นางดื้อ" แต่หากจะใช้ในทางเมตตามหานิยม หรือ ติดต่อการงานแล้วไซร้ ให้กำนางพิมมือ พร้อมบริกรรมพระคาถา 7ตัว กลับไปกลับมา หากรู้สึกเย็นอกเย็นใจ ประกอบกับนางพิมที่กำไว้ในมือ สัมผัสได้ถึงความเย็น แสดงว่า สิ่งที่ปรารถนานั้น จะต้องประสงค์ แต่ถ้ารู้สึกนางพิมในมือร้อน สิ่งนั้นไม่สมประสงค์.........จะเลือกใช้ทางไหน ก็สุดแล้วแต่ปรารถนาเถิด ๛ฯ

    วัตถุมงคลของท่านแต่ละรุ่นที่จะออกมาก ท่านตั้งใจทำเป็นอย่างดี เสกแล้วเสกอีกหลายวาระ .. จนท่านมั่นใจว่าดีจึงออกให้ศิษย์ได้บูชา


    บันทึกชีวประวัติพระเดชพระคุณ พระอธิการเกษม(อั๊บ) เขมจาโร

    เจ้าอาวาสวัดท้องไทร ต.แหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

    หลวงพ่อมีนามเดิมว่า เกษม ทิมมัจฉา เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2465 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 ปีจอ ที่บ้านแหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

    บิดาชื่อ อุ๋ย ทิมมัจฉา มารดาชื่อ ผิว ทิมมัจฉา เป็นบุตรชายคนโตในบรรดาพี่น้อง 12 คน อาชีพเกษรตกร จบการศึกษาชั้นป.2

    ในวัยเด็กได้ไปพักกับพระน้าชายชื่อ พระเล็ก ที่วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งขณะนั้นมี พระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ ขันธโชติ) เป็นเจ้าอาวาส

    ซึ่งหลวงปู่บุญเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอันมาก แม้แต่สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศ ยังให้ความเคารพ หลวงปู่อั๊บได้เล่าว่า ตอนท่านเป็นเด็กยังได้เคยรับใช้ บีบนวดหลวงปู่บุญบ่อยๆ ครั้ง เพื่อนเด็กวัดรุ่นเดียวกันนั้นมีอยู่คนหนึ่ง

    ต่อมาภายหลังได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ และได้ทำคุณประโยชน์ให้กับการศึกษาทั้งทางโลกและศาสนาอย่างมากมาย คื อพระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณปรมาจารย์ (ท่านเจ้าคุณ ปัญญา) เจ้าอาวาส วัดไร่ขิง นั่นเอง ส่วนพระเล็ก พระน้าชายได้บวชที่ วัดใหม่สุคนธาราม อ.นครชัยศรีจ.นครปฐม

    และได้ย้ายไปจำพรรษาหลายวัด อย่างเช่น วัดห้วยตะโก วัดปลักแรด วัดหนองบัว วัดกลางบางแก้ว เป็นต้น ได้บวชเป็นพระนานอยู่ถึง 18 พรรษา จึงลาสิกขาออกมาใช้ชีวิตเป็นฆาราวาส และมีครอบครัวอย่างชาวโลกทั่วไป นับได้ว่าเป็นผู้มีวิชา อาคมขลังคนหนึ่ง

    ในปีที่หลวงปู่บุญ ได้มรณภาพลงนั้นตรงกับปี พ.ศ. 2478 หลวงปู่อั๊บ มีอายุได้ 13 ปี เมื่อหลวงปู่บุญได้มรณภาพลงแล้ว หลวงพ่อเกษม (อั๊บ) ได้กลับไปอยู่กับบิดา-มารดาที่บ้านท้องไทร ช่วยกิจการงานบ้าน ทำนา อย่างขยัยขันแข็ง จนอายุครบที่จะทำการบรรพชา

    อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงได้ทำการ อุปสมบท ณ.พัทธสีมา วัดทุ่งน้อย ต.แหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

    โดยในสมุดใบสุทธิของหลวงปู่อั๊บ ได้บันทึกไว้ดังนี้..........

    พระอุปัชฌาย์ พระอธิการมา วัดทุ่งน้อย พระกรรมวาจารย์ พระอธิการฮะวัดโคกเขมา (อ่านโคกขะเหมา) พระอนุสานาจารย์ พระอธิการพลัด วัดท้องไทร

    อุปสมบท เมื่อ อายุ 20 ปี เมื่อวันที่ 28 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2485 เวลา 15.18 น. ณ.วัดทุ่งน้อย ต.แหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม หลังจากอุปสมบทแล้วได้กลับมาอยู่ที่วัดท้องไทร อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

    เมื่อบวชได้ 3 พรรษา ได้เดินเท้าไปวัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี เพื่อไปหาพระเล็กพระน้าชาย ซึ่งขณะนั้นได้ไปพักจำพรรษาอยู่ที่นั่น วัดหนองบัว ขณะนั้นมี หลวงปู่เหรียญ ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังเป็นเจ้าอาวาสอยู่ หลวงปู่เหรียญท่านนี้ เป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่ยิ้ม อดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อนซึ่งมีวิชาอาคมเก่งกล้าเป็นยิ่งนัก แม้แต่หลวง ปู่ศุขวัดมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ร่วมสมัยกันยังเกรงใจ ในวิชาของหลวงปู่ยิ้ม และยังเคยเดินทางมาพัก ที่วัดหนองบัว

    ส่วนพระสหธรรมิกอีกรูปหนึ่งที่สำคัญของ หลวงปู่ยิ้ม คือ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ในหนังสือประวัติ วัดหนองบัวบันทึกไว้ว่า ในวันที่เผาศพหลวงปู่ยิ้มนั้น ไม่สามารถ เผาร่างสังขารของท่านได้ จนต้องนิมนต์หลวงปู่ขึ้นไปทำพิธี จึงสามารถเผาศพของท่านติดไฟได้ นับว่าอัศจรรย์เป็นยิ่งนัก หลวงปู่อั๊บท่านเล่าว่า อยากจะขอเรียนวิชากับหลวงปู่เหรียญ แต่พระน้าชายไม่ยอมให้เรียน แต่ในขณะที่พักอยู่ที่วัดหนองบัวประมาณ 2 เดือน ได้มีชาวบ้านในแถวนั้นได้นำพระเนื้อดินเผาและพระเนื้อผงมาถวายท่าน ( เป็นพระที่สมัยหลวงปู่ยิ้ม แห่งวัดหบองบัว ได้ทำการจัดสร้างไว้แล้วนำไปบรรจุไว้ตามในถ้ำในเขตวัดหนองบัว) อาทิเช่น พระพิมพ์ยืนประทานพร พิมพ์ขุนแผนซุ้มเรือนแก้ว พิมพ์ปางมารวิชัย พิมพ์ 3 ชั้นหูบายศรี พิมพ์สมเด็จ 3 ชั้นพิมพ์สมเด็จ 7 ชั้นและพิมพ์สมเด็จปรกโพธิ์ เป็นต้น

    เมื่อหลวงปู่อั๊บท่านได้กลับมายังวัดท้องไทร ท่านได้นำพระเหล่านั้นกลับติดตัวมาด้วย บางส่วนท่านได้ทำการแจกให้แก่ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดไปพอประมาณ เมื่อมีผู้ที่นำไปบูชาแล้วได้เกิดอภินิหารมากมายแล้วกลับมาเล่าให้ท่านฟังท่านจึงได้นำชึ้นไปเก็บที่ห้องบนกุฎิท่านและไม่ได้นำออกมาอีกเลย หลังจากที่หลวงปู่ได้กลับมาอยู่ที่วัดท้องไทรแล้วนั้น ท่านได้ไปฝากตัวขอเป็นศิษย์ กับ หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เพื่อขอเล่าเรียนวิชาอาคมต่างๆจากหลวงพ่อน้อย หลวงพ่อน้อยท่านนึ้มีความเก่งกล้าในวิชาอาคมเป็นอย่างยื่งนัก ยิ่งวาจาของท่านแล้วเป็นปกาศิตยิ่งนัก หรือ วาจาศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง พูดสิ่งใดแล้วมักเป็นสิ่งนั้น แม้แต่ หลวงพ่อเงิน แห่งวัดดอนยายหอม ยังให้ความนับถือ ซึ่งหลวงพ่อน้อยท่านก็เมตตาถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆให้อย่างไม่ปิดปัง พร้อมทั้งยังมอบ ตำรายันต์พระเวทย์ให้กับหลวงปู่อั๊บมา 1 เล่ม (ของพ่อน้อย วัดธรรมศาลา 1 เล่ม หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก 1 เล่ม)

    เป็นตำรายันต์ลายมือหลวงพ่อน้อย มีบางส่วนที่เป็นลายมือของพระตุ๋ย ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อน้อยซึ่ง หลวงพ่อน้อยเรียกมาใช้บ่อยๆเพราะเขียนอักขระเลขยันต์ได้สวยงามดี (ต่อมาได้ลาสิกขาเป็นฆาราวาส)

    นับได้ว่าหลวงพ่อน้อยท่าน เป็นครูอาจารย์ที่สำคัญยิ่งองค์หนึ่งของหลวงปู่อั๊บเลยที่เดียว และในช่วงเวลาที่หลวงปู่อั๊บว่าง ท่านได้เดินทางไปกราบ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องและได้ขอเรียนวิชาจากหลวงพ่อแช่มมาด้วยอย่างเช่น การนำกระเบื้องแตกมาลงอักขระแล้ว นำไปไว้ในใจกลางที่ดินเพื่อที่จะขายเป็นต้น

    ส่วนอีกองค์หนึ่งคือ หลวงพ่อจันทร์ วัดบ้านยาง ซึ่งเป็นสหธรรมมิกกันกับ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง หลวงปู่อั๊บ ท่านได้กราบขอเป็นศิษย์เช่นกัน แต่หลวงพ่อจันทร์ท่านสั่งให้ไปหาที่วัดและให้นำหัวหมูไปด้วย 1 หัวแล้วท่านจะถ่ายทอดวิชาให้หมด

    แต่เมื่อหลวงปู่อั๊บได้กลับมาวัดท้องไทรแล้วได้ล้มป่วยลงด้วยไข้มาลาเรียหรือสมัยนั้นเรียกว่าไข้ป่า ท่านเล่าว่าป่วยคราวนั้นเกือบตายเป็นๆ หายๆอยู่ประมาณ 3 เดือน เมื่อหายจากไข้ จึงทำการเดินทางไปหาหลวงพ่อจันทร์อีกครั้ง แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่าหลวงพ่อจันทร์ท่านได้มรณภาพลงเสียแล้ว จึงไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อจันทร์เอาไว้เลย

    เมื่อท่านบวชได้ 8 พรรษาหลวงปู่อั๊บได้เดินทางไปยัง จ.สุพรรณบุรี เพื่อไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว หลวงพ่อโบ้ย ท่านมีความเชี่ยวชาญในสายวิปัสสนากรรมฐานเป็นยิ่งนัก มีความศักดิ์สิทธิ์ใน วิชาอาคมขลังเป็นเลิศ หลวงพ่ออั๊บได้ขอขึ้นกรรมฐานธุดงค์กับหลวงพ่อโบ้ย ซึ่งหลวงพ่อโบ้ย ท่านก็ได้สอนหลักการเดินธุดงค์การอยู่ในป่าให้อย่างละเอียด จึงนับได้ว่า หลวงพ่อโบ้ย คือ ครูกรรมฐานที่แท้จริงของหลวงปู่อั๊บ

    หลังจากหลวงปู่อั๊บได้กลับมาจากวัดมะนาว แล้วท่านได้ไปจำพรรษาที่ วัดโคกเขมา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดท้องไทรมากนัก 1 พรรษา (พรรษา 10) ในปีพ.ศ.2495 (พรรษา 11) ได้มีญาติโยมได้นิมนต์ท่านไปอยู่ที่ วัดใหม่ต้านทาน อ.บางซ้าย จ.อยุธยา เมื่อท่านได้มาอยู่ จ.อยุธยาแล้วท่านได้มีโอกาสไปฝากตัวเป็นศิษย์กับ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร จ.อยุธยา ซึ่งหลวงพ่อจงท่านนี้นั้นนับได้ว่าเป็นเกจิที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอย่างมาก จนมีผู้คนทั่วไปกล่าวขานคำคล้องจองกล่าวกันว่า

    จาด-จง-คง-อี๋

    จาด คือ หลวงพ่อจาด แห่งวัด บางกระเบา จ.ปราจีนบุรี

    จง คือ หลวงพ่อจง แห่งวัด หน้าต่างนอก จ.อยุธยา

    คง คือ หลวงพ่อคง แห่งวัด บางกระพร้อม จ.สมุทรสงคราม

    อี๋ คือ หลวงพ่ออี๋ แห่งวัด สัตหีบ จ.ชลบุรี

    หลวงปู่อั๊บท่านได้เรียนวิชาอาคมจาก หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา ไว้มากพอสมควรและหลวงพ่อจง ท่านได้สอนวิปัสนากรรมฐานให้และวิชาอื่นๆอีกหลายๆอย่างด้วยกัน อย่างเช่น วิชาตะกรุดลอยน้ำ ซึ่งเป็นวิชาชั้นสูงและอักขระเลขยันต์ต่างๆ

    ตั้งแต่ปี พ.ศ.2495 - พ.ศ.2505 นั้นท่านได้จำพรรษา ณ.วัดใหม่ต้านทาน อ.บางซ้าย จ.อยุธยา เป็นเวลา 11 พรรษา หลังออกพรรษาเมื่อรับกฐินแล้ว ท่านได้ออกธุดงค์เพื่อหาความวิเวกทุกๆปี ในช่วงเวลา 11 พรรษานี้ ท่านได้เรียนวิชาอาคมต่างๆเพิ่มเติมและฝึกจิตจนมีความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วจากการที่ท่านได้ธุดงค์อยู่ในป่า ถ้ำ เขา ทำให้ท่านมีพลังจิตแกร่งกล้าเป็นยิ่งนัก ท่านเล่าว่าได้เดินธุดงค์ไปทั่วประเทศมาหมดแล้ว ในช่วงที่ท่านได้เดินธุดงค์อยู่นั้น ได้พบพระธุดงค์ด้วยกันถ้าพระรูปใดได้แสดงวิชาอะไรให้ได้ดูให้เห็นเป็นที่ประจักษ์จริงแก่สายตาแล้ว ท่านขอเรียนไว้หมดโดยท่านบอกว่าไม่สามารถที่จะจำชื่อได้หมด ในช่วงที่อยู่อยุธยานี้ได้ไปขอเรียนวิชาอย่างหนึ่งที่พิศดารยิ่งคือวิชาการทำตะกรุดกัน อสรพิษ จาก หมอถ่าย หมอถ่ายนี้เป็นฆราวาสที่พักอาศัยอยู่ใกล้ๆกับวัดไผ่โรงวัว จ.สุพรรณบุรี หมอถ่ายนี้สามารถเอางูเห่าใส่ย่ามสะพายไปไหนมาไหนได้ โดยงูไม่กัดและสามารถนำงูออกมาอาบน้ำในกาละมังได้โดยงูไม่กัด หลวงปู่อั๊บไปขอเรียนอยู่ถึง 7 ปี หมอถ่ายจึงยอมสอนให้แต่ก็ได้ไม่หมด เพราะหลวงปู่อั๊บไม่มีฝิ่นไปบูชาครู

    นับว่าเป็นวิชาที่พิสดาร คือ ถ้าผู้ใดได้คาดตะกรุดกันงูนี้อยู่กับตัว ถ้าไปเหยียบงูพิษเข้า งูไม่สามารถที่จะอ้าปากกัดได้และวิธีการทำก็ยุ่งยากมาก เคยเห็นท่านนั่งผูกตะกรุดกันงูต้องปิดปากเอาลิ้ดันเพดานปากไว้ แล้วทำการภาวนาขณะถักตะกรุด ด้านหนึ่งมี 9 เปลาะแล้วเอาตะกรุดร้อยเข้าแล้วจึงถักอีกด้านหนึ่ง 7 เปลาะขณะทำการถัก ห้ามพูดคุยเด็ดขาด ถ้าเกิดไอหรือจามหรือเผลอพูดออกมาเป็นอันว่าตะกรุดดอกนั้นเสียทันทีต้องแก้ใหม่หมด ท่านบอกว่าเวลาถักตะกรุดกันงูทีไร ฉันอาหารไม่ค่อยได้ไปหลายวัน

    ในปีพ.ศ.2506-2507 ญาติโยมได้นิมนต์ท่านไปจำพรรษาที่วัดวังชะโด อ.บางซ้าย จ.อยุธยา เป็นเวลา 2 ปีรวม แล้วหลวงปู่อั๊บ มาจำพรรษาอยู่ที่จ.อยุธยาทั้งหมดเป็นเวลาถึง 13 ปี

    ในปีพ.ศ.2508 หลวงปู่อั๊บ มีอายุ 43 ปี ญาติโยมทางท้องไทรได้มานิมนต์ให้หลวงปู่กลับมาอยู่ที่วัดท้องไทร อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เพื่อไปโปรดญาติโยมที่บ้านเกิดบ้างท่านจึงได้กลับมาอยู่ที่วัดท้องไทร ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ปีที่ท่านได้กลับมาอยู่วัดท้องไทร นั้นอายุได้ 43 ปีย่าง 44 ปี (ได้ 24 พรรษา)

    ใน ปี พ.ศ.2509 หลวงปู่อั๊บได้ดำริจะสร้างศาลาการเปรียญขึ้นมาสักหลัง ลูกศิษย์จึงขออนุญาติทำการจัดสร้างเหรียญ ซึ่งเป็นรุ่นแรกของหลวงปู่อั๊บ ขึ้นมาเป็นเหรียญรูปไข่ครึ่งองค์เนื้อทองแดงจำนวนที่จัดสร้าง 10,000 เหรียญ เพื่อมอบสมนาคุณให้แก่ญาติโยมที่บริจาคทรัพย์สร้างศาลาการเปรียญพร้อมกันนี้ท่านได้ทำการสร้างตะกรุดกันงูขึ้นมาด้วย เพื่อแจกพร้อมกับเหรียญรูปไข่ด้วย

    ญาติโยมที่ได้รับไปบูชานั้นได้พบเจอกับอภินิหารมากมายนับไม่ถ้วนเป็นการสร้างชื่อเสียงขจรขจายให้ผู้คนทั้งหลายได้รู้จักกับ หลวงพ่อปู่อั๊บ แห่งวัดท้องไทร จนโด่งดังไปทั่วมากยิ่งขึ้น และหลวงปู่อั๊บก็ยังได้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านท้องไทรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

    เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 หลวงปู่อั๊บได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดท้องไทรและยังได้รับการแต่งตั้งเป็น พระกรรมวาจาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    ท่านได้นำวิชาต่างๆที่ได้ร่ำเรียนมาสงเคราะห์ผู้คนทั่วไปดังนี้....

    1. วิชาการแพทย์แผนโบราณรักษาด้วยสมุนไพร

    2. วิชาการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูก-เส้นเอ็น

    3. วิชาการแช่น้ำมนต์

    4. วิชาการถอนคุณไสย(ถอนของ)

    5. วิชาการสักเสกอักขระเลขยันต์

    วิชาการแช่น้ำมนต์ถอนของนี้ หลวงปู่อั๊บท่านได้ไปขอเรียนกับ ก๋งสุข ซึ่งเป็นคนจีนบ้านอยู่ที่ จ.อยุธยา ก๋งสุขนี้เมื่อสมัยตอนรุ่นๆได้ต้มน้ำร้อนถวาย หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเท่า เป็นลูกศิษย์ที่รับใช้หลวงปู่ศุขอยู่ถึง 10 ปีหลวงปู่ศุข จึงถ่ายทอดให้มาและได้สั่งเอาไว้ด้วยว่า ถ้ามอบให้ใครแล้วมึงก็ต้องตายเสีย หลวงปู่อั๊บเพียรไปเรียนอยู่ประมาณ 6 ปี ก๋งสุขจึงยอมมอบวิชาให้หลังจากถ่ายทอดวิชาการทำน้ำมนต์ถอนของให้กับหลวงปู่อั๊บ แล้วประมาณ 1 เดือน ก๋งสุขก็เสียชีวิตในวัย 90 ปีเศษ

    วิธีการรักษา ของหลวงปู่อั๊บ แห่ง วัดท้องไทรนั้น

    ผู้ใดสงสัยจะถูก คุณไสย ลมเพลมพัด ท่านจะให้นำน้ำกรองสะอาด ใส่ในกาละมังพอมิดหลังเท้า แล้วเอาน้ำมนต์ที่ท่านทำไว้ใส่ลงไปด้วย ล้างเท้าให้สะอาดแล้วจึงเอาเท้าแช่ลงไปในกาละมังนั้น เอาน้ำมนต์ดื่มเข้าไปด้วย ถ้าคนป่วยนั้นถูกคุณไสย ถูกของมาจริงก็จะถูกขับออกมาในกาละมังนั้นโดยแช่วันละ 3 ชั่วโมงติดต่อกัน 3 วันจนครบ 9 ชั่งโมงแล้ว หลวงปู่อั๊บจะรดน้ำมนต์ให้อีกครั้งหนึ่ง

    บางคนเป็นหนักจนไม่ได้สติ จนต้องหามกันมาก็มี ก็มาหายด้วยน้ำมนต์ของหลวงปู่อั๊บ มากมายนับไม่ถ้วน บางคนอยากจะแช่ทั้งตัว ก็มีอ่างปูนซีเมนต์ขนาด 4 เหลี่ยมใส่น้ำลงไปแล้ว เอาน้ำมนต์ใส่ลงไปจึงลงไปนั่งแช่ทั้งตัว ค่ารักษาก็มีเพียง ธูป เทียน ดอกไม้และบุหรี่ 1 ซองกับเงินค่าครูแค่ 12 บาทเท่านั้น บางคนเป็นอัมพฤต อัมพาต มาแช่แล้วเอายาไปกิน หายเดินได้มาก็มาก ท่านได้สงเคราะห์ผู้คนที่เป็นเช่นนี้มา หลายสิบปี ถ้าจะนับจำนวนผู้ป่วยที่ท่านทำการสงเคราะห์ก็ไม่อาจที่จะสรุปได้ว่ากี่หมื่นกี่พันราย

    ครูอาจารย์ที่หลวงปู่อั๊บได้ไปขอเล่าเรียนวิชามามีดังนี้.........

    1.พระเล็ก เป็นพระพี่ชายศึกษาเล่าเรียนวิชาการทำตะกรุดโพธิ์กลับ พระเล็กได้ไปเล่าเรียนวิชานี้มาจาก หลวงพ่อคำ วัดดอนทราย อ.โพธาราม จ.ราชบุรี วิชานี้เป็นวิชาสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งหลวงพ่อไม่ค่อยได้ทำให้ใคร เนื่องจากพรรษาหนึ่งเพียง 9 ดอกเท่านั้นและต้องทำจาก แผ่นเงิน และ ทองคำเท่านั้น (ตอนที่ท่านไปเรียนวิชานี้มาจากราชบุรีนั้น หลวงพ่ออั๊บท่านขี่ม้าไปเรียน จนม้าที่หลวงพ่อขี่นั้นตายไปเป็นตัวๆ)

    2.หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา จ.นครปฐม ศึกษาเล่าเรียนวิชาอักขระเลขยันต์และพระเวทย์ต่างๆ และยังได้ตำรายันต์มาจาก หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา มาอีก 1 เล่ม

    3.หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จ.นครปฐม ศึกษาเล่าเรียนวิชาการลงเลขยันต์ที่แผ่นกระเบื้อง แล้วนำไปไว้กลางที่ดินเพื่อให้ขายได้ เป็นต้น

    4.หลวงพ่อจง วัดหน้าต้างนอก จ.อยุธยา ศึกษาเล่าเรียนวิชาวิปัสสนากรรมฐานและอักขระเลขยันต์ต่างๆ วิชาการทำตะกรุดลอยน้ำ ซึ่งเป็นเมตามหานิยมอย่างสูง (ตำราอีก 1เล่ม)

    5.หลวงพ่อหอม วัดหนองเสือ จ.นครปฐม ศึกษาเล่าเรียนวิชาทำน้ำมันมนต์สมุนไพร ประสานกระดูกและเส้นเอ็น ซึ่งหลวงพ่อหอมเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อจวน หลวงพ่อจวนเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี

    6.หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว จ.สุพรรณบุรี ศึกษาเล่าเรียนวิชาขึ้นกรรมฐานธุดงค์

    7.ก๋งสุข ศึกษาเล่าเรียนวิชาทำน้ำมนต์ถอนของ

    8.โยมถ่าย ศึกษาเล่าเรียนวิชาการทำตะกรุดกันงู

    ยังมีครูบาอาจารย์อีกหลายๆท่านที่ไม่ได้เอ่ยชื่อไว้ (หลวงพ่อจำไม่ได้) จนนับไม่ถ้วนจนตำราที่ท่านได้ไปศึกษาเล่าเรียนมา หลวงปู่อั๊บท่านบอกเอาไว้ว่า ต่อให้มีรถกระบะก็ใส่ตำราที่เรียนมานั้นก็ไม่หมดบางเล่มก็มีคนยืมเอาไปแล้ว ไม่ได้นำมาคืนหลวงพ่ออั๊บ ก็หลายเล่มและอีกส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ วัดใหม่ต้านทาน จ.อยุธยา

    หมายเหตุ

    อนึ่งอ้างอิงข้อมูลมาจาก พระอาจารย์พระครูปลัด ขวัญชัย สุจิตฺโต (รักษาการเจ้าอาวาส วัดท้องไทร)

    IMG_5169.jpeg IMG_5174.jpeg IMG_5197.jpeg IMG_5189.jpeg IMG_5181.jpeg IMG_5177.jpeg IMG_5178.jpeg IMG_5179.jpeg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 พฤษภาคม 2026 at 20:37

แชร์หน้านี้

Loading...