เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 22 ตุลาคม 2026 เวลา 19:46.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 0 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,321
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,286
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,321
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,286
    ค่าพลัง:
    +27,031
    วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ พรุ่งนี้เป็นต้นไปก็จะมีงานสำคัญของวัดท่าขนุนต่อเนื่องกันไปหลายวัน เริ่มจากงานบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติรุ่นที่ ๖/๒๕๖๙ แล้วยังมีงานสอบนักธรรมชั้นตรี (สนามหลวง) วันสุดท้ายของปีนี้ด้วย

    จากนั้นพวกเราก็จะมีงานออกพรรษาและตักบาตรเทโว ซึ่งปีนี้งานออกพรรษาจะตรงกับวันที่ ๒๖ ตุลาคม แล้วพอวันที่ ๒๗ ช่วงเช้าเป็นงานตักบาตรเทโว ช่วงบ่ายเป็นงานทอดกฐินสามัคคี และกระผม/อาตมภาพเองก็มีงานเข้ากรรมฐาน ๓ วัน เพื่อที่จะออกมารับการใส่บาตรและรับกฐินจากญาติโยมทั้งหลายที่มาทำบุญ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่อัศจรรย์มาก

    เนื่องเพราะว่าตั้งแต่พระท่านสั่งให้เข้ากรรมฐาน ๓ วันก่อนรับกฐิน ทุกปีก็จะเป็นช่วงว่างจากงานอื่นพอดี อย่างปีนี้ทุกท่านก็จะเห็นว่า วันที่ ๒๓ คือวันพรุ่งนี้ เป็นการสอบนักธรรมชั้นตรี (สนามหลวง) วันสุดท้าย แล้ว ๒๔ - ๒๕ - ๒๖ ก็จะเป็นการเข้ากรรมฐาน ๓ วัน

    ดังนั้น..ถ้าหากว่าเป็นเรื่องที่พระ หรือว่าครูบาอาจารย์ท่านสั่ง ก็จะอยู่ในลักษณะของ "ธรรมะจัดสรร" ก็คือ จะพอเหมาะพอดีไปหมด เป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีประสบการณ์ด้วยตนเอง ไม่อย่างนั้น ศรัทธา (ความเชื่อ) ปสาทะ (ความเลื่อมใส) ของพวกเรา ก็จะไม่แน่นแฟ้นจริงจัง ซึ่งยังจะเป็นเหตุให้พวกเราปฏิบัตธรรมกันแบบลูบ ๆ คลำ ๆ ไม่เอาจริงกันสักที..!

    ท่านทั้งหลายเองนั้น ถ้าสังเกตตัวเองในการปฏิบัติธรรม ก็จะเห็นชัดว่า จากในช่วงแรกที่มีความขยันหมั่นเพียร เพราะว่ากุศลส่ง ก็คือวาระบุญเข้ามาหนุนเสริม พวกเราก็จะมีความกระตือรือร้น อยากที่จะกระทำความดีความงามทุกอย่าง แต่พออกุศลกรรมเข้ามาสนอง เราท่านทั้งหลายก็ออกอาการล้า หมดไฟ ไม่มีอารมณ์ที่จะกระทำต่อ เนื่องเพราะว่ายังไม่ได้เห็นผลจากการปฏิบัติธรรมของตนเอง

    ความจริงการปฏิบัติในเบื้องต้นคือศีลนั้น เราจะเห็นผลช้า เพราะว่าศีลเป็นเพียงอนุสติ ก็คือการตามระลึกถึงและระมัดระวังที่จะไม่ล่วงละเมิดในข้อห้ามนั้น ๆ ยกเว้นว่าท่านที่มีครูบาอาจารย์ซึ่งมีความฉลาด ปรับให้ท่านทั้งหลายภาวนาในสีลานุสติ จนสามารถทรงเป็นอัปปนาสมาธิ ก็คือเริ่มทรงฌานได้ ถึงจะเห็นคุณค่าในการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแท้จริง

    แต่ถ้ามาถึงในระดับของสมาธิ ส่วนใหญ่พวกเรารู้จัก และกระทำกันอยู่ แต่ว่าขาดความมั่นคง เนื่องเพราะว่าอันดับแรกก็คือ เข้าไม่ถึงอัปปนาสมาธิอย่างแท้จริง พูดง่าย ๆ ว่ายังทรงฌานไม่ได้ประการหนึ่ง
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,321
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,286
    ค่าพลัง:
    +27,031
    อีกประการหนึ่งก็คือผลในการทรงฌานยังไม่เกิด พวกเราที่โดนไฟใหญ่ ๔ กอง คือ รัก โลภ โกรธ หลง เผาอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากว่าอำนาจสมาธิทรงตัว กำลังสมาธินั้นจะไปดับไฟใหญ่ ๔ กองนี้ลงชั่วคราว เราท่านทั้งหลายก็จะมีความสุข เยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน อธิบายเป็นภาษาคนไม่ได้

    เนื่องเพราะว่าสภาวธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะตนนั้น เป็น "ปัจจัตตัง" คือ ของที่รู้เฉพาะตัวเอง
    คำพูดหรือตัวหนังสือนั้นหยาบเกินไปที่จะอธิบายถึงสภาวธรรมที่แท้จริง นอกจากเปรียบเทียบคร่าว ๆ ว่า คนที่โดนไฟเผาอยู่ตลอดเวลา อยู่ ๆ ไฟนั้นดับลง เราจะมีความสุขแค่ไหน ก็บอกเป็นภาษามนุษย์ไม่ได้..!

    ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายมาถึงตรงจุดนี้ ซึ่งยังเข้าไม่ถึงอัปปนาสมาธิเบื้องต้น คือปฐมฌานเลย เพราะว่าเป็นกำลังแค่ปีติ และสุข ในองค์ฌานเท่านั้น ยังไม่ทันจะถึงเอกัคคตารมณ์ ก็ยังมีกำลังในการระงับกิเลสเบื้องต้นได้ขนาดนี้แล้ว

    ถ้าท่านทั้งหลายเข้าถึงตรงจุดนี้เมื่อไร ก็จะไม่เบื่อไม่หน่ายในการปฏิบัติธรรม ตัวอย่างที่เราท่านเห็นอยู่ก็คือ "ท่านอาจารย์เตชะ" พระธรรมทูตจากพม่าของเรานี่เอง ท่านบวชมา ๔๐ กว่าพรรษา เกือบ ๕๐ พรรษาแล้ว ถ้าบวกเวลาในความเป็นเณรก็เกิน ๕๐ พรรษา พวกเราก็จะเห็นว่า ถึงเวลาท่านอาจารย์เตชะจะลงมานั่งเจริญกรรมฐานเสมอ เพราะว่าเห็นคุณค่าของสมาธิ ซึ่งสามารถดับ รัก โลภ โกรธ หลง ในเบื้องต้นได้ ต่อให้ไม่สามารถตัดขาดได้อย่างสิ้นเชิง ก็หนีห่างได้ชั่วคราว สร้างความสุขให้เกิดขึ้นในใจของเรา เป็นความสุขที่ทางโลก ๆ ไม่สามารถจะให้เราได้

    ถ้าท่านทั้งหลายเข้ามาถึงตรงจุดนี้
    แค่เพิ่มปัญญาเข้าไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็คือ รู้จักคิดว่าแค่สมาธิเบื้องต้น ยังช่วยให้เรามีความสุขเยือกเย็นขนาดนี้ ถ้าหากว่าสมาธิเบื้องกลาง เราจะมีความสุขขนาดไหน ? สมาธิเบื้องปลายเราจะมีความสุขขนาดไหน ?
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,321
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,286
    ค่าพลัง:
    +27,031
    แล้วนี่ยังเป็นเพียงโลกียะ ก็คือคลุกอยู่กับโลกอย่างเต็มตัว แล้วบุคคลที่ท่านสามารถเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน ปิดอบายภูมิ ๔ ก็คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว เกิดมาลำบากเต็มที่ก็ไม่เกิน ๗ ครั้ง ท่านที่รู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยจากอบายภูมินั้น ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ?

    แล้วพระสกทาคามี ที่สามารถระงับราคะและโทสะ จนบางเบาแทบไม่รู้สึกได้ ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ? เพราะว่าไฟราคะและไฟโทสะนั้น เป็นตัวที่รบกวนพวกเราอย่างเห็นชัดเจนที่สุด..!

    แล้วพระอนาคามีที่สามารถตัดราคะ โทสะ ได้อย่างสิ้นเชิง ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดทนทุกข์ในวัฏสงสาร นอกจากรอเวลาเข้าพระนิพพานบนสุทธาวาสพรหม ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ?

    แล้วพระอรหันต์ที่ดับกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง ไม่ต้องเสียเวลาไปรออยู่เนิ่นนานแบบเดียวกับพระอนาคามี ก็คือเข้าถึงความดับสนิท ทั้งในขณะที่มีชีวิตอยู่และปรินิพพานไปแล้ว ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ?

    แล้วพระพุทธเจ้าของเราที่เป็นจอมอรหันต์ ตรัสรู้หลักธรรมเหล่านี้ เสวยสุขเองแล้วยังนำมาสั่งสอนพวกเราต่อ พระองค์ท่านที่เป็นบรมครูในการดับทุกข์ จะมีความสุขยิ่งขึ้นไปขนาดไหน ?

    ถ้ารู้จักใช้ปัญญาเพียงเล็กน้อย เราก็จะเห็น
    ว่าคุณพระรัตนตรัยนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน ? ควรค่าแก่การเคารพเลื่อมใสและปฏิบัติตามขนาดไหน ?

    คราวนี้เราท่านทั้งหลายก็จะมีวัตรปฏิบัติที่มั่นคง ถึงเวลาสวดมนต์ ทำวัตร เจริญกรรมฐาน ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ เพราะว่าเห็นคุณค่าอย่างแท้จริง ไม่ใช่หลบ ๆ เลี่ยง ๆ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,321
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,286
    ค่าพลัง:
    +27,031
    ถึงเวลากล่าวคำนอบน้อมต่อคุณพระรัตนตรัยว่า "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ดับกิเลสได้อย่างสิ้นเชิงพระองค์นั้น เราก็จะนอบน้อมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อย่างแท้จริง

    กล่าวว่า "พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอยึดพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ก็ยึดด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจจริง ๆ

    กล่าวว่า "ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอยึดพระธรรมเป็นที่พึ่ง ก็ยึดด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจจริง ๆ

    กล่าวว่า "สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ" ข้าพเจ้าขอยึดพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ก็ยึดด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจจริง ๆ

    เพราะเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า คุณพระพุทธเจ้าก็ดี คุณพระธรรมก็ดี คุณพระสงฆ์ก็ดี ของจริงของแท้นั้นเป็นอย่างไร ก็จะไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลนไปจากพระรัตนตรัย ตีก็ไม่ไป ไล่ก็ไม่หนี ถึงเวลากราบพระ ก็กราบด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจจริง ๆ ไม่ใช่สักแต่แปะ ๆ ให้ครบ ๓ ครั้งไปเท่านั้น..!

    ถ้ามาถึงระดับนี้ เราก็แค่
    ทบทวนศีลทุกสิกขาบทให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ แล้วก็เพิ่มปัญญาเข้าไปอีกเล็กน้อยว่าตัวเราจะต้องตายอย่างแน่นอน ขึ้นชื่อว่าตายแล้วมาเกิดพบกับความทุกข์ยากเร่าร้อนแบบนี้ จะไม่มีสำหรับเราอีก เราปรารถนาอย่างเดียวคือหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน

    ถ้าทุกท่านสามารถทำอย่างนี้ได้ รักษาอารมณ์ใจไว้ให้มั่นคง ไม่ต้องมากมาย สักเช้าครั้งเย็นครั้ง ครั้งละไม่กี่นาที ท่านก็มีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานได้อย่างแท้จริง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...