เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 23 ตุลาคม 2026 เวลา 19:19.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 1 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,326
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,286
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,326
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,286
    ค่าพลัง:
    +27,031
    วันนี้ตรงวันศุกร์ที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพเพิ่งกลับมาจากการคุมสนามสอบนักธรรมชั้นตรี (สนามหลวง) ประจำปี ๒๕๖๙ ต่อด้วยการประชุมพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์อำเภอทองผาภูมิ แล้วก็สวดพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งพรุ่งนี้พระองค์ท่านก็จะครบ ๑ ปีการสวรรคต

    อาตมภาพลุ้นขาดใจเลยว่าให้เดือนตุลาคมผ่านไปเร็ว ๆ เนื่องเพราะคำว่า "ตุลาอาถรรพ์" ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ก็ได้แต่หวังว่าระยะเวลาที่เหลืออยู่อีก ๗ - ๘ วัน ถ้าไม่สามารถผ่านพ้นไปด้วยดี ก็แค่เพิ่มประวัติศาสตร์ขึ้นมาอีกวันหนึ่งเท่านั้น..!

    สำหรับวันนี้ที่ญาติโยมเห็นกระผม/อาตมภาพโกนหัวไว้ก่อน ก็เพราะว่าจะเข้ากรรมฐาน ๓ วัน ซึ่งความจริงกำหนดการก็คือ ๖ โมงเช้าพรุ่งนี้ แต่เบื่อที่จะอยู่ดูหน้าพวกเรา ก็เลยตั้งใจว่า เดี๋ยวบันทึกเสียงเสร็จก็จะเข้ากรรมฐานเลย อย่างน้อยก็เอากำไรเพิ่มขึ้นอีก ๑๒ ชั่วโมง

    การเข้าสมาธิยาว ๆ เป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง เพราะว่าโดยปกติของพวกเรา บุคคลที่ทรงฌานได้ ถ้าไม่โง่จนเกินไปนัก ก็ไม่มีใครอยากจะออกจากฌานมาให้ รัก โลภ โกรธ หลง ทุบตีขย้ำอยู่ทุกวัน แต่คราวนี้ถ้าทรงอัปปนาสมาธิได้ โดยเฉพาะฌาน ๔ หรือสมาบัติ ๘ เราจำเป็นต้องซักซ้อมจนคล่องตัว ให้อยู่ในระดับที่เรียกว่า "วสี" คือมีความคล่องตัวชนิดนึกจะเข้าออกเมื่อไร จะเข้าออกอย่างไรก็ต้องทำได้ทันที

    เนื่องเพราะว่าบุคคลที่ทรงฌานได้ ถ้าหากว่าเป็นไปตามปกติ ก็จะเหมือนกับ "ท่านอาจารย์เตชะ" พระธรรมทูตพม่าของเรา ก็คือถ้ายังไม่ออกจากสมาธิ ก็แข็งทื่อเป็นท่อนไม้อยู่ตรงนั้น ทำอะไรไม่ได้เลย..!

    "พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ" ท่านถึงได้สอนลูกศิษย์ให้ทรง "ฌานใช้งาน" ก็คือพยายามฝึกหัดอย่างไร
    ให้สภาพจิตของเราสงบนิ่ง เหมือนอย่างกับทรงฌาน ๔ แต่สามารถบังคับร่างกายให้ทำอะไรได้เหมือนกับทรงไม่เกินปฐมฌาน ฝากเป็นการบ้านให้พวกเราไปซักซ้อมกันเอาไว้ เนื่องเพราะว่าถ้ายังทำไม่ถึงตรงนี้ โอกาสที่ทุกท่านชนะกิเลสจะมีน้อยมาก เพราะว่าถ้าเผลอเมื่อไรก็โดนกิเลสเกาะกินใจเมื่อนั้น..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,326
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,286
    ค่าพลัง:
    +27,031
    โดยเฉพาะยุคนี้สมัยนี้ พวกเราติดสบายจนเกินไป ความสบายจะกัดกร่อนความกล้าสู้ ความพากเพียรของเราให้เหลือน้อย ลำบากนิดก็ถอย ลำบากหน่อยก็ท้อ เป็นเรื่องที่น่าหนักใจมาก เมื่อครู่นี้ตอนที่เอาวัตถุมงคลไปไว้ที่กุฏิเจ้าอาวาส (สถานที่เข้ากรรมฐาน) พอดีเจอโยมหลายคน ไปอาบน้ำในห้องน้ำนอกสถานที่พักมา ตอนแรกก็คิดว่าคนมาก ๆ แล้วเราทำให้โยมเขาลำบากหรือเปล่า ? แล้วก็รู้สึกต่อเนื่องไปเลยว่า "ลำบากก่อนแล้วสบายเมื่อปลายมือ"

    ความจริงอยากจะให้ญาติโยมทั้งหลายลองฝึกธุดงค์บ้าง เมื่อครู่บางท่านอาจจะเห็นกระผม/อาตมภาพเก็บผ้าจีวร ซึ่งก็เพิ่งจะซักตอนที่กลับมาจากสวดมนต์นี่แหละ เพียงแต่ว่าผ้าจีวรพระนั้นแห้งเร็ว ตากแค่ไม่กี่นาทีก็แห้งแล้ว เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า กระผม/อาตมภาพถือธุดงควัตรข้อ "ใช้ผ้า ๓ ผืน" มาตั้งแต่เริ่มบวช ในเมื่อซักแปลว่าไม่มีผ้าให้ห่ม ก็ต้องอาศัยจังหวะที่ไม่มีงานข้างนอก หรือไม่ก็จังหวะก่อนงานต่อไป จะมารีบซักรีบตาก เสร็จแล้วก็ใช้งานต่อไป บางงานก็แห้งไม่ทัน ต้องห่มแบบเปียก ๆ ชื้น ๆ ขึ้นรถไป เดี๋ยวเครื่องปรับอากาศในรถก็ช่วยดูดความชื้นให้แห้งไปเอง ในความรู้สึกของโยมก็คือทำตัวลำบาก แต่เราต้องเข้าใจว่า ถ้าเราทำตัวสบายแต่แรก โอกาสที่จะชนะกิเลสจะมีน้อยมาก..!

    พระพุทธเจ้าถึงได้สอนธุดงควัตร ๑๓ ประการให้กับพระภิกษุภิกษุณีของเรา ซึ่งธุดงควัตรนั้นไม่ได้แปลว่าเดินไปในป่า หากแต่เป็นหลักปฏิบัติขัดเกลากิเลส ๑๓ อย่างด้วยกัน ที่ต้องอาศัยป่ามีอยู่แค่ประการเดียว ก็คือการอยู่โคนไม้ ซึ่งในปัจจุบันนี้โอกาสที่จะไปธุดงค์อย่างนั้นก็มีน้อยมาก

    กระผม/อาตมภาพยังโชคดีมาก เพราะว่าบวชในสมัยที่วัดท่าซุงยังมี "กองฟอน" ก็คือ เตาเผาศพกลางแจ้ง จนกระทั่งประมาณปี ๒๕๑๘ "นายช่างโต๋ว หลากสุขถม" ก็คิดดัดแปลงสร้างเมรุลอยขึ้นมา ก็คือเป็นโครงที่ประกอบขึ้นมาจากท่อเหล็ก แล้วก็นำมาเชื่อมต่อกันเป็นรูปร่างต่าง ๆ ถึงเวลาประกอบกันเข้าไป เอาไม้กระดานปูขึ้นไปเป็นชั้น ๆ ก็กลายเป็นเมรุเผาศพได้ เพียงแต่ว่าเขามีที่บังเพื่อไม่ให้อุจาดตา แต่ว่ากองฟอนนั้นเป็นประเภทว่า เผาอย่างไรก็เห็นกันต่อหน้าต่อตา..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,326
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,286
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เมื่อบวชใหม่ ๆ กระผม/อาตมภาพไปอาศัยป่าช้าอยู่แถวนั้น ซึ่งปัจจุบันนี้ก็คือตึกรับแขกใหม่วัดท่าซุง พวกเราคงจะนึกไม่ออกว่าในสมัยนั้น บริเวณนั้นก็คือป่าที่รกทึบมาก และเป็นที่ตั้งของโกศหรือเจดีย์บรรจุกระดูก เยอะแยะไปหมด มีกระทั่งพระเจดีย์เก่าที่โดนน้ำเซาะจนถล่มไปแล้ว ไม่ทราบว่าสร้างมาแต่ยุคไหนสมัยไหน ?

    ป่าที่รกนั้น ส่วนใหญ่เลยเป็นต้นไผ่หนาม จนกระทั่ง "พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ" ท่านปรารภในการสร้างตึกรับแขกหลังใหม่ เพราะว่า "ศาลานวราชบพิตร" ไม่เพียงพอต่อการต้อนรับญาติโยมที่ไปมากขึ้นทุกปี ก็เลยสั่งให้รื้อป่าตรงนั้นออกเพื่อก่อสร้าง ป่าช้าเก่าแก่วัดท่าซุงก็เลยพลอยหายไปด้วย..!

    กระผม/อาตมภาพที่อาศัยฝึกจิตอยู่บริเวณนั้น จึงต้องเปลี่ยนไปอยู่ใต้บริเวณพื้นที่โรงอาหาร ๖ ไร่ ซึ่งเป็นสวนไผ่ที่รกพอกัน แต่ "หลวงพ่อ" ท่านให้เว้นต้นไผ่เอาไว้ ด้วยการตั้งเสาแล้วก็เทพื้นคอนกรีต เว้นช่องให้ต้นไผ่ที่ขึ้นอยู่ได้สามารถเจริญงอกงามต่อไป พวกเราลองนึกดูว่า ถ้าพื้นที่มีหลังคาต่อเนื่อง ๖ ไร่ ข้างล่างจะมืดขนาดไหน ? ก็คือถ้าเราอยู่ด้านบนก็ไม่รู้สึกรู้สา แต่กระผม/อาตมภาพอาศัยปีนตามต้นไผ่ลงไปอยู่ข้างล่าง เพื่อฝึกฝนเดินจงกรมภาวนาของตนเอง

    ในแต่ละวันแต่ละคืน พอพ้นหน้าที่ประจำ คือ การสวดมนต์ ทำวัตร บิณฑบาต กรรมฐาน หรือเข้าเวรยามแล้ว ก็มุดไปอยู่ใต้ดงไผ่ ๖ ไร่ ซึ่งต่อเนื่องกับศาลา ๓ ไร่ ไปเดินจงกรมภาวนาอยู่ในนั้น โดยไม่ได้สนใจเวล่ำเวลา อย่างดีคืนหนึ่งก็นอนประมาณ ๒ ชั่วโมงเท่านั้น แล้วข้างใต้นั้นเป็นที่ฝึกกำลังใจที่ดีมาก เพราะว่างูเหลือมตัวเท่าท่อนซุง หรือว่าพวกเหี้ยพวกตะกวด ตัวใหญ่กว่าจระเข้..! วันดีคืนดีก็ลากหมาเข้าไปกิน แต่ว่าไม่ยุ่งอะไรกับคนอย่างกระผม/อาตมาภาพ อาจเพราะว่ากลัวติดเชื้อบ้า ก็เลยไม่กล้ากินคนแบบนั้น..!

    คราวนี้การฝึกตนเองให้ลำบากในลักษณะนั้นแล้ว ก็ไปตรงกับที่โบราณว่า "ลำบากก่อนแล้วสบายเมื่อปลายมือ" ก็คือพอไปเจออะไรที่ไม่ยากลำบากแบบนั้น เราก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรลำบากสำหรับเราเลย..!

    ดังนั้น..ญาติโยมที่มาพักวัดท่าขนุน อาจจะไม่สะดวกเหมือนกับอยู่บ้าน โดยเฉพาะไม่มีการติดเครื่องปรับอากาศเอาใจญาติโยม วัดท่าขนุนมีเครื่องปรับอากาศที่ได้ใช้งานจริง ๆ ก็คือเรือนพักพักพระเถระซึ่งเป็นที่ต้อนรับแขกที่เป็นพระผู้ใหญ่ ส่วนที่กุฏิเจ้าอาวาส กระผม/อาตมภาพติดไว้ให้ "ท่านอาจารย์สมพงษ์" (พระสมุห์สมพงษ์ เขมจิตฺโต) อดีตเจ้าอาวาสได้ใช้งาน หลังจากที่ตัวเองมาเป็นเจ้าอาวาส..กี่ปีแล้วหว่า ? ๑๙ ปี ไม่เคยเปิดเลย เจ๊งไปแล้วกระมัง ? ก็เพราะว่าทำตัวจนเคยชิน ก็คือไม่ใช้เครื่องปรับอากาศกับใคร
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,326
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,286
    ค่าพลัง:
    +27,031
    ส่วนด้านข้างที่นั่งซึ่งเห็นเป็นพัดลมตอนนี้ ปกติก็ไม่ได้ใช้งาน แต่ว่าพัดลมเครื่องนี้ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ พระราชทานมา ก็เลยต้องใช้ฉลองพระเดชพระคุณ ก็คือพระองค์ท่านพระราชทานให้พร้อมกับจีวรชุดที่ใส่อยู่ แล้วก็อาสนะที่นั่งอยู่ตอนนี้ โดยให้กรมวังผู้ใหญ่ ก็คือ "ท่านสมศักดิ์ อนุราชเสนา" เจ้าหน้าที่ประจำสำนักพระราชวังระดับ ๑๐ พิเศษ กรมมหาดเล็กฯ นำมาถวายถึงวัด ทำเอาเขาเดือดร้อนกันทั้งจังหวัด..! เพราะว่าไม่เคยมีตัวอย่างมาก่อนว่าจะจัดต้อนรับผ้าไตรพระราชทานแบบไหน ?

    เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่ที่ได้ผ้าไตรพระราชทาน ก็คืองานที่บุคคลสำคัญเสียชีวิต จะเป็นผ้าไตรบังสุกุล มาครั้งละ ๙ ไตร ๑๐ ไตร ประเภทมาเดี่ยว ๆ ไม่เคยมี ทางสำนักวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะกองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ต้องติดต่อสอบถามทั่วประเทศไทยว่าที่ไหนเคยรับ ? แล้วต้องทำอย่างไร ? แล้วก็เลียนแบบทำตามเขา ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า ?

    คราวนี้ที่เล่าให้พวกเราฟังก็คือว่า ภาวะสงครามที่เกิดขึ้นทำให้ทุกอย่างหายากและแพง ใครที่เป็นสาวก "แอปเปิ้ล" หรือ "ซัมซุง" ถ้าซื้อเครื่องตอนนี้จะเห็นว่าราคาขึ้นไปมาก เพราะบรรดาชิปต่าง ๆ หายไปจากท้องตลาด อย่าไปพูดติดกันว่า "ชิปหาย"..! เนื่องจากว่าบรรดาแร่หายากโดนจำกัด แล้วของพวกนี้ก็จะพาของอื่น ๆ แพงขึ้นไปด้วย โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ น้ำมันเชื้อเพลิงและข้าวปลาอาหาร เริ่มแสดงความแพงออกมาอย่างชัดเจน..!

    กระผม/อาตมภาพเป็นคนรุ่นเก่า ต้องท่องหนังสือมาตั้งแต่เด็กว่า ปัจจัยเครื่องยังชีพของคนเรา ประกอบไปด้วย ๑.อาหาร ๒.เครื่องนุ่งห่ม ๓.
    ที่อยู่อาศัย ๔.ยารักษาโรค

    คราวนี้ส่วนใหญ่พวกเรานั้น ที่อยู่อาศัยมีแล้ว จะเป็นบ้านของญาติ บ้านของตนเอง หรือบ้านเช่าก็ตาม ก็เหลืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค

    มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรก็เตรียมยาเอาไว้ให้พอใช้งานสัก ๓ เดือน ๖ เดือน ไม่ต้องกลัวว่ายาหมดอายุ กระผม/อาตมภาพเป็นตัวกินของหมดอายุเป็นปกติ เพราะว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องหลอกเอาสตางค์ของเรา ก็คือกำหนดวันหมดอายุเพื่อที่จะได้ขายของใหม่..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,326
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,286
    ค่าพลัง:
    +27,031
    ส่วนในเรื่องของเครื่องนุ่งห่ม นี่คือส่วนที่ทุกท่านไม่ต้องกังวลเลย ที่มีอยู่คาดว่าพอใช้เป็นปี ๆ แทบจะไม่ซ้ำชุด แต่มักจะบอกว่าไม่มีเสื้อผ้าจะใส่..! ทำไมไม่แก้ผ้าเสียให้หมดเรื่องหมดราวไปเลย..!

    ก็เหลือหนักอยู่แค่เรื่องของอาหารบวกกับน้ำดื่ม ซึ่งหลายท่านที่เชื่อกระผม/อาตมภาพ ก็ได้ตุนเอาไว้ ปรากฏว่าช่วงน้ำท่วมใหญ่บอกว่าไม่เดือดร้อนกับใคร เพราะเตรียมพร้อมไว้แล้ว พวกเราไปทดลองดูบ้างว่า ทำอย่างไรที่จะเก็บอาหารไว้พอกินสักอาทิตย์ ๒ อาทิตย์ เพื่อให้เวลาที่เหลืออยู่นั้น เราสามารถไปหาเพิ่มเติมมาได้

    ก็แสดงว่าปัจจัยเครื่องยังชีพของเรามีพร้อม เพียงแต่ว่าจะยากลำบากในการหา หรือว่าราคาแพง แต่ถ้าเราทำตัวลำบากเสียตั้งแต่แรก ก็ไม่มีอะไรทำให้เราต้องหนักใจ แม้ว่าการเตรียมตัวตอนนี้อาจจะช้าไปบ้าง แต่บ้านเรายังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำอยู่ ให้ค่อย ๆ เตรียมการสะสมไปทีละเล็กทีละน้อย ถ้าหากว่าอะไรใกล้วันหมดอายุที่เขาลงไว้ ก็เอามากินเสียก่อน ถือว่าประหยัด ไม่ต้องกินข้าวนอกบ้าน..! ที่พูดเลยมาถึงตรงนี้ได้ก็เพราะว่าถ้าเราทำตัวสบาย โอกาสปฏิบัติธรรมแล้วจะได้ผลจะมีน้อยมาก ถ้าทำตัวลำบาก พากเพียรของเราอย่างเต็มที่ โอกาสชนะกิเลสก็จะมีมากขึ้น

    กระผม/อาตมภาพจะเริ่มเข้ากรรมฐานตั้งแต่วันนี้ แล้วไปออกเช้าวันอังคารที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๙ เพื่อมารับบาตรเทโวและรับกฐิน ขอให้ญาติโยมทั้งหลายตั้งใจอนุโมทนาบุญ เพราะว่าอย่างน้อย
    กระผม/อาตมาภาพก็จะแผ่เมตตาวันละ ๓ รอบใหญ่ ถ้าได้รับคำสั่งจากพระหรือครูบาอาจารย์ ก็อาจจะมีเพิ่มขึ้นมาอีกหลายรอบ..!

    โดยเฉพาะงวดนี้จะทำการปลุกเสก "พระสมเด็จคำข้าวมหาลาภปลดหนี้แดนพุทธภูมิ" ซึ่งเตรียมเอาไว้เพื่อหาทุนไปทอดกฐินปลดหนี้ที่วัดสิทธารถราชมณเฑียร ประเทศอินเดีย ซึ่งบรรดานักท่องเที่ยวอ่านง่าย ๆ ว่า "วัดสิทธารถ" (วัด-สิด-ทาด) พอปลุกเสกงานนี้แล้วก็จะรอจังหวะ อาจจะเป็นช่วงงานเป่ายันต์เกราะเพชร ทำการปลุกเสกอีกรอบหนึ่ง แล้วถึงจะเปิดให้ญาติโยมบูชา

    ราคาไม่แพงหรอก องค์ละ ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาท เท่านั้น ให้ไอ้พวก "ปากหอยปากปู" มักบอกว่า อาตมภาพหาเรื่องประเภทรีดไถโกงกินจากญาติโยม ทั้ง ๆ ที่ทุกครั้งได้เงินมา อาตมภาพจ่ายเกินไปทุกครั้ง แต่เขาก็หลับหูหลับตาพูดไปเรื่อย ก็ปล่อยเขาไป เพราะว่าคนอยากหูหนวกตาบอดแบบนั้น เราก็ไม่รู้ว่าจะห้ามไปทำไม ?!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ดีที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...