เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 30 ตุลาคม 2026 เวลา 00:11.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 0 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,340
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,290
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,340
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,290
    ค่าพลัง:
    +27,031
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ในส่วนที่พวกเราต้องระวังให้ดี ก็คือการตีกลองตีระฆังย่ำค่ำไม่มีแล้ว เพราะว่าออกพรรษาแล้ว เผลอเมื่อไรจะเลยเวลาจนเตรียมตัวทำวัตรค่ำไม่ทัน..!

    กระผม/อาตมภาพเอง เพิ่งจะตื่นก่อนเวลาตีกลองระฆังดั้งเดิมแค่ไม่กี่นาที..! เพราะว่าบ่ายนี้หลังจากที่เอาเงินไปเข้าธนาคารเรียบร้อย ความรู้สึกว่างานหมดแล้ว ร่างกายต้องการพักผ่อนอย่างเดียว จึงนอนแบบลืมโลกไปเลย แต่ก็ยังดีที่ว่าทำให้ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่บ้าง

    สำหรับวันนี้ ในเรื่องของการตรวจสอบเงินที่ได้จากการรับบาตรเทโว ปรากฏว่าได้มากกว่าเงินกฐิน คำว่า "ได้มากกว่าเงินกฐิน" ก็คือเงินกฐินที่รับเฉพาะในวันงานที่วัดท่าขนุนแห่งนี้ ซึ่งได้ยอดประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาทเศษ แต่ว่าเงินที่ได้จากการใส่บาตรเทโว ได้มา ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาทเศษ วันนี้ที่เอาไปเข้าธนาคารจึงทำเอาเจ้าหน้าที่เสียเวลาในการตรวจรับไปเป็นชั่วโมง ๆ เนื่องเพราะว่าธนบัตรใบละ ๒๐ บาทมีมากเป็นพิเศษ..!

    เหตุก็เพราะว่าวัดท่าขนุนของเราไม่มีการขอให้มีเจ้าภาพกฐิน ซึ่งวัดวาอารามส่วนใหญ่จะไปขอให้มีเจ้าภาพหลักในการทอดกฐิน ถ้าเป็นไปเช่นนั้น อานิสงส์กฐินก็จะไม่มี เพราะในกฐินัตถารกะบอกว่าชัดเจนว่า "ห้ามขอจากเจ้าภาพ" พวกเราก็จะเห็นว่าวัดท่าขนุนของเรานั้น กระผม/อาตมภาพเป็นเจ้าภาพทอดกฐินเองทุกปี ก็คือตั้งกองกฐินขึ้นมาเอง แล้วใครจะร่วมเป็นเจ้าภาพแบบสามัคคีก็ร่วมกันเข้ามาได้

    เงินส่วนที่ได้มากที่สุด เป็นส่วนของการทำบุญผ้าไตรกฐิน ในเว็บไซต์หรือเว็บเพจวัดท่าขนุน ที่ "ไอ้ตัวเล็ก" (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) รับเป็นผู้ดำเนินการให้ ซึ่งเรื่องพวกนี้ บางทีก็ทำให้คณะญาติโยมส่วนหนึ่งต้องเสียเวลามาตรวจสอบกับทางวัดว่า บุคคลชื่อนี้ นามสกุลนี้ ใช้หมายเลขธนาคารนี้ ในการรับทำบุญรายการนั้น รายการนี้ ใช่เจ้าหน้าที่ของวัดจริงหรือไม่ ? อยากจะบอกแก่ญาติโยมทั้งหลายว่า เรื่องเหล่านี้เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไว้วางใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะว่าบุคคลหลายท่านก็ทำแบบนี้เป็นประจำ แม้ว่าจะไม่ได้บอกกล่าวทางวัดท่าขนุนก็ตาม

    อย่างเช่น "คุณพงศ์ สมบัติพ่อฯ" ก็บอกกล่าวให้คณะของตนร่วมกันทำบุญมา เป็นทั้งเงินกฐินและทองคำ ลงกองกฐินเป็นจำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทองคำแท่ง ๑ บาท แล้วส่วนที่ใส่บาตรเทโวมาก็เป็นเงินสดจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทองคำแท่ง ๑ บาทเช่นเดียวกัน หรือคณะของ "คุณจอย" (ภารดี อารมณ์ชื่น) ก็ทำงานแบบเดียวกัน บอกบุญคณะของตนเองในการร่วมบุญตักบาตรเทโววัดท่าขนุนทุกปี ที่ส่งมามองด้วยสายตาคร่าว ๆ ก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาท
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,340
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,290
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เรื่องพวกนี้ท่านทั้งหลายซึ่งสร้างบุญเก่าไว้ดี มีผู้เชื่อถือ ก็จะเป็น "ผู้นำบุญ" หรือ "สะพานบุญ" ที่ดี เพียงแต่ว่าถ้าเราจะทำบุญ ก็ต้องตัดใจไปเลยว่าเราได้บุญแล้ว อย่าไปทำบุญแบบบุคคลที่ขาดอุเบกขาในทาน ก็คือทำแล้วก็ยังไปฟุ้งซ่านว่า อีกฝ่ายหนึ่งเอาเงินของเราไปทำบุญตามที่บอกกล่าวจริงหรือไม่ ? หรือว่าเขาหลอกลวงเราหรือเปล่า ? เพราะว่ากำลังใจแบบนั้นแปลว่า จาคานุสติของท่านหรือทานบารมีของท่าน ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก..!

    แล้วก็มีบุคคลประเภทนี้เป็นจำนวนมากเสียด้วย อย่างเช่นว่าถวายที่ดินให้กับวัดแล้ว ก็ยังคงไปเจ้ากี้เจ้าการ ดำเนินการอยู่กับวัดนั้น ๆ อยู่ในลักษณะไม่รู้จักแล้วไม่รู้จักเลิก เพราะความรู้สึกยังผูกอยู่ว่า "ที่ดินของกู" จนถึงขนาดไปชี้นิ้วสั่งการเจ้าอาวาส ซึ่งดูแลสถานที่นั้นอยู่

    เอาแค่ในจังหวัดกาญจนบุรีนี้ก็แล้วกัน มีญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาท่านหนึ่ง รู้จักกับพระมหาเถระเจ้าคณะปกครองชั้นสูงในกรุงเทพฯ ถวายที่ดินของตนจำนวน ๒๐๐ กว่าไร่ให้ดำเนินการสร้างวัด เมื่อหลวงพ่อผู้รับภาระสร้างวัดเสร็จ ก็แจ้งมายังเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ให้หาเจ้าอาวาสไปอยู่ดูแลวัดที่นั่น

    กระผม/อาตมภาพไม่รับทั้ง ๆ ที่โดนระบุตัวเป็นคนแรก เพราะความรู้สึกบอกชัดว่า "รับไปก็มีปัญหาเสียเปล่า ๆ" แล้วหลังจากนั้นก็มีพระซึ่งเป็นพรรคพวกเพื่อนฝูงกัน ไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ถึง ๒ ราย แล้วก็หลุดไปภายในปี ๒ ปีเท่านั้น..!

    ก็เพราะว่าพระบริหารงานของตนเอง ไปตามกฎระเบียบและแบบธรรมเนียมของพระ แต่ไม่ถูกใจท่านเจ้าของที่ดิน ก็ไปฟ้องหลวงพ่อเจ้าคณะ ทำให้ท่านต้องลำบากหาตัวเจ้าอาวาสใหม่ กว่าจะมาถึงเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ถ้านับกระผม/อาตมภาพด้วย วัดนี้ก็มีเจ้าอาวาสมาแล้ว ๕ รูป ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะตั้งมาไม่กี่ปีเท่านั้น..!

    ลักษณะเดียวกันกับสถานที่ปฏิบัติธรรมของคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐมแห่งที่ ๒ ซึ่งตัวเจ้าของที่ดินเดิม หลังจากที่บริจาคและแลกเปลี่ยนที่ดินผืนนั้นไปแล้ว ก็ยังคงไปจ้ำจี้จ้ำไช ทำโน่นทำนี่ อยู่ในลักษณะว่าตนเองเป็นเจ้าของเหมือนเดิม ทำเอาพระ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" พอถึงเวลาถามว่าใครจะเป็นเจ้าอาวาส ก็มีแต่คนสั่นหัว นั่นคือลักษณะของบุคคลที่ขาดอุเบกขาในการให้ทาน พูดง่าย ๆ ว่า ทำแล้วก็ยังตัดใจไม่ขาด..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,340
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,290
    ค่าพลัง:
    +27,031
    ตัวกระผม/อาตมภาพเองนั้น มีบุคคลที่ตั้งใจจะถวายที่ดินให้หลายแห่ง แม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ได้รับไว้แม้แต่แห่งเดียว ล่าสุดนี้อยู่ใกล้ ๆ แค่หินดาดนี่เอง เหตุที่ไม่ได้รับไว้ ได้แจ้งกับเจ้าของไปว่า ถ้าท่านถวายที่ดินมา อันดับแรกเลยก็ต้องการให้กระผม/อาตมภาพไปพัฒนาเป็นวัด หรือเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม

    ประการที่ ๒ ก็คือต้องการให้กระผม/อาตมภาพเข้าไปดูแลในฐานะเจ้าสำนักหรือเจ้าอาวาส ซึ่งสร้างความลำบากเดือดร้อนให้อาตมภาพเสียเปล่า ๆ อย่างที่ปรารภกับหลายท่านว่า แม้แต่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน กระผม/อาตมภาพก็เตรียมเกษียณตัวเองมา ๒ - ๓ ปีแล้ว แต่ยังไม่มีใครยินดีรับเป็นเจ้าอาวาสรูปต่อไปเท่านั้นเอง

    เรื่องของภาระนั้น ถ้าหากว่าเรารับมาแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด แต่คราวนี้คำว่าดีที่สุดของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ถ้าหากว่าดีที่สุดของกระผม/อาตมภาพ คนอื่นอาจจะบอกกว่า "ตะกายไม่ไหว โหนไม่ถึง" แต่ความตั้งใจก็คือว่า เท่าที่มีประสบการณ์มา บรรดาเจ้าอาวาสใหม่ที่จะเจอปัญหาแรกเลยก็คือขาดการยอมรับจากญาติโยม

    ดังนั้น..วัดไหนถ้าหากว่าเปลี่ยนเจ้าอาวาส วัดวาอารามก็มักจะโทรมทันตาเห็น เพราะว่าขาดคนสนับสนุน เนื่องเพราะว่าต่อให้เก่งเท่าเจ้าอาวาสเก่า หรือเก่งกว่าเจ้าอาวาสเก่า เขาก็ยังนึกถึงแต่คนเก่า เนื่องจากอยู่ด้วยกันมานาน แต่ถ้าเก่งสู้เจ้าอาวาสเก่าไม่ได้ ก็เป็นอันว่าวัดทรุดโทรมอย่างชนิดที่ท้าย ๆ แล้วก็หมาไม่แล..!

    ล่าสุดนี้ กระผม/อาตมภาพก็เจออยู่วัดหนึ่ง ถือว่าเป็นวัดในสายครูบาอาจารย์เช่นกัน แล้วก็เพิ่งจะต่อว่าท่านไป เนื่องเพราะว่าตัวเจ้าอาวาสนั้น มาขอความช่วยเหลือจากกระผม/อาตมภาพ บอกว่าไม่มีปัจจัยในการพัฒนาวัด แต่ท่านเพิ่งจะตั้งกองกฐิน เพื่อไปทอดที่วัดบ้านเกิดของท่าน กระผม/อาตมภาพเห็นแล้วก็ได้แต่นึกว่า "กูจะบ้า..!" วัดตัวเองบอกว่าไม่มีเงินพัฒนาวัด แต่ตั้งกองกฐินไปช่วยวัดบ้านเกิด ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านเอาอะไรมาคิด ?

    หลายต่อหลายท่านก็เช่นเดียวกัน วัดวาของตนเองไม่พัฒนาให้ดี แต่ก็ไปช่วยที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง จนไม่เหลือเงินไว้พัฒนาวัดของตนเอง ลักษณะแบบนั้นอาจจะได้ใจจากพรรคพวกเพื่อนฝูง แต่ว่าวัดวาอารามของตนนั้นโทรมจนดูไม่ได้ ต้องบอกว่า
    เป็นบุคคลที่ลำดับความสำคัญของเรื่องราวไม่เป็น

    ในส่วนที่กล่าวมาก็คือว่า ทานบารมีต่าง ๆ นั้น ถ้าเราทำถึงแล้ว จะอยู่ในลักษณะ "สักแต่ว่าทำ" เท่านั้น ก็คือบุคคลที่เข้าถึงจริง ๆ กำลังใจก็จะอยู่ในลักษณะว่า "รู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ แต่ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว" ถ้าสามารถทำใจแบบนี้ได้ ท่านก็อยู่กับโลกนี้เหมือนอย่างกับบุคคลเหนือโลก คล้ายกับน้ำกลิ้งบนใบบัวใบบอน โดยที่ไม่ติดอยู่กับใบบัวใบบอนนั้น ถ้าหากว่าตายก็มีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากกองทุกข์ไปสู่พระนิพพาน ไม่เช่นนั้น แค่ทานที่ท่านทำ แทนที่จะเป็นบันไดพาเราให้หลุดพ้น ก็อาจจะดึงเราให้จ่อมจมอยู่กับวัฏสงสารไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะว่าวางกำลังใจไม่ถูกต้องนั่นเอง..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...